วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/297" type="text/javascript"></script>
มหัศจรรย์ ดีเอ็นเอ (DNA) ภาค 2
สุดยอดแห่ง บทความ DNA จบที่นี่จ้า มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งมหัศจรรย์มากมาย ความเป็นสากลของดีเอ็นเอ, ความเที่ยงตรงของดีเอ็นเอ, ความยั่งยืนคงทนของดีเอ็นเอ, ดีเอ็นเอกับกำเนิดและกำพืดมนุษย์ เราไปดูความยิ่งใหญ่ของดีเอ็นเอกันต่อ
ผู้เขียน: ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ ชมแล้ว: 102,951 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 16 August 2005, 10:49 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 16 August 2005, 10:49 am

หน้าที่ 1 - ความเป็นสากลของดีเอ็นเอ
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

มหัศจรรย์ดีเอ็นเอ (DNA) (ภาค 2)



ต่อจาก มหัศจรรย์ดีเอ็นเอ
(DNA)


(http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=296
)



ดร.
นำชัย ชีววิวรรธน์


หน่วยปฏิบัติการวิจัยกลางไบโอเทค

ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BioTec)

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)





ความเป็นสากลของดีเอ็นเอ



ลักษณะสำคัญอีกประการหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะอันน่ามหัศจรรย์ใจของดีเอ็นเอ ที่มนุษย์เราได้เรียนรู้แล้วก็คือ
“ความเป็นสากล” ของดีเอ็นเอในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ บนโลกใบนี้



เคยนึกสงสัยกันบ้างไหมครับว่า ในบรรดาผู้คนเผ่าพันธุ์ เชื้อชาติต่างๆ กันที่อยู่กันทั่วโลกนี้
มีอะไรบ้างที่นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ “เป็นสากล” ระหว่างกันบ้าง? ลองไล่เรียงดูสิครับ
คุณจะเห็นได้เองว่าเป็นเรื่องที่ยากเสียเหลือเกินที่จะตอบ … ดูเหมือนไม่มีอะไรเลยที่เหมือนกัน
ถึงระดับที่เรียกได้ว่า “เป็นสากล” อย่างแท้จริงสำหรับ “คนทุกคนบนโลกนี้” ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทาง
“รูปธรรม” หรือ “นามธรรม” ก็ตาม



บางคนอาจจะนึกถึงเรื่องของ “ธนบัตร” หรือ “เหรียญ” (รูปธรรม) ซึ่งใช้แทน “เงิน”
(นามธรรม) หรือ อันที่จริงควรจะบอกว่าเป็น“มูลค่าของเงิน” มากกว่า ซึ่งก็จะเห็นขอยกเว้นว่า
ในสังคมชาวป่าบางแห่งก็ยังไม่ได้มี “เงิน” ใช้กันแต่อย่างใด บางคนอาจจะนึกถึงเรื่องของนามธรรมอย่าง
“ความรัก” ซึ่งดูอย่างเผินๆ ทุกคนก็น่าจะมีความรักได้ไม่ต่างกัน ไม่ขึ้นกับเชื้อชาติเผ่าพันธุ์…
แต่คุณแน่ใจหรือว่า ความรัก ที่คุณมีอยู่ในใจจะเป็น “ความรัก” อันเดียวกับที่คนอื่นๆ
คิด?



ลองคิดถึง ความรักที่มีมากจนท่วมท้นล้นหัวอกของ ศิลปินนักวาดภาพระดับโลกอย่าง แวน
โก๊ะห์ (เห็นผู้รู้บางท่านบอกว่า อันที่จริงน่าจะอ่านออกเสียงชื่อท่านเป็น ฟาน
ก๊อกห์ มากกว่านะครับ) กระทั่งสามารถตัดหูไปมอบเป็นของขวัญให้กับคนรักได้



คราวนี้ลองถามตัวเองใหม่ดูนะครับว่า “ความรัก” นี่อันที่จริงแล้ว มันเป็นอย่างไรกันแน่
?




ความจริงไม่ใช่แต่เรื่องของความรักนะครับ นักปรัชญาเค้าถกเถียงกันมาเป็นร้อยเป็นพันปีมาแล้วว่า
เวลาที่คุณคิดถึงนามธรรมอะไรสักอย่าง สิ่งที่ปรากฏใน “ความคิดคำนึง” ของคุณแต่ละคนแตกต่างหรือเหมือนกันหรือไม่
และ จะทราบได้อย่างไร



ถ้าเป็นเรื่องของ “ดนตรี” (นามธรรม) ล่ะครับ แน่นอนครับว่า เราสามารถซึมซับดนตรีหลายๆ
อย่างได้ว่า “ไพเราะ” (นามธรรม) โดยที่ไม่ต้องมีพื้นฐานความรู้ใดๆ เกี่ยวกับมันเลย
แต่ดนตรีนั้น เมื่อดูในรายละเอียดแล้วก็มีความแตกต่าง หลากหลายอยู่มากนะครับ อย่างเช่น
ไม่ว่าจะในเรื่องของชนิดของดนตรี (หรือ จังหวะ) เครื่องดนตรี ประเภทของดนตรี ลักษณะของตัวโน้ตที่ใช้แทนเสียง
(รูปธรรม)



คุณเคยรู้สึกว่า ดนตรีบางอย่างไพเราะ แต่บางอย่างฟังอย่างไรก็ไม่ไพเราะหรือไม่?
ทำไมคนในรุ่นราวคราวเดียวกันจะรู้สึกว่า ดนตรีแบบเดียวกันไพเราะ (และไพเราะกว่าดนตรีแบบอื่นที่รุ่นอื่นมองว่าไพเราะ!)
นี่ยังไม่รวมถึงภาษา กฎหมาย รวมไปถึง ขนบธรรมเนียม ประเพณี วัฒนธรรมต่างๆ ฯลฯ ซึ่งก็มองเห็นความแตกต่างและหลากหลายได้ชัดเจนมาก



กลับมาที่คำถามอีกที ไม่มีอะไรเลยหรือที่ “เป็นสากล” สำหรับมนุษย์ทุกผู้ทุกนามบนโลกนี้?



คำตอบก็คือ มีครับ … ดีเอ็นเอ ไงครับ



แต่ที่วิเศษไปกว่านั้นก็คือ นอกจากคนเราทุกคน มีดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรมเหมือนกันแล้ว
สิ่งมีชีวิต "แทบจะทั้งหมด" ที่เรารู้จักแล้วบนโลกนี้ ต่างก็มีดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรมทั้งสิ้น



[รูป 1 - ซ้ายบน] ดีเอ็นเอ (ซ้าย) และ อาร์เอ็น มีความแตกต่างกันเพียง
หนึ่งอะตอมออกซิเจนต่อหนึ่งหน่วยพันธุกรรม

[รูป 2 - ขวาบน] เบส T ที่ใช้ในดีเอ็นเอ (ซ้าย) กับ เบส U ที่ใช้ในอาร์เอ็นเอ

[รูป 3 - ล่าง] เบส A C และ G ที่เป็นองค์ประกอบทั้งในดีเอ็นเอ และ อาร์เอ็นเอ


สังเกตนะครับว่า
ผมใช้คำว่า “แทบจะทั้งหมด” เพราะว่า เรื่องนี้มีข้อยกเว้นอยู่เหมือนกัน
นั่นก็คือ มีกลุ่มของไวรัสบางชนิด ซึ่งใช้สารอีกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า อาร์เอ็นเอ
(RNA)
เป็นสารพันธุกรรม แทนที่จะเป็นดีเอ็นเอ แบบเดียวกับสิ่งมีชีวิตทั่วๆ
ไป แต่ว่าอันที่จริงแล้ว หากไปดูโครงสร้างของอาร์เอ็นเอ ก็จะพบว่ามีลักษณะแทบจะเป็น
“ฝาแฝด” กับ ดีเอ็นเอ เลยทีเดียว ยกเว้นแต่ว่า อาร์เอ็นเอมี “จำนวนอะตอมออกซิเจน”
มากกว่าดีเอ็นเออยู่หนึ่งอะตอม ทุกๆ หน่วยย่อยทางพันธุกรรม [รูป 1]
และ มักจะอยู่เป็นสายเดี่ยว แทนที่จะจับกันเป็นสายคู่แบบดีเอ็นเอ



จะเห็นได้นะครับว่า
เรื่องของ“สารพันธุรรมสายเดี่ยว” นี่ก็น่าสนใจเช่นกัน อย่างน้อยสำหรับนักวิทยาศาสตร์บางคน
... อาจจะน่าสนใจไม่น้อยกว่า “เสื้อสายเดี่ยว” เลยก็เป็นได้!



นอกจากนี้แล้ว ก็มีข้อแตกต่างสำคัญอีกเพียงอย่างเดียวระหว่างอาร์เอ็นเอกับดีเอ็นเอ
นั่นก็คือ อาร์เอ็นเอใช้เบสที่มีชื่อย่อว่า U แทนที่จะใช้เบส T แบบเดียวกับ ดีเอ็นเอ
[รูป 2] แม้ว่าจะใช้เบสอีก 3 ชนิดเหมือนกับดีเอ็นเอไม่ผิดเพี้ยนคือ
A C และ G [รูป 3]



แต่ถ้าสังเกตให้ดีๆ
จะเห็น (อีก) ว่า โครงสร้างของเบส T และเบส U นั้นคล้ายกันมากครับ



ถ้าคิดอย่างถี่ถ้วนสักนิด
ก็อาจจะสังเกตเห็นธรรมชาติที่แปลกประหลาดเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างหนึ่งก็คือ แม้ว่าจะมีไวรัสไม่มากนักที่เป็นข้อยกเว้นดังกล่าว
(คือ มีอาร์เอ็นเอเป็นสารพันธุกรรม) แต่ดูเหมือนว่า จะเป็นกลุ่มที่เราต้องสู้รบปรบมือด้วยเป็นพิเศษ
และ ที่สำคัญก็คือ เรายังแพ้อยู่เป็นประจำสำหรับสมรภูมินี้ นะครับ



[รูป 4] ไวรัสสาเหตุของโรคหวัด (ซ้าย) และ โรคไข้หวัดใหญ่

ไม่ว่าจะเป็น ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคหวัด
(ธรรมดา) ไวรัสของโรคไข้หวัดใหญ่ [รูป 4] บางคนอาจจะพอทราบอยู่แล้วว่า
ยาที่เราทานกันเมื่อตอนที่เป็นหวัดนั้น ล้วนแล้วแต่เป็นยาที่ใช้บรรเทา ลด หรือ
รักษา “อาการ” หรือ “ผลข้างเคียง” ของโรคหวัด แต่ไม่ใช่ยาที่เข้าไปต่อสู้ หรือ
กวาดล้างไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคหวัดแต่อย่างใด



ภายหลังการพักผ่อนสักระยะหนึ่งจนร่างกายแข็งแรงมากยิ่งขึ้น
ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายเรานั่นเอง ที่จะทำหน้าที่เป็นผู้กวาดล้างไวรัสเหล่านี้ให้หมดไป





[รูป 5 - บน] ไวรัสชนิด HIV ที่เป็นสาเหตุของเอดส์

[รูป 6 - ซ้ายล่าง] ไวรัสที่เป็นสาเหตุของ SARS

[รูป 7 - ขวาล่าง] กล้วย ผลไม้ที่อาจจะใช้เป็นวัคซีนในอนาคต



ไวรัสในกลุ่มที่ใช้อาร์เอ็นเอ
เป็นสารพันธุกรรมนี้ ยังรวมไปถึง ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคเอดส์ หรือ ที่รู้จักกันดีในชื่อย่อว่า
HIV นั่นเอง ชื่อเต็มๆ ของไวรัสตัวนี้ ค่อนข้างจะยาวสักนิดหนึ่ง นั่นก็คือ Human
Immunodeficiency Virus [รูป 5] นอกจากนี้แล้ว ยังมีไวรัสอีกชนิดหนึ่งในกลุ่มนี้ที่ควรจะต้องกล่าวถึงเช่นกัน
นั่นก็คือ ไวรัสชนิดใหม่ที่เป็นดาวรุ่งพุ่งแรง และ เพิ่งระบาด ก่อความโกลาหลไปเมื่อไม่นานนี้
นั่นก็คือ ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคซาร์ส (SARS, Severe Acute Respiratory Syndrome)
หรือ ในชื่อที่สื่อตั้งให้ว่า “โรคไข้หวัดมรณะ” นั่นเอง [รูป 6]
อ้อ ... หากจะพูดให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งเอดส์และซาร์ส นี่ ต่างก็ไม่ใช่ชื่อของโรค
(disease) แต่อย่างใดนะครับ แต่ถือว่าเป็นกลุ่มอาการของโรค (syndrome)



นอกจากที่กล่าวไปแล้วก็ยังมี
ไวรัสบางชนิดที่หลายคนอาจจะไม่เคยรู้จักมาก่อนเลย แต่ก็นับว่าเป็นไวรัสที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย
และ คนไทยโดยตรง เช่น ไวรัสที่ก่อโรคหัวเหลืองในกุ้ง (Yellow Head Virus, YHV)
และ ไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคใบด่างจุดวงแหวนในมะละกอ (Papaya Ringspot Virus, PRSV)
เป็นต้น ซึ่งก็นับว่าเป็น ไวรัสชนิดที่ก่อให้เกิดผลกระทบในทางเศรษฐกิจของประเทศไม่น้อย



พูดถึงเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกว่า
ยังกับเป็นพล็อตเรื่องของนิยายวิทยาศาสตร์แน่ะครับ ทำไมสิ่งมีชีวิตที่เรารู้จักกันแล้วในปัจจุบัน
จึงแบ่งตามชนิดของสารพันธุกรรมได้เป็นสองค่าย (เท่านั้น?) และ ทำไมจึงต้องเป็นสองค่ายที่ดูเหมือนกับจะเกิดมาเพื่อสู้รบปรบมือกันโดยเฉพาะเสียอีกแน่ะ




ธรรมชาติก็มีเรื่องมหัศจรรย์แบบนี้
มาให้มนุษย์เรารับรู้กันอยู่เสมอนะครับ




คำถามที่สำคัญมากอันหนึ่งที่นักวิทยาศาสตร์ถามกันก็คือ
เมื่อรับรู้ว่า ดีเอ็นเอ เป็นสารพันธุกรรมที่เป็นสากลมากๆ เราจะสามารถนำความรู้ตรงนี้มาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร?



นำมาใช้ได้หลายอย่างทีเดียวล่ะครับ
ยกตัวอย่างเช่น เมื่อความรู้ด้านเทคโนโลยีชีวภาพ พัฒนามาถึงจุดที่เริ่มสามารถตัดและต่อ
(รวมไปถึงออกแบบสร้าง) ดีเอ็นเอ ให้มี “รหัส” (หรือ การเรียงลำดับเบสในสายดีเอ็นเอ)
ตามต้องการในราว 30 ปีก่อน ด้วยกระบวนการพิเศษที่คิดกันขึ้นมาใหม่เรียกว่า พันธุวิศวกรรม
(Genetic Engineering)




จากนั้นมา มนุษย์เราก็สามารถทำในสิ่งที่ก่อนหน้านั้น
แม้แต่จะฝันถึงก็ยังทำไม่ได้เลยครับ




ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนอันหนึ่งก็คือ
ในปัจจุบันนี้ ยารักษาโรคเบาหวาน (บางประเภท)นั้น ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่ร่างกายสร้างขึ้น
และ ทำหน้าที่เป็นฮอร์โมน คือ “อินซูลิน” นั้น สกัดแยกมาจากแบคทีเรียและยีสต์ เป็นส่วนใหญ่
วิธีการก็คือ นักวิทยาศาสตร์นำ “ยีนอินซูลิน” (ซึ่งก็คือ สายดีเอ็นเอที่ใช้เป็นแบบในการสร้างโปรตีนอินซูลิน)
ของคน ไปใส่ไว้ในสิ่งมีชีวิตขนาดกระจ้อยร่อยเหล่านี้ เมื่อกระตุ้นให้แบคทีเรียและ
ยีสต์พันธุ์พิเศษเหล่านี้ ให้สร้างโปรตีนอินซูลินได้มากๆ แล้ว ก็จัดการนำมาผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์
และ นำมาใช้เป็นยารักษาโรคเบาหวาน ได้ในที่สุด



เรื่องนี้จะเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
หากมนุษย์เราและสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวอย่าง แบคทีเรีย และ ยีสต์ ใช้สารพันธุกรรม
หรือ ระบบในการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง (หรือ แม้แต่แตกต่างกันมากๆ)
แต่เนื่องจาก สิ่งมีชีวิตทุกชนิดที่กล่าวมา ต่างก็ล้วนแล้วแต่ใช้ดีเอ็นเอเป็นสารพันธุกรรม
(เรียกว่า ดีเอ็นเอเป็น “ภาษาสากล” แบบหนึ่งของสิ่งมีชีวิตบนโลกก็ได้กระมังครับ)




ดังนั้น ดีเอ็นเอของคนเรา
จึงสามารถนำไปใช้เป็นต้นแบบในการสร้างโปรตีน ภายในสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้าง และ
ระบบการทำงานที่ซับซ้อนน้อยกว่ามากๆ ได้ นอกจากนี้ ยังสามารถนำกลับมาใช้งานในร่างกายมนุษย์เราได้อีก
เนื่องจาก โปรตีนที่ได้มีลักษณะที่ไม่ผิดเพี้ยนไปจากโปรตีนที่สร้างขึ้นภายในร่างกายของมนุษย์เราเองแต่อย่างใด



ในระยะหลัง การสร้างโปรตีนในร่างกายของสิ่งมีชีวิตอื่น
ก็ยิ่งทวีความสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้นไปอีก (ซึ่งก็หมายความในทางอ้อมว่า สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างวิจิตร
พิสดารมากยิ่งขึ้นไปอีก) ยกตัวอย่าง เช่น มีความพยายามที่จะสร้างโปรตีนบางอย่างของคนเราในอวัยวะของหมู
เพื่อที่จะพรางตัวอวัยวะหมูจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายของคน ซึ่งหากทำได้สำเร็จ
ในอนาคตเราก็จะมี “อวัยวะสำรอง” ที่มาจากหมูพันธุ์พิเศษเหล่านี้



สาเหตุหลักๆ ที่นักวิทยาศาสตร์เลือกหมูมาใช้เพื่อการนี้ก็คือ
หมูมีขนาดของอวัยวะที่ใกล้เคียงกับคนเรา และ มีการนำหมูมาใช้เป็นอาหารกันเป็นเรื่องปกติอยู่ทุกวันทั่วโลก



อีกตัวอย่างหนึ่ง
ก็คือ มีความพยายามในการสร้าง “วัคซีนชนิดใหม่” โดยการนำยีนที่สร้างโปรตีนบางอย่างของเชื้อ
(ที่ก่อให้เกิดโรค) เช่น โรคท้องร่วง เป็นต้น ไปใส่ไว้ในพืชบางชนิดโดยเฉพาะพืชในกลุ่มที่ปลูกและเติบโตได้ง่ายในธรรมชาติ
เช่น กล้วย [รูป 7] หากแนวคิดนี้ทำได้จริง ในอนาคต เราก็จะใช้วิธี
“กินวัคซีน” ชนิดต่างๆ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันต่อโรคร้ายแรงนานาชนิด แทนที่จะต้องฉีดด้วยเข็มฉีดยาในปัจจุบันอาจจะกล่าวได้ว่า




ในอนาคต กระบวนการกระตุ้นภูมิคุ้มกันโรคในร่างกายมนุษย์จะง่ายดายมาก
...คือ เพียงแค่ “ปลอกกล้วยเข้าปาก” เท่านั้นเอง!




อ้อ ... โดยปกติแล้วโปรตีนที่นำมาใช้เป็นวัคซีนดังกล่าว
จะไม่เกี่ยวข้องกับกระบวนการก่อโรคแต่อย่างใดนะครับ ยกตัวอย่างเช่น เป็นโปรตีนที่บริเวณผิวของเซลล์
จึงถือได้ว่าค่อนข้างเป็นวัคซีนที่ปลอดภัยแบบหนึ่ง



ในอีกแง่มุมหนึ่งของความเป็นสากลของดีเอ็นเอ
ที่น่าจะได้กล่าวถึงในที่นี้ก็คือ เมื่อมนุษย์เรามีข้อมูลเกี่ยวกับจีโนมมากขึ้นๆ
เราก็เห็นได้ชัดเจนว่า ภายใต้รูปแบบภายนอกที่แตกต่างกัน จนกระทั่งจินตนาการไม่ออกว่าจะเกี่ยวพันกันได้อย่างไรนั้น
(เช่น ลักษณะของปีก, เท้า และ ครีบในสัตว์ หรือ ใบไม้ในพืช) มนุษย์และสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ
มีลักษณะทางพันธุกรรม (คือ ลำดับเบสในดีเอ็นเอ) ที่เหมือนกันมากจนเหลือเชื่อ ดังที่จะเห็นได้จากใน
ตาราง 5.1



ที่น่าสังเกตเป็นพิเศษก็คือ
ความแตกต่างทางพันธุกรรมเพียง 1 – 2 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ก็เพียงพอสำหรับการทำให้มนุษย์เราต่างจากลิงชิมแปนซี
(ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีลักษณะคล้ายมนุษย์มากที่สุด) และ มนุษย์สองคนใดๆ นั้น มีความแตกต่างของยีนอยู่เพียง
0.1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่ความแตกต่างเพียงเท่านี้ เมื่อรวมกับการอบรมเลี้ยงดูแล้วก็ทำให้ได้ผลลัพธ์เป็น
คนสองคนที่มีรูปร่าง ตลอดจนนิสัยใจคอที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิงได้เช่นกัน



พอจะมองเห็นสัจธรรม
และ ความอัศจรรย์ของดีเอ็นเอตามธรรมชาติได้ใช่ไหมครับว่า แม้แต่ในระดับที่ลึกที่สุด
ณ ตรงปลายทางของ “ความมีชีวิต” นั้น (คือ ในระดับของดีเอ็นเอที่เป็น สารพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ)
ก็ยังมีลักษณะร่วมกัน หรือ มีความเป็นสากล (universality) ระหว่างสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ
อย่างงดงาม และ ลึกซึ้งเป็นที่สุด



นี่แหละครับ อีกหนึ่งความมหัศจรรย์ของดีเอ็นเอ
คราวหน้าเราจะมาดูกันต่อนะครับว่า ยังมีความมหัศจรรย์อื่นใดของดีเอ็นเอให้เราได้เรียนรู้ได้อีก



ตาราง 5.1 ความคล้ายคลึงกันของยีน* ในสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ
(เมื่อเทียบกับยีนของมนุษย์คนใดคนหนึ่ง)


สิ่งมีชีวิต
เปอร์เซ็นต์ของยีน

ที่คล้ายกับยีนในมนุษย์
มนุษย์คนอื่น
99.9 %
ลิงชิมแปนซี
98 – 99 %
หนู
90 %
ปลาม้าลาย
85 %
แมลงหวี่
36 %
ยีสต์ทำขนมปัง
23 %
หนอนตัวกลม
21 %
อะราบิด็อบสิส (Arabidopsis) **
15 %
แบคทีเรียในลำไส้ (Escherichia coli)
7 %

* ยีน ก็คือ ดีเอ็นเอส่วนที่สามารถถอดรหัสนำไปสร้างเป็นโปรตีนได้

** พืชชนิดหนึ่ง





แนะนำหนังสืออ่านเพิ่มเติม



คราวนี้ ขอแนะนำอีกสองเล่มครับ
ท่านที่สนใจต้องการหาเรื่องราวเกี่ยวกับดีเอ็นเอ ในแง่มุมของการทำหน้าที่เป็น
“จีโนม” ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ตลอดจนกระบวนการศึกษาที่เกี่ยวข้อง สามารถหาอ่านได้จากหนังสือ
จีโนมิกส์ ภาษาแห่งชีวิต (ยงยุทธ ยุทธวงศ์ และ ศิรศักดิ์ เทพาคำ บรรณาธิการ)
ในเล่มนอกจากจะมีเรื่องของ จีโนมของสิ่งมีชีวิตหลายชนิดแล้ว ก็ยังมีวิทยาการใหม่ถอดด้ามอย่าง
ชีวสารสนเทศ รวมอยู่ด้วย (ถ้ายังไม่ทราบว่าคืออะไร ก็ลองไปหามาอ่านดูนะครับ)
เรื่องของทรัพย์สินทางปัญญาและจริยธรรม ก็เป็นเรื่องใหม่ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งและรวมอยู่ในหนังสือเล่มนี้ครับ


ส่วนอีกเล่มหนึ่งคือ
สู่ชีวิตอมตะ (นำชัย ชีววิวรรธน์, สำนักพิมพ์ซีเอ็ดยูเคชั่น) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทราบว่า
เทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่กับการแพทย์ มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างอย่างไร
และจะมีผลกระทบกับชีวิตเรามากน้อยเพียงใด เช่น ใครอยากรู้ว่า มนุษย์เราจะมีอายุยืนยาวมากขึ้นไปได้เรื่อยๆ
อย่างไม่มีขีดจำกัดหรือไม่ การทำยีนบำบัดคืออะไร อวัยวะสังเคราะห์ และ อวัยวะเพาะเลี้ยง
จะก้าวหน้าไปได้อีกไกลเพียงใด การแช่แข็งร่างกายเพื่อฟื้นคืนชีพใหม่ มีเหตุผลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอยู่มากน้อยเพียงใด
ฯลฯ




หน้าถัดไป (หน้า 2) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 14 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 ม.ค. 2549 (12:21)
ทฤษฎีวิวัฒนาการ
jenjira.beer@chaiyo.com (IP:203.156.133.70,192.168.1.198,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 26 ม.ค. 2549 (07:56)
ขอบคุณมากๆเลยคะ อ่านแล้วเข้าใจขึ้นเยอะ ขอบคุณมากๆนะคะ หนูสนใจเกี่ยวกับเรื่องชีวมากๆคะ
kira_ii@hotmail.com (IP:161.200.255.163,161.200.152.19,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 ม.ค. 2549 (12:12)
ต้องการรายระเอียดเกี่ยวกับ มิวเตชันมากๆ จะทำรายงานส่งอาจารย์ค่ะ
pat_seed@hotmail.com (IP:61.91.48.25,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 22 มี.ค. 2549 (22:21)
อ่านแล้วทึ่งดีเนอะ นี่หรือที่เค้าเรียกกันว่า "DNA" อ่านแล้วมีความรู้เพิ่มขึ้นตั้งเยอะแนะ
ขอบคุณที่ทำให้คนอย่างฉันตาสว่างในเรื่องนี้กะเค้าซักที
crazy_people เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 13 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 28 มิ.ย. 2549 (18:44)
สุดยอดเลยคับ! เข้าใจซะทีว่า DNA คืออะไร
คนมานโง่ง่า เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 29 พ.ย. 2549 (17:18)
อ่านแล้วทึ่งดีค่ะ! มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ DNA
jui_toojuicy@hotmail.com (IP:124.120.168.87)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 13 ธ.ค. 2549 (20:45)
ขอบคุณมากๆนะครับ
มีประโยชน์มาก
มะพร้าว coconut_2499@hotmail.com (IP:124.121.193.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 22 ธ.ค. 2549 (02:45)
ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วนะครับว่า เรื่องซับซ้อนขนาดนี้มันคงจะไม่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติแน่นอน เราจะเห็นได้ว่าความสลับซับซ้อนที่เกิดขึ้นไม่มีวันที่เกิดขึ้นโดยหาที่มาที่ไปไม่ได้หากแต่เพียงว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมมีผู้ที่บังคับอยู่เบืองหลัง เราลองคิดดูซิครับว่า เราสร้างรถยนต์มีความซับซ้อนขนาดไหน แล้วหากผมบอกว่ามันเกิดขึ้นมาเองจากธรรมชาติ หรือ เป็นการวิวัฒนาการมาจากแมว ท่านจะเชื่อหรือไม่ แน่นอนครับท่านคงจะปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้ แล้วท่านก็กลับมาคิดดูซิครับว่า หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีใครเป็นผู้สร้าง หรือ บังคับ แน่นอนมันเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี
เอ้าเดี๋ยวผมยกตัวอย่างให้ดูอีกข้อหนึ่ง มีเรืออยู่ลำหนึ่งแล่นไปในมหาสมุทรโดยเรือลำนั้นไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว กัปตันก็ไม่มี ลูกเรือก็ไม่มี ไม่มีใครเลย แต่จู่ๆมันก็ปรากฎแล่นไปโดยมีการลำเลียงสิ้นค้าขึ้นไปเองโดยไม่มีสิ่งใดนำพาไป แล่นไปจนถึงที่หมายแล้วก็ลำเลียงสินค้าลงมาเองโดยไม่มีเอาลงมาจากใครทั้งสิ้น ผมถามว่าท่านจะเชื่อไหม เป็นแน่แท้อย่างยิ่งว่าท่านหาว่าผมบ้าเพราะว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงกันเล่า? ที่จู่เรือก็เล่นเองโดยไม่มีใครบังคับ ลำเลียงของขึ้นไปเอง...จะบ้าหรือป่าววะ??
งั้นเราก็กลับมาคิดดูอีกทีซิว่าที่เรากำลังศึกษากันอยู่นี้มันแน่แท้หรือป่าว......
จาก มุสลิมไทยดอทคอม
ผู้ศรัทธา (IP:62.135.95.193)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 19 ม.ค. 2550 (18:36)
ความแตกต่างระหว่าง DNA RNA นะคับ
1.ดีเอ็นเอ เป็นสายเกลียวคู่ ส่วน RNA เป็นแบบ สายเดียวนะคับ
2.DNA ประกอบด้วยเบส A (adenene) T (Thymine) G (Guanine) C (Cytosine) แต่ RNA จะไม่มี Thymineแต่มี Uracil แทน
3.น้ำตาลไรโบสที่อยู่บน DNA จะทีออกซิเจนน้อยกว่า RNA 1 ตัว
4.RNA มีหลายประดภท คือ tRNA rRNA mRNA คับ
5.RNA มีหน้าที่ต่างจาก DNA อย่างมาก โดยหน้าที่ของ RNA ส่วนใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีนคับ DNA มีห้าที่สร้าง RNA และถ่ายทอดพันธุกรรม คับ
saitokun เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 4 ก.พ. 2550 (16:44)
ช่วยอธิบายเรื่องการคัดเลือกตามธรรมชาติหน่อยได้มั้ยคะ? ขอบคุณค่ะ
นัทธนาการ (IP:124.120.234.247)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 9 ก.พ. 2550 (18:02)
ขอรบกวนถามหน่อยนะคะ ว่า DNA 1 โมเลกุลบนโครโมโซมยาวเท่าไหรคะ รบกวนส่งคำให้หน่อยนะคะ ด่วนจริง ๆ คะ
ที่เมล์ kea_mju2768@hotmail.com ขอบคุณมาก ๆ คะ



เกศินีย์...
เกศินีย์ (IP:202.69.139.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 14 ก.ค. 2550 (13:20)
นี่หรือคับมนุษย์
aomea เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 21 ก.ค. 2550 (14:13)
46496
exellenc//////// เข้ามากขึ้นเยอะเลย
hopun เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 139 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 170 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 1 ต.ค. 2550 (13:13)
ขอบคุณค่ะ เข้าใจแจ่มเลยทีนี้
JiSe เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


Namchai BioTec
(ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 12,379 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 3 ปี
แบ่งปันความรู้ 283 ครั้ง
ได้รับดาว 39 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.