<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/29" type="text/javascript"></script> |
|
เที่ยวทั่วไทย : กระบี่ - พังงา
กระบี่-พังงา เที่ยวเมืองไทย กินของไทย ไทยเจิญ !
post ครั้งแรก: Sat 8 December 2001, 3:46 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 8 December 2001, 3:46 am
|
วันที่ 6
สำหรับเช้าวันนี้เราตื่นขึ้นมาก็ไม่สายมากนัก แต่ก็สายเกินกว่าที่จะไปเดินเล่นชายหาด
ก็ เลยไปทานอาหาร จากนั้นก็เที่ยวหมู่เกาพีพีหมู่เกาะพีพีประกอบด้วยเกาะสำคัญ
2 เกาะ คือเกาะพีพีดอน มีเนื้อที่ 28 ตารางกิโลเมตร เป็นที่อยู่อาศัยของ ชาวเลและชาวไทยมุสลิม
อยู่ห่างจากเกาะพีพีเลประมาณ 2 กิโลเมตร จุดเด่นที่สำคัญ คือ อ่าวต้นไทร ซึ่งเป็น
อ่าวกว้าง มี หาดทรายขาวสะอาด น้ำทะเลใสสะอาด จึงเหมาะแก่การแวะลง เล่นน้ำ ด้านหน้าอ่าวเป็นที่จอดเรือนำเที่ยวและเรือโดยสาร
ตอน เหนือของเกาะพีพีดอนมีแหลมตง เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวเล ทั้งสองฟากฝั่งของเกาะนี้มีปะการังอยู่ทั่วไป
โดยเฉพาะบริเวณ ที่อยู่ใกล้กับแหลมตงนั้น มีธรรมชาติใต้ทะเลที่สวยงามมาก การ เดินทางไปหมู่เกาะพีพี
มีเรือโดยสารออกจากท่าเรือเจ้าฟ้าในตัว เมืองกระบี่ไปเกาะพีพีทุกวัน

จากจุดชมวิว จะมองเห็นโค้งอ่าวต้นไทร และอ่าวแหลมตง ชายหาดสีขาวทั้งสอง โค้ง เข้ามาเกือบจรดกัน
กั้นขวางด้วยสันทราย และ ทิวมะพร้าวเรือนำเราขึ้นไปทางเหนือเป็นอ่าวและมีหน้าผาสูงชัน
ส่วนนี้มีชื่อว่า "โละซามะ" บนเกาะ พีพีเลมีถ้ำอยู่แห่งหนึ่ง คือ ถ้ำไวกิ้ง มี
ขนาดใหญ่กว้างขวาง เพดานสูง และเป็นที่อาศัย ของนกนางแอ่นเป็นจำนวนมาก ตามผนังถ้ำมีภาพเขียนสีโบราณเป็น
รูปเรือใบคล้ายเรือ ไวกิ้ง บริเวณใกล้ปากถ้ำมีหินงอกหินย้อย เมื่อปี 2515 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ได้เสด็จโดย ชลมารค และพระราชทานนามใหม่ว่า ถ้ำพญานาค ตามลักษณะของก้อนหิน ในถ้ำ


ถ้ำไวกิ้ง
จากกถ้ำไวกิ้งที่จอดแล้วให้ลงดูประมาณสิบนาที ซึ่งก็เรียกว่าไม่มีอะไรที่น่าดู
ถ้ำมีความ อับชื้น ถ่ายรูปห้ามใช้แฟลช เพราะจะเป็นการรบกวนนกนางแอ่น กลิ่นในถ้ำไม่สุนทรีย์
เอาซะเลย เพราะมีแต่กลิ่นขี้นก นั่นเอง (แหะๆ) เดินทางต่อไปยัง เกาะพีพีเล เป็นเกาะซึ่ง
มีโขดหินผาสูงชัน มีเนื้อที่ 6.6 ตารางกิโลเมตร ส่วนหนึ่งของเกาะ เป็นอ่าวเว้าเข้าไป
ในหุบ เขาดูคล้ายกับทะเลสาบ มีชื่อว่า "ปิเละ" ทะเลส่วนนี้ มีหน้าผา รายล้อมเกือบจะเป็น
วงกลม น้ำนิ่ง ใส และลึก
ปิเละ
จากนั้นก็ไปที่อ่าวมาหยา ที่เหลือเพียงหาดทราย กับ น้ำทะเล ส่วนโลกใต้น้ำถูกทำลายลง
ด้วย สมอเรือท่องเที่ยวจำนวนมาก ที่เข้ามาเยี่ยมเยือน รวมทั้ง การระเบิดปลา
อ่าวมาหยา
เรือหยุดที่นี่เพื่อให้ลูกเรือหยุดดำน้ำ snorkeling แต่น้ำลึกสุดๆ
เห็นว่า ประมาณ แปด เมตร ธ่อออ แค่น้ำในสระสองเมตร ยังแทบไม่อยากไปกร้ำกราย นี่จะให้ลงแปดเมตร
ขอเข้าฝั่ง ไปที่หาดดีกว่า (แหะๆ ) ก็มีลูกเรือมาลงเรือเล็กเพื่อเข้ามาชมทัศนียภาพ
บนฝั่ง อยู่สี่คน สี่สาว นอกนั้นก็กระโดดลงน้ำตูมมมม ดูปะการัง ที่เหลืออยู่น้อยเต็มทีนั่นล่ะค่ะ
พักที่มาหยานานพอสมควร จากนั้นเรือก็พาเราไปต่อ แต่ดั้นนน เกิดการขัดข้องขึ้นมา
กระทันหัน เครื่องเสียทั้งที่เป็นเรือใหญ่ มีลูกทัวร์มากันสามสี่สิบคน ทำให้เรือพยายาม
ที่จะไปจอดในจุดที่มีปะการัง หรือ มีปลาให้ดู ลูกทัวร์ทั้งหลายไปปริปากบ่น เพราะชอบ
ที่จะได้ดำน้ำดูปลา ดูปะการัง ต่างพูดคุยกันสนุกสนาน ส่วนคนนำเที่ยวทั้งหลาย ก็
เอาเรือ เล็กออกเพื่อที่จะไปเอาอาหารกลางวันมาให้พวกเรารับประทาน ในเรือนั้น บริการ
เครื่องดื่มฟรี ไม่ว่าจะเป็น น้ำ โค้ก หรือ เบียร์ (อิอิ ) มีเท่าไหร่ มีอะไรก็เกลี้ยงหมด
นั่นแหล่ะค่าาา อาหารกลางวันของเราจึงอยู่บนเรือ ข้าวผัด และ ตามด้วย สับปะรด ก็ยามไร้
นี่คะ เด็ดดอกหญ้าแซมผม จะมาเลือกกินไปทำไมกัน เนื่องจากเรือใหญ่หมดสภาพ พาพวกเราไปต่อไม่ได้
ก็มีการไปตาม speed boat เรือเร็ว เพื่อพาพวกเราเดินทาง ต่อไปยังเกาะไผ ่ ซึ่งมีชายหาดที่สวยงาม
น้ำทะเลใส ชอบที่นี่มากค่ะ ไม่มี บังกะโล รีสอร์ท มาขวางหูขวางตา สามารถจะมาตั้งเตนท์ในเขตวนอุทยานได้
แต่เฉพาะ คนไทยเท่านั้น นะคะ ( ทริปเดียวได้นั่งเรือหลายแบบ ดีค่ะดี ไม่ต้องไปเช่าเรือเร็วนั่งเอง
ฮาา )

เกาะไผ่
ขอลงน้ำนิดหน่อยพอเป็นพิธีล่ะค่ะ เพราะ น้ำมันน่าเล่นจริงๆ จากนั้นก็ นอนให้แดดเผาบ้าง
เอิ้กๆ เผื่อที่คล้ำอยู่จะได้ คล้ำ ยิ่งขึ้น จากเกาะไผ่ เรือก็พาเราไปที่ shark
point หรือ จุดที่ เคยพบปลาฉลามมาก่อน ที่นี่ มีปะการังสวย ก็มีการจอดให้เราดำดูปะการัง
ที่นี่เอง ที่ โอ๊ะ โอ่ เกือบตายค่ะ เพราะลงกับเค้าด้วยเหมือนกัน ใส่ชูชีพด้วยต่างหาก
ก็ดำดูปะการังไป เรื่อยๆ แต่ทว่าทันใดนั้น น้ำทะเลค่ะเกิดหลุดรอดเข้ามาในหลอด ทำเอาสำลักน้ำ
ก็เกิด อาการตกใจ อีกทั้งดำอยู่ห่างจากเรือมากพอสมควร ทำให้พยายามจะ หา ที่ยืน
บน หินก้อน ใดก้อนหนึ่ง แล้วใส่หน้ากากเข้าไปใหม่ บังเอิญเสียหลัก คนที่อยู่ใกล้
ก็บอกว่า อย่าใช้ หน้ากาก หายใจทางปากแทน ตอนนั้นล่ะค่ะ ที่ทำตัวไม่ถูก สำลักน้ำเต็มที่
กลืนเข้าไปเยอะ ทีเดียว จึงโผล่หน้ามาแล้วตะโกน Help help ทุกคนที่อยู่ทางเรือต่างไม่แน่ใจ
ว่าเอ จะ จม หรือนั่น ใส่ชูชีพ แล้วจะจมได้อย่างไร แหม่ๆๆๆ ถ้ามันอยู่นิ่งๆมันก็ไม่จมหรอกค่าาา
แต่ คนมันจนตรอก พยายาม แล้วที่จะโผล่หน้า ขึ้น หรือ หายใจให้ทัน ก็น่าจะรู้ อาการ
หอบ นี่มันทำให้เหนื่อยง่าย เริ่มรู้สึกค่ะว่า ถ้าตายคราวนี้ก็คงเพราะสำลักน้ำตายล่ะเรา
คนที่อยู่ ใกล้ๆ ไม่สามารถจะดึงตัวได้ เพราะเจอแรงกด และ ตัวเค้าเองไม่ได้ใส่ชูชีพ
แรงไม่มาก พอที่จะช่วยเหลือได้ พระเจ้าเมตตา เพราะ ฝรั่งคนหนึ่ง และ ไกด์ นักดำน้ำประจำเรือ
มาถึงทันการณ์ จัดการหิ้วปีก ล่ะค่ะ ลาก มา บอก อย่างเดียวให้เงยหน้าขึ้น แล้วปล่อยตัว
ตามสบาย นี่ถ้าไม่ใช่แรงผู้ชาย สองคนนี้ก็คงถูกกดลงน้ำแล้วเช่นกัน นับเป็นครั้งแรก
ที่รู้สึกว่า ท่านยมฯ อยู่ใกล้เราซะจริงๆ เมื่อมาถึงเรือ ไกด์ก็บอกใจเย็นๆ แล้วจัดการเอา
น้ำจืดราดลงบนหัว ลูกเรือคนอื่นๆ ก็เข้ามาพูดคุยด้วย แล้วก็ขึ้นเรือกัน เพราะมันชักจะ
กร่อยซะแล้ว ก็ใช้เวลาอีกไม่นานนักก็ถึงฝั่ง นับแต่วินาทีนั้น ก็คิดไว้เลยว่า จะไปเรียน
ดำน้ำ ถ้าจะตาย ขอตายแบบใต้ท้องทะเลไปเลยดีกว่า แต่ก่อนที่จะถึงขั้นนั้น หนูเอ๋ยยย
ไปว่ายน้ำให้แข็งซะก่อนเหอะ ( เอิ้กกกส์) เกือบจะไม่ได้มาทำ วีไกด์ ซะแล้วล่ะค่ะ


วันที่ 7
เดินทางออกจากพีพี ประมาณ สิบโมง มาถึงกระบี่ เพื่อที่จะกลับกรุงเทพฯ การเดินทาง
คราวนี้ประสบการณ์หลากหลายค่ะ
เขียนมาจนจะหกโมงเช้าแล้วรู้สึกมึนๆ คงต้องขออำลาด้วยอาลัยไปแต่เพียงเท่านี้นะคะ


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |