 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/283" type="text/javascript"></script> |
|
|
ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบอร์น
วิชาการดอทคอมทุบกระปุกพาทุกท่านมุ่งสู่กรุงเบอร์นเมืองหลวงของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อเจาะเวลาหาอดีตดูสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" เปลี่ยนโลกด้วยทฤษฎีของเขาเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว
post ครั้งแรก: Mon 2 May 2005, 11:02 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 2 May 2005, 11:02 pm
|
หน้าที่ 5 - ตามรอยไอน์สไตน์
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
พอออกจากบ้านของไอน์สไตน์เลขที่ 49 ถนนแครมกาซเซ่ ผมก็เดินโซซัดโซเซไปหาของอาหารกลางวัน รับประทาน หลังจากมีอาหารตกถึงท้องก็เริ่มตามรอยไอน์สไตน์ต่อ

บ้านเลขที่ 32 บนถนนแห่งความยุติธรรม
เดินตามถนนแครมกาซเซ่มาเรื่อยจากหอนาฬิกาผ่านบ้านไอน์สไตน์ก็จะผ่านถนนชื่อ เกเรคติกไค้ทสกาซเซ่ (Gerechtigkeitsgasse) ผมมาทราบจากอดีตนักการทูตไทยในสวิสท่านหนึ่งว่าชื่อของถนนสายนี้ถ้าแปลเป็นภาษาไทยจะได้ชื่อเก๋ๆว่า ถนนแห่งความยุติธรรม อาจเป็นเพราะว่าที่ถนนแห่งนี้มีน้ำพุรูปเทพีแห่งความยุติธรรม เป็นรูปสตรี ผูกตาปิดไว้ เป็นนัยว่าความยุติธรรมย่อมไม่เห็นแก่หน้าผู้ใด มือหนึ่งถือดาบ อีกมือถือคันชั่ง แปลว่านอกจากมีดาบเป็นอำนาจแล้วต้องมีความเที่ยงตรงด้วย ที่ถนนแห่งความยุติธรรมแห่งนี้แหละครับ เป็นที่ๆ ไอน์สไตน์เข้ามาเช่าห้องพักห้องแรกในกรุงเบอร์น เมื่อกุมภาพันธ์ 1902 ปัจจุบันก็ยังอยู่ในสภาพดีอย่างที่เห็นในรูปครับ

แม่น้ำอารัล (Aare)
ยืนซาบซึ้งอยู่สักพักหนึ่ง ผมก็เดินไปจนสุดถนนคุณธรรม ซึ่งเป็นสะพานข้ามแม่น้ำและเป็นจุดที่สวยงามอีกจุดหนึ่งของเบอร์น ที่อีกด้านหนึ่งของสะพานมีบ่อเลี้ยงหมี ที่นี่เขาเลี้ยงหมีเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองมาหลายร้อยปีแล้วครับ ผมมาทราบเอาที่หลังว่าแม่น้ำที่ไหลอ้อมเป็นวงผ่านเมืองเก่ากรุงเบอร์นสีเขียวเข้มเข้มนั้น อ่านออกเสียงภาษาเยอรมันว่าแม่น้ำอารัล (Aare) หลังจากที่เรียกผิดเรียกถูกอยู่นาน มองดูแม่น้ำสายนี้แล้วทำให้ผมจินตนาการเห็นไอน์สไตน์กับ เบส์โซ (Michele Besso) เพื่อนรักชาวอิตาเลี่ยนของเขา กำลังนั่งตกปลาอยู่ในเรือลำเล็ก และสนทนาปัญหาฟิสิกส์ เป็นการค่าเวลาไปพลางๆ

เลขที่ 18 ถนนทิลเลียร์สตร๊าสเซ่ ( Tillierstrasse)
บ้านหลังแรกที่ไอน์สไตน์กับภรรยาอาศัยอยู่ด้วยกันหลังจากแต่งงานกัน
หลังจากเดินงมหาทางไปได้สักพัก ผมก็มาถึงบ้านสีเหลืองเลขที่ 18 ถนนทิลเลียร์สตร๊าสเซ่ ( Tillierstrasse) ซึ่งเป็นบ้านหลังแรกที่ไอน์สไตน์กับภรรยาอาศัยอยู่ด้วยกันหลังจากแต่งงานกัน ทั้งคู่อาศัยอยู่ด้วยกันที่นี่เป็นเวลา 10 เดือนก่อนที่จะย้ายไปยังถนนแครมกาซเซ่ น่าเสียดายที่ความรักของทั้งคู่ไม่ได้ราบรื่นนัก ไอน์สไตน์กับมิเลวาต้องเลิกรากันในปี ค.ศ. 1919 หลังจากที่ไอน์สไตน์ได้งานประจำที่กรุงเบอร์ลิน หน้าที่การงานและความห่างไกลทำให้ความสัมพันธ์จืดจาง ประกอบกับไอน์สไตน์ไปมีสัมพันธ์ใหม่กับญาติห่างๆของเขา ความรักครั้งใหม่ก็ทำให้ความสัมพันธ์กับคนรักเก่าต้องจบลง ...
ในทฤษฎีสัมพัทธภาพมีแต่อัตราเร็วแสงเท่านั้นที่ไม่เปลี่ยนตามเวลาและระยะทาง
ความรักไม่ใช่อัตราเร็วแสง คงหนีไม่พ้นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกฎของธรรมชาตินี้
ตอนที่ทั้งคู่เลิกกันนั้นมีข้อตกลงว่า ถ้าไอน์สไตน์ได้รางวัลโนเบลจะต้องยกเงินรางวัลให้มิเลวาทั้งหมด ข้อตกลงนี้ทำให้มีหลายคนเดาว่ามิเลวา อาจมีส่วนร่วมในผลงานวิชาการของไอน์สไตน์ เพราะตัวเธอเองก็เป็นผู้หญิงที่มีความสามารถ มิเลวาเป็นนักศึกษาหญิงคนแรกๆที่ได้ผ่านเข้าไปเรียนในภาควิชาฟิสิกส์ที่ Eigdenossische Technische Hochschule (ETH มหาวิทยาลัยในซูริก ซึ่งทั้งคู่พบรักกัน) นักประวัติศาสตร์คาดเดากันว่าไอน์สไตน์อาจจะปรึกษาปัญหาฟิสิกส์กับอดีตภรรยาของเขาแต่ยังไม่มีหลักฐานใดที่บ่งบอกว่ามิเลวามีส่วนช่วยในการทำงาน ประกอบกับเธอเองคงใช้เวลาส่วนใหญ่ในการดูแลลูกชาย ผลงานของไอน์สไตน์จึงน่าจะมาจากมันสมองของเขาเอง

ไอน์สไตน์และมิเลวา ภรรยาคนแรกของเขา
ถึงแม้ว่างานสำคัญๆส่วนใหญ่ของไอน์สไตน์ จะเป็นงานที่เขาคิดขึ้นมาเอง แต่ตลอดชีวิตการทำงานของเขา ไอน์สไตน์ร่วมงานกับนักวิจัยมากกว่า 30 คน และแลกเปลี่ยนความคิดกับนักวิทยาศาสตร์อื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อนรักตั้งแต่วัยเรียนของเขาสองคน คือ กรอสแมน และ เบส์โซ่ วารสาร Physics World ฉบับเดือนเมษายน ค.ศ. 2005 ยังได้ยกคำพูดของไอน์สไตน์ ที่กล่าวในทำนองยกย่องนักฟิสิกส์รุ่นก่อนหน้าเขา ซึ่งได้วางรากฐานความรู้ที่ทำให้เขาสามารถสร้างทฤษฎีของตนเองได้ :
"The four men who have laid the foundations of physics on which I have been able to construct my theory are Galileo, Newton, Maxwell and Lorentz."
เรามักจะนึกกันเอาเองว่าอัจฉริยะอย่างไอน์สไตน์ อยู่ดีๆก็สร้างทฤษฎีมาด้วยความมหัศจรรย์เหมือนดังมีเทพเจ้ามาเข้าฝัน แต่จริงๆแล้วอัจฉริยะเหล่านั้นต้องผ่านการทำงานอย่างหนัก โดยการศึกษา เรียนรู้ และ ทำความเข้าใจความรู้ที่มีอยู่ก่อนแล้วให้เข้าใจอย่างลึกซึ้ง ถึงมีคำพูดว่า นักวิทยาศาสตร์ยืนอยู่บนไหล่ของยักษ์ (On the shoulder of giants) ผมมักจะได้ยินหลายคนอ้างถึงคำพูดยอดฮิตของไอน์สไตน์ นั่นคือ "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" แต่เมื่อพิจารณาความเป็นจริงแล้วไอน์สไตน์ดูจะให้ความสำคัญของทั้งสองอย่างเท่าเทียมกัน
ก่อนจะเดินจาก "รังรัก" หลังแรกของไอน์สไตน์ ย่านใกล้ๆกันนั้นยังมี "ถนนไอน์สไตน์" หรือ "ไอน์สไตน์สตร๊าสเซ่" (Einsteinstrasse) ซึ่งเทศบาลเมืองเบอร์นตั้งให้เพื่อเป็นเกียรติ์แก่ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ด้วย ผมจึงหยุดถ่ายรูปเอาไว้เป็นที่ระลึก แล้วเดินไปยังจุดหมายต่อไป

ภาพถนนไอน์สไตน์
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 มี.ค. 2549 (11:49) ตามมาอ่านครับ ขอบคุณครับอาจารย์
ลองแปลป้ายที่บ้านไอน์สไตน์ดู ภาษาเยอรมันผมเรื้อไปมากแล้ว สงสัยว่าจะแปลผิดไม่มากก็น้อย
"ในบ้านหลังนี้ อัลเบิร์ตไอนสไตน์ ได้อาศัยอยู่ระหว่างปี 1903-1906" หลังจากนั้นแปลไม่ออก แต่เดาว่าเป็นทำนอง "มรดกอันยิ่งใหญ่ของเขา คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ"
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 มิ.ย. 2550 (20:07) เจ๋ง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 3 ก.ค. 2551 (22:31) ความรู้เยี่ยมมากเลยครับ