คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี | เมนูส่วนตัว
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/296" type="text/javascript"></script>
มหัศจรรย์ ดีเอ็นเอ (DNA)
มีกี่คนที่ทราบว่า ดีเอ็นเอ ในร่างกายเรา รวมกันแล้วยาวกว่า ระยะทางไปกลับโลกดวงอาทิตย์ 50 รอบ รวมทุกเรื่องราว ทุกรายละเอียดของ “ดีเอ็นเอ (DNA)” ถ่ายทอดง่ายๆ อ่านกันได้ทุกคน
ผู้เขียน: ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ ชมแล้ว: 223,095 ครั้ง
post ครั้งแรก: Mon 4 July 2005, 10:37 am ปรับปรุงล่าสุด: Mon 4 July 2005, 10:37 am

หน้าที่ 3 - ความสามารถในการ เก็บข้อมูล ของ ดีเอ็นเอ
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ดร.
นำชัย ชีววิวรรธน์


หน่วยปฏิบัติการวิจัยกลางไบโอเทค

ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BioTec)

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)



ในสองตอนแรกที่ผ่านไป ผมสรุปไว้ว่า “ดีเอ็นเอมีขนาดที่เล็กมากๆ” แต่การที่เราทราบแล้วในปัจจุบันว่า
ดีเอ็นเอเป็นโมเลกุลที่เก็บ “รหัสพันธุกรรม” ที่กำหนดลักษณะต่างๆ ของสิ่งมีชีวิต
ดังนั้น ดีเอ็นเอก็น่าจะมีความสามารถในการ “เก็บข้อมูล” ได้เป็นอันดี ลองมาดูกันนะครับว่า
ความสามารถในการเก็บข้อมูลดังกล่าว มีความเกี่ยวพันกับรูปทรงและความเป็นระเบียบของดีเอ็นเออย่างไร



มีใครลองไปทำ “การบ้าน” เรื่อง “เทปเพลงและเส้นเชือก” ที่ผมให้ไว้ เมื่อสองตอนที่แล้วดูบ้างครับ
?



รูปที่ 1 (ด้านบน) ตลับเทปเพลงธรรมดาที่เราคุ้นเคยกันดี
สามารถบันทึก “ประวัติศาสตร์” ในรูปของเสียงได้นับชั่วโมง

รูปที่ 2 (ด้านล่าง) เนื้อเทปที่เรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบสามารถเก็บ
“เสียง” ได้ แบบเดียวกับ ดีเอ็นเอที่เรียงตัวกันอยู่

อยู่เป็นระเบียบสามารถเก็บ “รหัสพันธุกรรม” ได้



ถ้ามีใครไปลองวัดความยาวของ
“เนื้อ” เทปเพลงดูก็จะพบว่า เป็นเรื่องน่าประหลาดใจไม่น้อยทีเดียวว่า ตลับเทปเพลงที่สามารถอัดเสียง
(เพลง ฯลฯ) ได้ยาวถึง 60 นาที (รวมสองหน้าเทป) นั้น มีความกว้างเพียง 6.3 เซนติเมตร
และ ยาวเพียง 9.9 เซนติเมตร แต่สามารถเก็บเนื้อเทปที่มีความยาวถึง 90 เมตร ได้
(ยาวกว่าความยาวของตลับเทปถึงเกือบร้อยเท่า!) [รูปที่ 1 และ 2]



ความจริงเรื่องเทปเพลงนี่
ลองพิจารณาดูให้ดีๆ ก็จะยิ่งประหลาดใจครับ การที่เราอัดเสียงเอาไว้ได้ก็หมายถึง
เราสามารถแปลง “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” ชนิดหนึ่งที่ “จับต้องไม่ได้” และ ล่องลอยไปมาในอากาศ
… ให้กลายเป็น “สัญญาณ” หรือ “รหัส” อีกอย่างหนึ่งเก็บอยู่บนเนื้อเทป ซึ่งเป็นสิ่งที่มีลักษณะ
“จับต้องได้” (คือ อย่างน้อยก็มีลักษณะเป็นตัวตน และ รูปธรรมมากกว่าคลื่นที่ล่องลอยไปมาในอากาศ
... นั่นแหละครับ) และ ยังสามารถนำมาแปลงกลับไปเป็น “คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า” ที่จับต้องไม่ได้
(คือ เปิดฟังเสียงได้) อีกแน่ะ!



มองอีกอย่างก็คือ เราสามารถเก็บ “อดีต” (หรือ ประวัติศาสตร์) ของเสียงที่
“เคยเกิดขึ้นมาแล้ว” ไว้ได้ด้วยตลับเทปธรรมดาๆ นี่แหละครับ!




ถ้าสังเกตให้ดีจะเห็นว่า
เนื้อเทปดังกล่าวต้องเก็บเป็นระเบียบทีเดียวคือ พันม้วนเป็นวงอย่างดี นอกจากนี้ยังต้องเรียบตึง
ไม่ยับย่นหงิกงอ และ ต้องอยู่ในตำแหน่งที่เลื่อนไปบน “หัวอ่าน” ของเครื่องเล่นเทปอย่างพอเหมาะพอดี
(ไม่เอียงหรือตกขอบไปด้านใดด้านหนึ่ง)



คิดว่าคงมีหลายคนที่เคยเจอกับปัญหาเนื้อเทปเกิดยับย่นยู่ยี่
(อาจจะเป็นเพราะ ถูกเครื่องเล่นเทปที่เริ่มเก่าหรือชำรุด “งับ” เอา) ซึ่งก็จะสังเกตได้ไม่ยากว่า
การที่จะแก้ไขให้ดีเหมือนเดิมนั้น แทบจะทำไม่ได้เอาทีเดียว และ การที่จะตัดเอาเทปตรงเฉพาะส่วนดังกล่าวทิ้งไปแล้ว
ต่อใหม่ด้วยเทปกาวก็แทบจะเป็น “งานฝีมือ” แบบหนึ่งเลยทีเดียว



หากมองในแง่นี้แล้ว
ดีเอ็นเอก็ต้องเก็บรักษาอย่างเป็น “ระบบ” และ “ระเบียบ” (คือ มีตำแหน่งก่อนและ
หลังในสายดีเอ็นเอที่แน่นอนและชัดเจน … ซึ่งเราจะคุยกันเรื่องนี้อีกครั้งในภายหลังนะครับ)
ไม่แตกต่างกันกับ เนื้อเทปเพลงแต่อย่างใด แต่ส่วนที่ต่างกันมากก็คือ ตามธรรมชาติแล้ว
หากเกิดกรณีที่ดีเอ็นเอแตกหักเสียหาย (เช่น ดีเอ็นเอของ “เซลล์ผิวหนัง” ที่โดนแสงอัลตราไวโอเลต
หรือ UV ในแสงแดด แผดเผาอย่างรุนแรงเป็นเวลานานๆ) กลไกการตรวจสอบ ตลอดจนซ่อมแซม
และสร้างดีเอ็นเอ ส่วนที่แตกหักเสียหายขึ้นใหม่ (ด้วยเอนไซม์หลายๆ ชนิด) ก็สามารถทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี
(เรียกว่า ดีอย่างเหลือเชื่อ ทีเดียวล่ะครับ)



เพราะมิฉะนั้นประชากรโลกในแถบศูนย์สูตรโลก
ก็คงเป็นมะเร็งผิวหนังกันไปหมดแล้ว




คราวนี้ หากเราจะมาดูกันที่รูปทรงของดีเอ็นเอ
ก็จะพบว่า … ธรรมชาติได้รังสรรค์ “รูปทรง” อันแสนเหมาะสมกับงานของมันเป็นอย่างยิ่ง
กล่าวคือ ดีเอ็นเอมีลักษณะตามธรรมชาติเป็นสายคู่ เป็นสายคู่กันที่ไม่ธรรมดามากๆ
คือ เป็นสายคู่ของดีเอ็นเอที่จับกันได้อย่างพอเหมาะพอเจาะ (ยิ่งกว่ากิ่งทองใบหยกเสียอีก!)
เกาะเกี่ยวกันอยู่ โดย “ตกร่องปล่องร่องชิ้น” กันทุกแง่มุม สองสายของดีเอ็นเอนั้นจับกัน
และ บิดไปมาคล้ายกับ “บันไดเวียน” หรือ หากตัดสายดีเอ็นเอแต่ละท่อนออกมาดู ก็จะเห็นได้ว่ามีลักษณะคล้ายๆ
กับ “สปริง” ซึ่งจัดว่าเป็นโครงสร้างแบบหนึ่งที่มีความยืดหยุ่นสูงสุดเลยทีเดียว




ข้อเด่นของสปริงที่ทุกท่านคงทราบดีอยู่แล้ว
นั่นก็คือ สปริงนั้นทนทานต่อ “แรงดึง” และ “แรงกด”มากเป็นพิเศษ เมื่อเทียบกับโครงสร้างแบบอื่นๆ
ทั่วไป

ถ้าใครได้ลองไปหาเชือกมาสังเกตดู อย่างที่ผมบอกไว้ก่อนหน้านี้ ก็จะเห็นลักษณะพิเศษของเส้นเชือกต่างๆ
นั่นก็คือ เส้นเชือกต่างๆ (ยิ่งเส้นใหญ่ก็จะยิ่งเห็นได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น) มักจะประกอบด้วย
“เส้นเชือกที่เล็กกว่า” หลายเส้นมาพันกันอยู่ แต่การพันดังกล่าวนั้น … ไม่ใช่พันกันอย่างไรก็ได้นะครับ
เป็นการพันกันอย่างเป็น “ระบบ และ ระเบียบ” ที่แน่นอนมากทีเดียวล่ะครับ





รูปที่ 3 (ด้านบน) ขดเชือก เกิดจากเส้นเชือกมาพันกันอยู่อย่างซับซ้อน
และ เป็นระเบียบ

รูปที่ 4 (ตรงกลาง) ภายในเกลียวเชือกขนาดย่อย ก็ยังมีเกลียวเชือกขนาดเล็ก
และ ย่อยกว่าม้วนพันกันอยู่

รูปที่ 5(ด้านล่าง) เปรียบเทียบขนาดระหว่างเกลียวเชือกที่เล็กที่สุดในสาย
กับ เกลียวเชือกที่พันกันเป็นโครงสร้างที่

ซับซ้อนมากขึ้นแล้ว



หากสังเกตต่อไปก็จะพบว่า
““เส้นเชือกที่เล็กกว่า” นั้น ก็มักจะประกอบด้วย “เส้นเชือกที่เล็กยิ่งกว่า” ลงไปอีก
บางคราวเส้นเชือกเส้นเล็กๆ ที่เราใช้งานกันอยู่ อาจจะประกอบด้วย เส้นเชือกที่เล็กกว่าเป็นลำดับถึงสามสี่ทอดด้วยกัน
[รูปที่ 3 ถึงรูป 5]
เมื่อสังเกตเห็นเช่นนี้ก็คงจะเข้าใจได้ไม่ยากว่า
เหตุใดเส้นเชือกแต่ละเส้น จึงทน “แรงดึง” และ “แรงเค้น” จากการใช้งานได้ดีนัก



[รูปที่ 6]

ลองสังเกตดูจะเห็นถึง ความเป็นระเบียบ และความซับซ้อนของการจัดเรียง ตัวของสายดีเอ็นเอในรูปนี้
(ลองเทียบกับรูปเส้นเชือกก่อนหน้านี้)



คราวนี้ลองดูรูปที่
6
ก็จะเห็นว่า ดีเอ็นเอมีการจัดเรียงตัว และ พับตัวไปมาคล้ายๆ กับเส้นเชือกอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
โดยหน่วยเล็กที่สุดก็จะเป็นสายของดีเอ็นเอสองสาย จากนั้นก็จะมีการพันทบไปมา และ
เริ่มมีโปรตีนบางอย่าง (มักจะเป็นโปรตีนที่มีประจุเฉลี่ยเป็นบวก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโปรตีนจำพวก
“ฮิสโตน” ) มาร่วมจับด้วย ซึ่งก็มีผลทำให้แรงผลัก เนื่องจากประจุลบของสายดีเอ็นเอลดน้อยลง
ทำให้สามารถพับ และ บิดไปมาได้สะดวกมากยิ่งขึ้น โครงสร้างที่ได้จึงมีขนาดเล็ก กระทัดรัดมากยิ่งขึ้น
โดยในท้ายที่สุด สายดีเอ็นเอจะพันกันจนได้ โครงสร้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุด (ที่มีหน้าตาคล้ายปาท่องโก๋)
เรียกว่า “โครโมโซม” นั่นเอง



[รูปที่ 7]

โครโมโซมมนุษย์ที่นำมาเรียงกันเป็นคู่ๆ จากใหญ่ไปเล็ก แต่ละแท่งโครโมโซมที่เห็นมี
“รหัสพันธุกรรม” อยู่นับสิบนับร้อยล้านหน่วย



ดีเอ็นเอที่สมบูรณ์ครบชุด
หรือที่เรียกว่า จีโนม (genome) ของมนุษย์นั้น มีความยาวถึง 3 พันล้านหน่วย
หน่วยที่ว่านี้ ศัพท์วิชาการเรียกว่าเป็น คู่เบส (base pair) ดีเอ็นเอทั้งหมดที่ว่าก็กระจายกันอยู่ในโครโมโซมจำนวน
46 แท่งนั่นเอง [รูป 7] ดังนั้น แต่ละโครโมโซมจะมีหน่วยพันธุกรรมของเราอยู่หลายสิบล้านหน่วย
(ขึ้นไป) เลยทีเดียว



อ้อ … แต่ว่าโครโมโซมแต่ละเส้นของคนเรานั้น
มีความสั้นยาวไม่เท่ากันนะครับ ขนาดโดยคร่าวๆ ก็จะเรียงลำดับจากที่ใหญ่ที่สุดไปหาเล็กที่สุด
ตามลำดับหมายเลขของโครโมโซมนั่นเอง กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ โครโมโซมที่ใหญ่ที่สุดคือ
โครโมโซมหมายเลข 1 และ โครโมโซมที่เล็กที่สุดคือ โครโมโซมหมายเลข 22



ส่วนโครโมโซมอื่นๆ
ก็มีขนาดลดหลั่นกันไป (ทั้งนี้ไม่รวมโครโมโซม X และ โครโมโซม Y ที่เป็นโครโมโซมเพศ
ซึ่ง ไม่เข้ากับกฎเกณฑ์ดังกล่าว)

คงจะพอเห็นความมหัศจรรย์ของการจัดเรียงตัว และ รูปร่างของดีเอ็นเอในระดับต่างๆ
แล้วนะครับ คราวหน้าเราจะมีดูความมหัศจรรย์ในแง่อื่นๆ ของดีเอ็นเอกันต่อครับ

แนะนำหนังสืออ่านเพิ่มเติม

คราวนี้จะขอแนะนำหนังสือ Genome The Autobiography of a Species in 23
Chapters ของ Matt Ridley (2000, สำนักพิมพ์ Perennial, ISBN 0-06-093290-2)
หนังสือเล่มดังกล่าว ยกเอาเรื่องต่างๆ ที่น่าสนใจทางวิทยาศาสตร์ (ความจำ,
สติปัญญา, สัญชาติญาณ, ชีวิต, ความตาย ฯลฯ) มาร้อยเรียง และ ลำดับตามความสัมพันธ์ของเรื่องต่างๆ
ดังกล่าวกับยีน และ ตำแหน่งของยีนบนโครโมโซมทั้ง 23 ชุดของมนุษย์ นับเป็นหนังสือที่มี
concept น่าสนใจ ทั้งยังเขียนได้ดีมากๆ เล่มหนึ่งครับ ติดอันดับเบสต์
เซลเลอร์ อยู่หลายสัปดาห์ทีเดียว (ในต่างประเทศ) นอกจากนี้ ยังได้รับคำชมจากนักวิจารณ์ค่อนข้างมาก
เรียกว่าเป็นงานระดับมาสเตอร์พีซ ของนักเขียนคนนี้เลยทีเดียว เหมาะกับทั้งผู้อ่านทั้งที่เป็นคนทั่วไป
จนกระทั่งคนในแวดวงวิชาการ (ไม่ว่าจะเป็นนิสิต นักศึกษา ครู อาจารย์
นักวิจัย ฯลฯ)



ถ้าพอจะสนุกกับการอ่านภาษาอังกฤษไหว ก็ลองหามาอ่านดูนะครับ




<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 53 ความเห็น, หน้า่ | 1| 2| -3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 14 ส.ค. 2550 (14:05)
ถ้าเราถอดรหัสพันธุกรรมได้หมดแล้ว เราเลือกจะตัดต่อส่วนที่ไม่ดี มีปัญหาทิ้งให้หมด หรือเราเลือกส่วนที่ต้องการไว้ได้ แล้วมนุษย์เราจะเป็นอย่างไรกันนะ
แสงเดือน เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 74 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 157 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 17 ส.ค. 2550 (13:08)
พูดกันดีๆหน่อย อารมณ์เสียเลย อ่านอย่างได้ความรู้ พอเจอคำพวกนี้ความรู้หายหมด
madoo_madoo เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 27 ก.ย. 2550 (09:32)
มีความร้มากเลยครับ ปัจจุบันนี้การพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์มีความสำคัญมาก ในชั้นศาล และศาลก็ให้ความสำคัญทางวิทยาศาสตร์และมีการแก้ไขกฎหมายใหม่ด้วยอย่ใน ( สนช )
weera 98 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 28 พ.ย. 2550 (09:35)
อยากทราบว่า ปัจจุบันสามารถถอดรหัส DNA ทั้งหมดได้แล้ว ซึ่งสามารถทราบได้ว่า บุคคลนั้น ต้องมีพฤติกรรมอย่างไร เจ็บป่วยเมื่อไหร่ ในอนาคต เหมือนถูกตั้งโปรแกรมอัตโนมัติไว้ ตั้งแต่เกิด จนตาย ผมมาคิดๆดู ถ้าหากใช่ คงเหมือน องค์สัมมาสัมพุทธเจ้า ได้สอนเอาไว้ ว่า
กัมมัสสะโกหิ เรามีกรรมเป็นของตน กัมมะทายาโท เราจะต้องรับผลของกรรม
กัมมะโยนิ เรามีกรรมนำมาเกิด กัมมะพันธุ เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ พวกพ้อง
giggame เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 4 ธ.ค. 2550 (17:29)
ชาตินี้ก็เพิ่งจะจินตนาการได้ครั้งแรกครับ ขอบคุณครับ
ไข่ต้มร้อนๆ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 39 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 162 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 5 ธ.ค. 2550 (11:24)
มหัศจรรย์จริงๆ DNA
bangpu เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 6 ธ.ค. 2550 (20:42)
ตอบความเห็นที่ 40
สำหรับใครนึกภาพไม่ออกให้ลำดับดังนี้ จากเล็กสุดไปหาใหญ่
gene = ช่วงหนึ่งของสาย DNA (ใน DNA หนึ่งเส้นมี gene หลายตัว แต่ละตัวทำหน้าที่ของมันเอง )
DNA = สายเกลียวคู่ทั้งเส้น
โครโมโซม = สาย DNA ที่ขยุกขยุยกลายเป็นปาท่องโก๋
charoen_sang เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 13 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 23 ธ.ค. 2550 (13:11)
ได้สาระมากๆ มีความรู้ สามารถนำเรื่องนี้ ไปสอบได้ เรียน หรือบอกเพื่อนให้ได้รู้จักกำคำว่าดีเอ็นเอ
newonlol เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 6 ม.ค. 2551 (11:53)
โรคผิวเผือกเกิดจากความผิดปกติที่ยีนด้อยบนออโตโซม
Beam Teaw เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 24 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 131 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 6 ม.ค. 2551 (11:58)
ถ้าเอาแบบให้หนุกจริงๆเลยอ่ะนะ ต้องมองจากเอกภพ มาถึงเซลล์เลย เคยลองป่ะ เด็กค่ายดาราศาสตร์ต้องเคยเห็น(ในภาพอ่ะนะ ของฝรั่งเค้าทำไว้ สวยมาก)........................................................................................................................................................................................^o^........-_-
Beam Teaw เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 24 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 131 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 53 4 ก.พ. 2551 (15:21)
ตอบคห. 39

DNA = DeoxyriboNucleic Acid
มีส่วนประกอบสำคัญสามส่วน คือ น้ำตาล ribose, กลุ่มฟอสเฟส, และก็ เบส pyrimidine(C,T) หรือ purine (A,G)
ribose แต่ละโมเลกุลจะเชื่อมต่อกันโดยมีฟอสเฟสเป็นตัวเชื่อม เหมือนรางรถไฟ
น้ำตาล ribose หนึ่งตัวจะมีเบสเกาะอยู่หนึ่งตัว
เบสแต่ละตัวจะจับคู่กันเป็นกลุ่ม ๆ โดยมี A-T, G-C
เปรียบง่าย ๆ เมื่อดีเอ็นเอต่อกันเป็นสายก็จะดูเหมือนรางรถไฟ มีน้ำตาล-ฟอสเฟต เป็นรางเหล็ก และคู่เบสเป็นหมอนราง

ทำไมดีเอ็นเอถึงสำคัญ?
ในวิทยาศาสตร์ชีวภาพมีหลักที่เรียกว่า "central dogma" ซึ่งหมายถึงกฎตายตัวในการเปลี่ยนข้อมูลดีเอ็นเอเป็นโปรตีน

DNA -> RNA -> protein

ดีเอ็นเอ เปรียบเหมือนแถบบันทึกข้อมูลรหัสที่จำเป็นสำหรับการสร้างโปรตีน ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของสิ่งมีชีวิต
RNA เป็นตัวถ่ายทอดข้อมูลและแปลข้อมูลออกมาเป็นโปรตีน

ฉะนั้นถ้ารหัสข้อมูลตัวจริงถูกเปลี่ยนแปลง โปรตีนก็จะมีการเปลี่ยนแปลง หรือผลิตโปรตีนไม่ได้ เซลล์ก็ไม่มีโปรตีนใช้
geozone เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 101 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 22 เม.ย. 2551 (16:51)

ขอบคุณครับ


sanity เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 31 พ.ค. 2551 (15:38)

ผมอยากรู้ว่าดีเอ็นเอกะอาร์เอ็นเอ


ต่างกันยังไงบ้างงับ


ตอบไหนน่ะครับ


woraphonping เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 8 ก.ค. 2551 (12:10)

กำลังเรียนอยู่พอดีครับ


เทิดศักดิ์ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 12 ก.ค. 2551 (18:35)
ตอนเเรก ก้อเข้าจายอยู่ อ่านปายอ่านมามันชักงงงงงงงงงง............เเต่มันก้อ มา-หัด-สะ-จัน จริงๆๆๆๆๆๆๆๆ น่านเเหละ
nunumnarak เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 8 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 14 ก.ค. 2551 (15:52)

ผลสรุปของ dna สามารถ ที่จะใช้อ้างในทางกฎหมาย เช่น ยกเลิกการรับรองบุตรให้ป็นโมฆะได้ใช่หรือเปล่า หรือต้องใช่คำสั่งจากศาล


KOKF4 เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 16 ก.ค. 2551 (19:58)

ขอบครับพระคุณมากครับสำหรับข้อมูลที่ดีมากๆ


jatom เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 61 27 ก.ค. 2551 (22:06)

central dogma

ยังรวมถึงการที่  RNA ---> DNA  ได้ด้วยนะ

ยกตัวอย่างเช่นในไวรัสที่มีสารพันธุกรรมแบบ  RNA  เมื่อเข้าไปในเซลล์ก็จะเปลี่ยนจาก  RNA ---> DNA  ได้จ้า

แต่ไม่ได้เกิดกระบวณการนี้ในสิ่งมีชีวิตทุกชนิดนะ


near_dead_fairy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 27 ก.ค. 2551 (22:24)

ความแตกต่างของ  DNA  กับ  RNA  เอาเท่าที่ความรู้ของเรามีนะ  (ซึ่งมีน้อยนิด)

-  DNA  มีเบส  4  ตัว  คือ  A T C G
-  RNA  มีเบส  4  ตัว  คือ  A U C G
-  โดยส่วนมากแล้ว  RNA  เป็นแบบ  single  strand
-  โดยส่วนมากแล้ว  DNA  เป็นแบบ  double  strand
-  โมเลกุลของ  DNA  มีน้ำตาล  deoxyribose  สว่น  RNA  มีน้ำตาล  Ribose
-  มีอีกอ่ะ  แต่ยังคิดไม่ออก
^______________^


near_dead_fairy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 13 ส.ค. 2551 (00:36)

Cool Beauty Tips





มหัศจรรย์มากครับ


cannibalcorpse เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 20 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 52 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


Namchai BioTec
(ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 10,517 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 3 ปี
แบ่งปันความรู้ 236 ครั้ง
ได้รับดาว 61 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086 4907600
และ 086 4907585
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.