 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/283" type="text/javascript"></script> |
|
|
ตามรอยไอน์สไตน์ที่เบอร์น
วิชาการดอทคอมทุบกระปุกพาทุกท่านมุ่งสู่กรุงเบอร์นเมืองหลวงของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ เพื่อเจาะเวลาหาอดีตดูสถานที่ประวัติศาสตร์ที่ "อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์" เปลี่ยนโลกด้วยทฤษฎีของเขาเมื่อหนึ่งร้อยปีที่แล้ว
post ครั้งแรก: Mon 2 May 2005, 11:02 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 2 May 2005, 11:02 pm
|
หน้าที่ 6 - E=mc2 และ Einsteins happiest thought
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
ในบรรดาผลงานของไอน์สไตน์ สิ่งที่ผู้คนรู้จักกันมากที่สุดคงจะเป็นสมการ E = mc
2 ในขณะที่ไอน์สไตน์คิดสมการที่กลายเป็นโลโก้ประจำตัวของเขานั้น ตัวเขาและครอบครัวได้ย้ายออกจากถนนแครมกาซเซ่ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1905 มาอยู่ที่บ้านเลขที่ 28 ถนนทชาร์เนอร์สตร๊าสเซ่ (Tscharnerstrasse) สถานที่นี้ปัจจุบันอยู่นอกเขตเมืองเก่าจึงไม่ใช่แหล่งอนุรักษ์ของเมือง บ้านเก่าของไอน์สไตน์เมื่อร้อยปีก่อนจึงไม่เหลือซากให้เห็นอีกแล้ว

ไอน์สไตน์คงนั่งคิดสมการของเขาอยู่ ณ. มุมใดที่หนึ่ง ในถนนสายนี้ เมื่อร้อยปีก่อน
แต่ด้วยความกระหายอยากรู้อยากเห็น ผมก็เดินตามแผนที่ไปยังสถานที่ดังกล่าว เพราะสถานที่ตรงนั้นแหละที่เขาอาศัยอยู่ขณะค้นพบสมการที่ดังที่สุด E=mc กำลัง 2 ซึ่งกว่าจะหาเจอผมต้องเดินออกมานอกเมือง ประมาณ 20 นาที พอได้ลิ้นห้อย สภาพก็อย่างที่เห็นในรูป ปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นบ้านเรือนสมัยใหม่ไปหมดแล้ว ทิ้งไว้ให้จินตนาการว่าเมื่อร้อยปีก่อน ไอน์สไตน์คงนั่งคิดสมการของเขาอยู่ ณ. มุมใดที่หนึ่ง ในถนนสายนี้
ส่วนภาพข้างล่างนี้เป็นบ้านหลังสุดท้ายของไอน์สไตน์ในเบอร์นครับ เลขที่ 53 ถนนเอเกอร์สตร๊าสเซ่ (Aegertenstrasse) ก่อนที่เขาจะย้ายไปยังซูริก

บ้านหลังสุดท้ายของไอน์สไตน์ในเบอร์น
เดินหาบ้านของไอน์สไตน์ไปทั่วเมืองจนเย็น ก่อนจะขึ้นรถไฟกลับไปยังเจนีวาผมก็แวะไปยืนดูสำนักงานจดสิทธิบัตรที่ทำงานเก่าของไอน์สไตน์เป็นแห่งสุดท้าย ที่แห่งนี้เป็นตำนานหนึ่งของวิชาฟิสิกส์ครับ เพราะเป็นที่ไอน์สไตน์เกิดความคิด ซึ่งตัวเขาเองอ้างถึงว่าเป็น การคิดที่มีความสุขที่สุดในชีวิต หรือ The happiest thought of my life (der gluecklichste Gedanke meines Lebens)

ห้องทำงานที่สำนักงานจดสิทธิบัตร
ที่เขาตีพิมพ์ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ
วันหนึ่งในปี ค.ศ. 1907 สองปีหลังจากที่เขาตีพิมพ์ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ ขณะนั่งอยู่ให้ห้องทำงานที่สำนักงานจดสิทธิบัตรแห่งนี้ ไอน์สไตน์ออกแบบการทดลองง่ายๆในหัวสมอง เขาถามตัวเองว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชายคนหนึ่งที่ตกลงมาจากหลังคาบ้าน ถ้าชายคนนั้นพยายามจะทิ้งปล่อยของให้ตก ของชิ้นนั้นย่อมตกลงมาพร้อมๆกับเขา การทดลองในห้องแล็ปใต้หมวกของไอน์สไตน์ครั้งนั้น ทำให้เขาเข้าใจความสมมูลระหว่างความเร่งและความโน้มถ่วง ซึ่งพัฒนามาเป็น The Principle of Equivalence ในเวลาต่อมา เรื่องนี้ได้กลายเป็นตำนานในวิชาฟิสิกส์ไปแล้ว นักเรียนทุกคนที่ลงทะเบียนวิชาสัมพัทธภาพต้องเคยได้ยิน Einsteins happiest thought
"
the acceleration of free fall with respect to the material is therefore a mighty argument that the postulate of relativity is to be extended to coordinate systems that move nonuniformly relative to one another . . . "
ตอนหนึ่งในบทความของไอน์สไตน์ เรื่อง Fundamental Ideas and Methods of Relativity **
คิดไปคิดมาผมว่ามันก็ตลกดี ที่หลักสำคัญที่สุดอันหนึ่งในวิชาฟิสิกส์อย่าง The Principle of Equivalence ไม่ได้คิดออกมาจากมหาวิทยาลัยชั้นนำ แต่ออกมาจากตึกหลังนี้ ตึกสำนักงานไปรษณีย์ ที่ข้างในมีสำนักงานจดสิทธิบัตร และมันก็ออกมาจากหัวสมองของเสมียนคนหนึ่งใช้เวลาว่างจากงานประจำมานั่งคิดฟิสิกส์ ไอน์สไตน์อุทิศตนเพื่อค้นคว้าหาความจริงของธรรมชาติ โดยไม่ต้องรอให้ใครเรียกเขาเองว่านักวิทยาศาสตร์ ความกระหายใคร่รู้แบบนี้นี่เองกระมังที่ฝึกให้เขาเป็นอัจฉริยะของอัจฉริยะ
หัวค่ำของวันนั้นรถไฟขบวนยาวจากเบอร์นก็พาผมฝ่าสายฝนกลับสู่นครเจนีวาด้วยความปลื้มปิติ
* ผู้เขียนขอขอบคุณ Department of Physics, University of Geneva ที่เอื้อเฟื้อที่พักในสวิสเซอร์แลนด์
อ้างอิงและข้อมูลเพิ่มเติม
The Einstein Year in the city of creation:
http://www.einstein05.ch/en/fra1_en.html
Einstein house Bern:
http://www.einstein-bern.ch/index.php?lang=en&show=start
Einstein Image and Impact
http://www.aip.org/history/einstein/
ภาพสวยๆของไอน์สไตน์หาได้จาก
http://www.einsteingalerie.de/
**จาก Einstein's third paradise ของ Gerald Holton:
http://www.aip.org/history/einstein/essay-einsteins-third-paradise.htm
เกี่ยวกับผู้เขียน
 |
คุณจ้อ หรือ ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ เป็นหนึ่งในตัวแทนประเทศไทย
ไปแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิก ที่ประเทศฟินแลนด์ เมื่อสมัยเป็นนักเรียนมัธยม
จบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนปทุมคงคา เข้ารับทุนการศึกษาเป็นนักเรียนในโครงการพสวท
และสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรีที่ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากนั้น ศึกษาต่อด้านปริญญาโท ฟิสิกส์ทฤษฎี ทีมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University
of Cambridge) และ ปริญญาเอก ฟิสิกส์ทฤษฎี ที่มหาวิทยาลัยเดอร์แรม
(Universiy of Durham) ในเวลาต่อมา
ปัจจุบันเป็นอาจารย์ ประจำภาควิชาฟิสิกส์์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และ เป็น 1 ใน 3 ของผู้ริเริ่มก่อตั้ง วิชาการ.คอม |
|
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 3 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 มี.ค. 2549 (11:49) ตามมาอ่านครับ ขอบคุณครับอาจารย์
ลองแปลป้ายที่บ้านไอน์สไตน์ดู ภาษาเยอรมันผมเรื้อไปมากแล้ว สงสัยว่าจะแปลผิดไม่มากก็น้อย
"ในบ้านหลังนี้ อัลเบิร์ตไอนสไตน์ ได้อาศัยอยู่ระหว่างปี 1903-1906" หลังจากนั้นแปลไม่ออก แต่เดาว่าเป็นทำนอง "มรดกอันยิ่งใหญ่ของเขา คือ ทฤษฎีสัมพัทธภาพ"
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 10 มิ.ย. 2550 (20:07) เจ๋ง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 3 ก.ค. 2551 (22:31) ความรู้เยี่ยมมากเลยครับ