วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/297" type="text/javascript"></script>
มหัศจรรย์ ดีเอ็นเอ (DNA) ภาค 2
สุดยอดแห่ง บทความ DNA จบที่นี่จ้า มีคุณสมบัติที่น่าทึ่งมหัศจรรย์มากมาย ความเป็นสากลของดีเอ็นเอ, ความเที่ยงตรงของดีเอ็นเอ, ความยั่งยืนคงทนของดีเอ็นเอ, ดีเอ็นเอกับกำเนิดและกำพืดมนุษย์ เราไปดูความยิ่งใหญ่ของดีเอ็นเอกันต่อ
ผู้เขียน: ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์ ชมแล้ว: 102,949 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 16 August 2005, 10:49 am ปรับปรุงล่าสุด: Tue 16 August 2005, 10:49 am

หน้าที่ 3 - ความยั่งยืนคงทนของดีเอ็นเอ
เจ้าของงานเขียน แ้ก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่

ดร.
นำชัย ชีววิวรรธน์


หน่วยปฏิบัติการวิจัยกลางไบโอเทค

ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BioTec)

วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com)



ในตอนที่แล้วผมได้เล่าให้ฟังแล้วว่า เนื่องจากดีเอ็นเอมีความสำคัญมาก สิ่งมีชีวิตจึงมีระบบการซ่อมบำรุงดีเอ็นเอที่มีประสิทธิภาพสูงเยี่ยม
แต่ในทางตรงกันข้าม การเปลี่ยนแปลงเบส (หรือหน่วยพื้นฐานทางพันธุกรรม) ในลำดับดีเอ็นเอก็ยังเกิดขึ้นตลอดเวลาในสิ่งมีชีวิต
และ เป็นพื้นฐานของกระบวนการวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตต่างๆ นั่นเอง นอกจากนี้ มนุษย์ยังได้คิดค้นจนหาวิธีสร้างดีเอ็นเอในหลอดทดลองได้อย่างง่ายๆ
และรวดเร็ว ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ทางเทคโนโลยีชีวภาพในเวลาต่อมา

คราวนี้ เราจะมาดูกันว่า ดีเอ็นเอมีชีวิตที่ยืนยาวคงทนเพียงไร เมื่อเทียบกับอายุของมนุษย์เรา

ความยั่งยืนคงทนของดีเอ็นเอ






[รูป 1] มนุษย์กับกาลเวลามีหลายแง่มุมที่ชวนให้ฉงน



ปัจจุบันนี้ มนุษย์เรามีอายุเฉลี่ยมากกว่า 70 ปีแล้ว และมีผู้เฒ่าผู้แก่ทั่วโลกจำนวนไม่น้อยที่อายุยืนกว่า
100 ปี ซึ่งก็มากกระทั่งประเทศพัฒนาแล้วหลายประเทศเริ่มจะเป็นห่วงว่า ประเทศของตนจะมีผู้สูงอายุมากเกินไปในอนาคตอันใกล้นี้
เรื่องของอายุขัยที่ยืดยาวขึ้นนี้นับว่าเป็นผลโดยตรงจากความก้าวหน้าด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์
เพราะเมื่อศตวรรษที่แล้วนี่เอง มนุษย์เราก็ยังมีอายุเฉลี่ยไม่ถึง 50 ปีเลย [รูป
1]




แต่ที่น่าประหลาดใจไปกว่านั้นก็คือ
เวลาส่วนใหญ่ในประวัติศาสตร์ของมนุษยชาตินั้น มนุษย์มีอายุเฉลี่ยเพียงราว 20-30
ปีเท่านั้น
สาเหตุหลักก็เนื่องจากเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บและภัยพิบัติตามธรรมชาติที่มีอยู่มากและในสมัยก่อนยังไม่อาจป้องกันได้
เนื่องจากยังไม่เข้าใจที่มาของโรคหรือภัยพิบัติเหล่านั้นนั่นเอง



คราวนี้ลองมาดูประวัติศาสตร์ของคนไทยกันบ้าง
ก็จะเห็นได้ว่า กรุงรัตนโกสินทร์นั้นอายุยืนยาวกว่า 200 ปีแล้ว ในขณะที่กรุงศรีอยุธยาก็นับย้อนไปได้อีก
400 กว่าปี หากเป็นสมัยสุโขทัยก็เริ่มต้นที่ราวพุทธศตวรรษที่ 17 หรือราว 800 กว่าปีที่แล้ว
ซึ่งหากเทียบกับประเทศเกิดใหม่อย่างสหรัฐอเมริกา (อายุเท่าๆ กับรัชสมัยรัตนโกสินทร์ของเราเท่านั้น)
ประเทศไทยหรือสยามของเราก็เก่าแก่กว่าหลายเท่าอยู่ แต่หากไปเทียบกับประเทศที่เป็นอู่อารยธรรมเก่าแก่ของโลกอย่างประเทศจีน
อินเดีย อิรัก อียิปต์ ฯลฯ ประเทศไทยก็อาจจะ “ดูใหม่” ไปถนัดตา เพราะประเทศเหล่านี้มีอารยธรรมที่อ้างอิงถึงได้กลับไปอย่างน้อยก็ราว
4-5 พันปีเลยทีเดียว



[รูป 2] ชีวิตแรกและมนุษย์ มีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างลึกซึ้งผ่านดีเอ็นเอ





แต่ไม่ว่าจะเป็นหลายร้อยหรือหลายพันปีก็คงกลายเป็นเรื่องเล็กน้อยไป
เมื่อนำมาเทียบกับอายุของดีเอ็นเอ เพราะ ดีเอ็นเอนั้นมีกำเนิดมาแล้วไม่น้อยกว่า
3 พันล้านปี หรือ กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ธรรมชาติเริ่มบันทึก “ประวัติศาสตร์ของชีวิตบนโลก”
เอาไว้เป็นครั้งแรกในรูปของดีเอ็นเอ ก่อนที่มนุษย์เริ่มบันทึกประวัติศาสตร์ของตนเป็นลายลักษณ์อักษร
(ราว 4 พันปีที่แล้ว) นับหลายแสนเท่านั้นเอง! [รูป 2]



จะคุยเรื่องนี้ให้ชัดเจน
คงต้องย้อนเวลากลับไปดูประวัติศาสตร์โลก และ ประวัติศาสตร์จักรวาลกันสักเล็กน้อย
จากนั้นเมื่อนำมาเปรียบเทียบกับดีเอ็นเอและมนุษย์ก็จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ดีเอ็นเอนั้นมีประวัติความเป็นมาที่เก่าแก่จนเหลือเชื่อเลยทีเดียว



[รูป 3] ปฏิทินจักรวาลที่ครอบคลุมเวลาจากแรกกำเนิดจักรวาลจนถึงปัจจุบัน




เพื่อเปรียบเทียบให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น
ผมจะขอยืมวิธีที่คุณคาร์ล เซแกน1 เค้าเคยคิดเอาไว้อย่างยอดเยี่ยมกระเทียมดอง
นั่นก็คือ เราจะใช้ “ปฏิทินจักรวาล” (Cosmic Calendar) มาเป็นเครื่องมือในการ
“ซึมซับ” และ “รับรู้” อายุของสิ่งต่างๆ โดยในปฏิทินดังกล่าวจะกำหนดให้ช่วงเวลาวินาทีแรกของวันที่
1 มกราคม เป็นช่วงการเกิดจักรวาลตามทฤษฎีบิ๊กแบง (Big Bang Theory)
เวลาดังกล่าวนี่เองที่ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลเริ่มเกิดขึ้นจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่สุด
ครั้งแรกและครั้งเดียว (เท่าที่มนุษย์จะรับรู้ได้) ของจักรวาล จากนั้นเวลาก็ดำเนินไปและเกิดเหตุการณ์ต่างๆ
ดังปฏิทินจักรวาลใน [รูป 3]



จากปฏิทินจักรวาลจะเห็นได้นะครับว่า
ภายหลังการก่อกำเนิดของจักรวาลหรือเอกภพนั้น สภาพโดยทั่วไปก็คือยังไร้ชีวิตอยู่เนิ่นนาน
เพราะจนล่วงเข้าวันกรรมกร (1 พฤษภาคม) ซึ่งก็เกือบจะกลางปีเข้าไปแล้ว ก็ยังเพิ่งจะสร้างกาแล็กซีทางช้างเผือก
หรือ ที่ฝรั่งเค้าเรียกว่ากาแล็กซีธารน้ำนม (The Milky Way Galaxy) เสร็จเท่านั้น
กาแล็กซีนี้เองที่โลกเราเป็นสมาชิกอยู่ ในสภาพดังกล่าวนี้ไม่อาจจะมีชีวิตเกิดขึ้นได้นะครับ



ล่วงเลยต่อมาจนถึงวันที่
9 เดือน 9 (ก็เดือนกันยายนนั่นแหละครับ) ระบบสุริยะของเราที่มีดวงอาทิตย์เป็นประธานอยู่ตรงกลางก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากขึ้น
ซึ่งก็ยังไม่มีชีวิตเกิดขึ้นอยู่นั่นเอง (แต่ที่อื่นในจักรวาลนี้ ... ไม่อาจจะทราบได้เหมือนกันนะครับ)
ต่อมาอีกห้าวัน โลกจึงเกิดมีลักษณะเป็นโลกอย่างที่เราคุ้นเคยกันในปัจจุบัน (อันนี้กล่าวโดยรวมๆ
ถึงลักษณะโดยทั่วไปนะครับ เพราะ ถ้าดูรายละเอียดกันก็อาจจะเป็นอีกโลกหนึ่งที่อาจจะกล่าวได้ว่าต่างกับโลกปัจจุบันกันคนละเรื่องได้เหมือนกัน
เช่น ปริมาณของก๊าซที่เป็นองค์ประกอบของอากาศก็ต่างกัน ลักษณะทวีปก็เป็นทวีปขนาดใหญ่เพียงทวีปเดียว
ฯลฯ)



จากจุดนี้เองที่โลกค่อยๆ
เปลี่ยนแปลงไปจนมีลักษณะที่เกื้อหนุนต่อการก่อกำเนิดของชีวิตได้ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ประมาณกันว่าชีวิตแรกบนโลกน่าจะเกิดขึ้นในราววันที่
25 กันยายน กล่าวได้ว่า การเปลี่ยนแปลงสำคัญๆ ที่นำไปสู่การเกิดชีวิตเกิดขึ้นในช่วงต้น
กลาง และปลายเดือนกันยายนนี่เอง



นี่หากว่าเป็นทางโหราศาสตร์ก็อาจจะผูกดวงว่า
ระบบสุริยะ โลก และ ชีวิตบนโลกนี่น่าจะ “ดวงแข็ง” และ “เจริญก้าวหน้า” ในชีวิตเป็นอย่างดี
เพราะธรรมชาติส่งมาเกิดในเดือนเก้า (9) นี่เอง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ระบบสุริยะที่กำเนิดในวันที่
9 เดือน 9 เลยทีเดียว



ในปฏิทินจักรวาลนี้
มนุษย์กำเนิดที่เวลาไหนหรือครับ?



โน่นเลยครับ วันสุกดิบก่อนปีใหม่
31 ธันวาคม จึงได้มีมนุษย์เผ่าพันธุ์เราท่านที่มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Homo sapiens
เกิดขึ้น แถมเวลาตกฟากก็ประมาณสี่ทุ่มครึ่งเข้าไปโน่นแล้ว เรียกว่ามนุษย์นี่ หากถือตามสเกลจักรวาลแล้ว
... ก็เอ่ยอ้างความเก่าแก่ไม่ได้เอาเสียเลย



กลับไปที่วันที่
25 กันยายน ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ประเมินกันว่า สิ่งมีชีวิตง่ายๆ แรกสุดน่าจะเกิดขึ้น
ในตอนที่ 5 ผมเคยเล่าให้ฟังแล้วว่า ดีเอ็นเอเป็นภาษาสากลของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้
(ชนิดที่แทบจะไม่มีข้อยกเว้น) ดังนั้น หากสิ่งมีชีวิตที่เป็นต้นกำเนิดของสิ่งมีชีวิตทั้งมวลที่เราพบเห็นกันอยู่ในปัจจุบันเกิดขึ้นในช่วงนี้
ก็ย่อมหมายความในทางอ้อมว่า ...



ดีเอ็นเอก็น่าจะเกิดในช่วงระยะเวลาไล่เรี่ยกันนี่เอง!



แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่มีข้อยุติ
และก็ยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่เหมือนกันนะครับว่า “ปฐมชีวิต” ที่แรกเกิดขึ้นนั้น
อาจจะใช้ “อาร์เอ็นเอ” หรือ “โปรตีน” หรือ สารพันธุกรรมแบบอื่นๆ
(ซึ่งก็น่าสนใจว่า จะเป็นอะไรได้บ้าง) ที่ต่อมาเป็นผู้พ่ายแพ้ต่อเกมชีวิตบนโลก
และ สาบสูญไปแล้วจนหมดสิ้นก็เป็นได้เช่นกัน



แต่เนื่องจากซากฟอสซิลของแบคทีเรียในยุคแรกเริ่มที่ค้นพบแล้วว่าทิ้งร่องรอยอยู่ในแผ่นหิน
มีลักษณะคล้ายกันมากกับแบคทีเรียบางชนิดที่พบได้ในปัจจุบัน ความคิดที่ว่าสารพันธุกรรมที่แบคทีเรียเหล่านั้นใช้ก็น่าจะเป็นดีเอ็นเอเช่นกัน
ก็เลยมีความเป็นไปได้ไม่น้อย



[รูป 4] ปฏิทินจักรวาลเฉพาะเดือนธันวาคม (ดูคำอธิบายในเนื้อเรื่อง)





คราวนี้ หากเราเปิดปฏิทินจักรวาลต่อไปเพื่อดูรายละเอียดของเดือนธันวาคม [รูป
4]
เราก็จะพบเรื่องน่าประหลาดใจมากยิ่งขึ้นไปอีก นั่นก็คือ สิ่งมีชีวิตที่มีความซับซ้อนและมีจำนวนเซลล์มากกว่าหนึ่งเซลล์เพิ่งเริ่มเกิดมีมากขึ้น
(ทั้งชนิดและจำนวน) ก็ในช่วงหลังของเดือนธันวาคมแล้ว ซึ่งก็เป็นไปได้ว่า เป็นผลสืบเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศที่มีก๊าซออกซิเจนมากขึ้นตั้งแต่วันที่
1 ธันวาคม ซึ่งก็เป็นผลจากการที่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวในทะเลเริ่มเพิ่มจำนวนมากขึ้น
จึงปล่อย “ของเสีย” จากการสังเคราะห์แสงของมันออกมา



ของเสียที่ว่านี้ก็คือ “ก๊าซออกซิเจน” ที่มนุษย์ (และสิ่งมีชีวิตอื่นๆ อีกจำนวนมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง พวกสัตว์ต่างๆ ที่สร้างอาหารเองไม่ได้) ใช้ในการดำรงชีวิต นั่นเอง




หากไล่เรียงการกำเนิดของบรรดาสิ่งมีชีวิตต่างๆ ในเดือนธันวาคม ก็จะพบว่า
พวกหนอนเริ่มปรากฏตัวขึ้นก่อนในราววันที่ 16 จากนั้นจึงตามมาด้วยสัตว์มีกระดูกสันหลังพวกแรกๆ
คือบรรดาปลากระดูกแข็งทั้งหลาย (วันที่ 19) ต่อมาจึงเกิดมีพวกพืชบนดินทั้งหลาย (วันที่
20) ซึ่งตามมาติดๆ ด้วยแมลง (วันที่ 21) ซึ่งหลายชนิดก็ช่วยพืชเหล่านี้ในการผสมเกสรและแพร่พันธุ์
ในเวลาไล่เรี่ยกันนั่นเองก็มีสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเกิดขึ้น และหนีจากแหล่งน้ำที่แออัดขึ้นทุกที
โดยตามขึ้นมารับประทานแมลงและพืชพันธุ์อันอุดมสมบูรณ์บนผืนดิน



กระทั่งวันคริสต์มาสอีฟ (24 ธันวาคม) นี่เองที่ ไดโนเสาร์ชนิดแรกถือกำเนิดขึ้นบนโลก
จากนั้นมันก็ประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูงในการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมบนผืนดินและในผืนน้ำบนโลก
ไดโนเสาร์บางชนิดถึงกับสามารถเหินร่อนและบินไปในอากาศได้ด้วยซ้ำไป จนกลายเป็นบรรพบุรุษของสัตว์จำพวกนกไปในที่สุด




ไดโนเสาร์ครองโลกอยู่นานถึง 5 วันจักรวาล แต่ต่อมาก็ต้องพากันล้มตายจนสูญพันธุ์ไปแทบหมดสิ้นในวันโลก
(เกือบ) แตก เนื่องจากมีดาวเคราะห์น้อยหรืออุกกาบาตขนาดมหึมาพุ่งชนโลกในวันที่ 28
ธันวาคมของปฏิทินจักรวาล หรือ เท่ากับราว 65 ล้านปีก่อนในยุคทางธรณีวิทยาที่เรียกว่า
ครีเตเชียส (Cretaceous) นั่นเอง



ในยุคที่พบเห็นไดโนเสาร์ได้ทุกหนแห่งบนโลกนี่เอง หลังวันคริสต์มาสหนึ่งวัน
(วันที่ 26) ก็มีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็ก (คาดว่าน่าจะขนาดเท่าๆ กันหนูเท่านั้น)
ที่ไม่สลักสำคัญอะไรชนิดหนึ่งเกิดขึ้น แต่สัตว์ขนาดจิ๋วที่วิ่งหัวซุกหัวซุนหนีไดโนเสาร์ที่จะมาจับพวกมันกินเป็นอาหารนี่เองที่กลายมาเป็นต้นตระกูลของมนุษย์ต่อไป



ภายหลังการสูญพันธุ์ครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งบนโลก (มีหลักฐานที่อาจเชื่อได้ว่าเคยเกิดเหตุการณ์คล้ายคลึงกันก่อนหน้านี้เช่นกัน)
ที่กวาดล้างเอาไดโนเสาร์ไปจนจวนเจียนจะหมด สิ่งมีชีวิตที่หลงเหลืออยู่ก็ต่อสู้ดิ้นรนเพิ่มจำนวนกันขนานใหญ่
สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเป็นกลุ่มที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในเรื่องนี้



แต่ต้องรอกระทั่งวันที่ 29 ธันวาคมจึงได้มี ไพรเมต (primate) ชนิดแรกเกิดขึ้น
คำว่า “ไพรเมต” ก็คือกลุ่มของสัตว์ที่มีลักษณะร่วมกันบางประการ ที่สำคัญก็คือ มีขนาดสมองที่ใหญ่และมีประสาทสัมผัสในการมองพัฒนาจนมีความสำคัญมากกว่าการดมกลิ่น
นอกจากนั้น ยังมีลักษณะเฉพาะอีกหลายอย่าง เช่น มีมือที่มีความสามารถในการหยิบจับ,
มีนิ้วหัวแม่มือซึ่งพับแนวขวางกับนิ้วอื่นๆ ที่เหลือได้, มีเล็บ, มีนิ้วเท้าขนาดใหญ่
ฯลฯ



ไพรเมตที่ใกล้ชิดกับมนุษย์มากที่สุดก็คือ ลิง (monkey) และ เอป (ape)
ลักษณะสำคัญของเอปที่ต่างจากลิงก็คือ เอปมีขนาดร่างกายที่ใหญ่กว่าและไม่มีหาง
ตัวอย่างของเอปก็คือ ชะนี, อุรังอุตัง, กอริลลา และ ชิมแปนซีบางคนจึงมักเรียกเอปว่าเป็น
“ลิงใหญ่”
หรือ “ลิงไร้หาง” ซึ่งก็ไม่ผิดแต่อย่างใด (เพราะบังเอิญว่าเอปทุกชนิดมีลักษณะดังกล่าวพอดี)
แต่ก็อาจจะไม่ใช่คำแทนที่ดีนัก
เพราะ ดังที่กล่าวแล้วข้างต้นคือ การที่จะจัดว่าสิ่งมีชีวิตนั้นๆ
เป็นเอปหรือไม่ พิจารณาจากลักษณะหลายประการด้วยกัน ไม่ใช่เพียงดูจากขนาดของร่างกาย
หรือ ว่าดูเพียงว่ามีหางหรือไม่เท่านั้น



ความจริงทับศัพท์ไปเลยว่า “เอป” น่าจะสื่อได้ตรงกว่ากระมังครับ!



ต้องรอกระทั่งวันที่ 30 ธันวาคมแน่ะครับ จึงจะเกิดต้นตระกูลบรรพบุรุษของมนุษย์ (ที่เรียกว่า
โฮมินิด (hominid)) ซึ่งแยกสายพันธุ์ออกมาจากสายพันธุ์ของเอปชนิดอื่นๆ พูดง่ายๆ อีกอย่างว่าเกิดมี
“มนุษย์วานร”หรือ “วานรมนุษย์” เกิดขึ้น เพราะบรรดาโฮมินิดนี่ยังมีลักษณะหลายอย่างที่ก้ำกึ่งระหว่างลิงกับคน
และ ดังที่ได้เกริ่นไว้แล้วคือ สายพันธุ์มนุษย์ปัจจุบันนั้นปรากฏโฉมบนโลกในวันสุดท้ายของปีในปฏิทินจักรวาลนี่เอง




แครอลัส ลินเนียส ปรมาจารย์ด้านอนุกรมวิธาน ซึ่งเป็นผู้ “จัดระเบียบชื่อของสิ่งมีชีวิต”
และเป็นผู้ตั้งชื่อสิ่งมีชีวิตไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งก็ยังใช้กันอยู่จนปัจจุบัน เป็นผู้ที่ตั้งชื่อสปีชีส์มนุษย์ว่า
Homo sapiens
ซึ่งมีความหมายว่า “มนุษย์ผู้ชาญฉลาด” (man the wise)



ชื่อดังกล่าวเป็นที่ยอมรับและใช้กันจวบจนกระทั่งปัจจุบัน แต่ก็มักจะมีผู้ตั้งข้อสังเกตอยู่เสมอๆ
ว่า เป็นชื่อที่ชวนเข้าใจผิดหรือไม่, อย่างใด





[รูป 5] การเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอเป็นแบบกึ่งอนุรักษ์



กลับมาที่ดีเอ็นเอกันอีกทีนะครับ หากชีวิตเมื่อสมัยแรกเริ่มก็ใช้ดีเอ็นเอเช่นเดียวกับสิ่งมีชีวิตในปัจจุบันคงจะเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่งสำหรับนักวิทยาศาสตร์
เนื่องจากกลไกการเพิ่มจำนวนตัวเองของดีเอ็นเอนั้นเป็นแบบ “กึ่งอนุรักษ์” (semiconservative)
ดัง [รูป 5] นั่นก็คือ ทุกครั้งที่จะมีการสร้างสายดีเอ็นเอขึ้นใหม่
สายดีเอ็นเอเดิมจะแยกออกจากกันและทำหน้าที่เป็น “ต้นแบบ” หรือ “แม่พิมพ์” ในการสร้างสายดีเอ็นเอสายใหม่
ดังนั้น เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการ สายดีเอ็นเอคู่ใหม่ก็จะประกอบด้วยดีเอ็นเอหนึ่งสายที่สร้างขึ้นใหม่
กับอีกหนึ่งสายที่เป็นสายดีเอ็นเอที่มีอยู่เดิม นี่เองจึงเป็นที่มาของชื่อวิธีการเพิ่มจำนวนว่าเป็นแบบ
“กึ่งอนุรักษ์”



ดังนั้น สายดีเอ็นเอต้นฉบับเก่าแก่สมัยหลายพันล้านปีที่แล้ว ก็อาจจะอยู่ในเซลล์ที่ล่องลอยอยู่
ณ มุมใดมุมหนึ่งของโลกนี้ก็เป็นได้




แต่ที่น่าเสียดายก็คือ คงจะเป็นการยากเสียเหลือเกินที่จะแยกความแตกต่างหรือระบุบอกอายุของสิ่งที่เล็กจิ๋วอย่างดีเอ็นเอแต่ละเส้นจากเซลล์สิ่งมีชีวิตแต่ละเซลล์



สิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่งของการเพิ่มจำนวนดีเอ็นเอแบบอนุรักษ์ข้างต้นก็คือ ผู้ที่เสนอเรื่องนี้ก็คือ
เจมส์ วัตสัน และ ฟรานซิส คริก นั้นทำนายกลไกดังกล่าวได้อย่างแม่นยำ จากโครงสร้างของดีเอ็นเอที่พวกเขาเป็นผู้พิสูจน์ว่าเป็นแบบเกลียวคู่
(ในปี 2496) โดยที่พวกเขาไม่ได้ทำการทดลองใดๆ ในเรื่องนี้เลย



ต่อมาภายหลังจึงมีผู้พิสูจน์ด้วยการทดลองว่า พวกเขาทำนายได้ถูกต้อง นับว่าเป็นคู่หูนักคิดที่มีวิสัยทัศน์ยอดเยี่ยมกระเทียมดองเลยทีเดียว



คราวหน้าจะเป็นตอนสุดท้ายในบทความชุดมหัศจรรย์ดีเอ็นเอกันแล้วนะครับ เราจะมาดูกันว่าดีเอ็นเอช่วยให้
“รู้เช่นเห็นชาติ”
มนุษย์เราเองและ “เปลี่ยนโลกทัศน์เกี่ยวกับชีวิต”
ของพวกเราได้อย่างไร




แนะนำหนังสืออ่านเพิ่มเติม


คราวนี้จะขอแนะนำหนังสือของคาร์ล ซาแกน (Carl Sagan) เรื่อง Cosmos ครับ เป็นหนึ่งในหนังสือที่
“ต้องอ่าน” ครับ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับภาพรวมของจักรวาล (รวมทั้งความเกี่ยวข้องกับมนุษย์)
ในแง่มุมต่างๆ บนฐานของความรู้และปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ ทั้งจากอดีตจนปัจจุบัน


แม้ว่าหนังสือเล่มนี้จะตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว แต่ว่าเนื้อหาส่วนใหญ่ยังร่วมสมัยอยู่มากและที่สำคัญอ่านสนุกมากจนไม่เหมือนสารคดีทางวิทยาศาสตร์
(ยังกับเป็นนิยายอย่างไรอย่างนั้น) เคยเป็นหนังสือวิทยาศาสตร์ (ภาษาอังกฤษ)
ที่ขายดีที่สุดในประวัติศาสตร์อยู่หลายปี เกิดจากการเรียบเรียงเนื้อหาจากสารคดีทางโทรทัศน์ในชื่อเดียวกัน
ที่โด่งดังเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน มีจำนวนผู้ชมสารคดีชุดดังกล่าวใน 60 ประเทศทั่วโลก
รวมกันมากถึง 500 ล้านคน

จำได้ว่าเคยมีฉบับแปลไทยอยู่มากกว่าหนึ่งสำนวน (แปลกันตั้งแต่สมัยที่คนไทยยังไม่นิยมจ่ายค่าลิขสิทธิ์หนังสือเพื่อนำมาแปล)
อาจลองมองหาดูได้ตามแผงหนังสือเก่า แต่ถ้าจำไม่ผิด รู้สึกว่าจะแปลกันไม่ค่อยครบทุกบทสักเท่าไหร่แล้วก็พิมพ์เป็นภาพขาวดำเท่านั้น
เห็นมีฉบับภาษาอังกฤษวางขายอยู่ในร้านหนังสือภาษาต่างประเทศบางร้านเหมือนกัน


เลือกฉบับที่มีรูปสีประกอบ จะได้อรรถรสมากยิ่งขึ้นครับ



1คุณคาร์ล เซแกน นักดาราศาสตร์ชื่อดังที่เขียนหนังสือดีๆ ทางวิทยาศาสตร์ไว้จำนวนมาก
นอกจากนี้เขายังได้เขียนนิยายวิทยาศาสตร์ชื่อดังเกี่ยวกับการติดต่อกับมนุษย์ต่างดาว
ซึ่งมีผู้เอาไปทำเป็นภาพยนตร์ (ซึ่งก็โด่งดังไม่แพ้กัน) คือเรื่อง Contact นั่นเอง
คาร์ล เซแกนเสียชีวิตด้วยโรคปอดบวมในปี พ. ศ. 2539 ขณะอายุ 62 ปี



ภาพปก DVD ภาพยนตร์เรื่อง Contact



<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 14 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 23 ม.ค. 2549 (12:21)
ทฤษฎีวิวัฒนาการ
jenjira.beer@chaiyo.com (IP:203.156.133.70,192.168.1.198,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 26 ม.ค. 2549 (07:56)
ขอบคุณมากๆเลยคะ อ่านแล้วเข้าใจขึ้นเยอะ ขอบคุณมากๆนะคะ หนูสนใจเกี่ยวกับเรื่องชีวมากๆคะ
kira_ii@hotmail.com (IP:161.200.255.163,161.200.152.19,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 28 ม.ค. 2549 (12:12)
ต้องการรายระเอียดเกี่ยวกับ มิวเตชันมากๆ จะทำรายงานส่งอาจารย์ค่ะ
pat_seed@hotmail.com (IP:61.91.48.25,,)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 22 มี.ค. 2549 (22:21)
อ่านแล้วทึ่งดีเนอะ นี่หรือที่เค้าเรียกกันว่า "DNA" อ่านแล้วมีความรู้เพิ่มขึ้นตั้งเยอะแนะ
ขอบคุณที่ทำให้คนอย่างฉันตาสว่างในเรื่องนี้กะเค้าซักที
crazy_people เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 13 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 28 มิ.ย. 2549 (18:44)
สุดยอดเลยคับ! เข้าใจซะทีว่า DNA คืออะไร
คนมานโง่ง่า เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 29 พ.ย. 2549 (17:18)
อ่านแล้วทึ่งดีค่ะ! มีความเข้าใจมากขึ้นเกี่ยวกับ DNA
jui_toojuicy@hotmail.com (IP:124.120.168.87)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 13 ธ.ค. 2549 (20:45)
ขอบคุณมากๆนะครับ
มีประโยชน์มาก
มะพร้าว coconut_2499@hotmail.com (IP:124.121.193.79)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 22 ธ.ค. 2549 (02:45)
ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วนะครับว่า เรื่องซับซ้อนขนาดนี้มันคงจะไม่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติแน่นอน เราจะเห็นได้ว่าความสลับซับซ้อนที่เกิดขึ้นไม่มีวันที่เกิดขึ้นโดยหาที่มาที่ไปไม่ได้หากแต่เพียงว่าสิ่งเหล่านี้ย่อมมีผู้ที่บังคับอยู่เบืองหลัง เราลองคิดดูซิครับว่า เราสร้างรถยนต์มีความซับซ้อนขนาดไหน แล้วหากผมบอกว่ามันเกิดขึ้นมาเองจากธรรมชาติ หรือ เป็นการวิวัฒนาการมาจากแมว ท่านจะเชื่อหรือไม่ แน่นอนครับท่านคงจะปฏิเสธว่าเป็นไปไม่ได้ แล้วท่านก็กลับมาคิดดูซิครับว่า หากสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมาเองโดยไม่มีใครเป็นผู้สร้าง หรือ บังคับ แน่นอนมันเป็นเรื่องเหลวไหลสิ้นดี
เอ้าเดี๋ยวผมยกตัวอย่างให้ดูอีกข้อหนึ่ง มีเรืออยู่ลำหนึ่งแล่นไปในมหาสมุทรโดยเรือลำนั้นไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียว กัปตันก็ไม่มี ลูกเรือก็ไม่มี ไม่มีใครเลย แต่จู่ๆมันก็ปรากฎแล่นไปโดยมีการลำเลียงสิ้นค้าขึ้นไปเองโดยไม่มีสิ่งใดนำพาไป แล่นไปจนถึงที่หมายแล้วก็ลำเลียงสินค้าลงมาเองโดยไม่มีเอาลงมาจากใครทั้งสิ้น ผมถามว่าท่านจะเชื่อไหม เป็นแน่แท้อย่างยิ่งว่าท่านหาว่าผมบ้าเพราะว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงกันเล่า? ที่จู่เรือก็เล่นเองโดยไม่มีใครบังคับ ลำเลียงของขึ้นไปเอง...จะบ้าหรือป่าววะ??
งั้นเราก็กลับมาคิดดูอีกทีซิว่าที่เรากำลังศึกษากันอยู่นี้มันแน่แท้หรือป่าว......
จาก มุสลิมไทยดอทคอม
ผู้ศรัทธา (IP:62.135.95.193)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 19 ม.ค. 2550 (18:36)
ความแตกต่างระหว่าง DNA RNA นะคับ
1.ดีเอ็นเอ เป็นสายเกลียวคู่ ส่วน RNA เป็นแบบ สายเดียวนะคับ
2.DNA ประกอบด้วยเบส A (adenene) T (Thymine) G (Guanine) C (Cytosine) แต่ RNA จะไม่มี Thymineแต่มี Uracil แทน
3.น้ำตาลไรโบสที่อยู่บน DNA จะทีออกซิเจนน้อยกว่า RNA 1 ตัว
4.RNA มีหลายประดภท คือ tRNA rRNA mRNA คับ
5.RNA มีหน้าที่ต่างจาก DNA อย่างมาก โดยหน้าที่ของ RNA ส่วนใหญ่ จะเกี่ยวข้องกับการสร้างโปรตีนคับ DNA มีห้าที่สร้าง RNA และถ่ายทอดพันธุกรรม คับ
saitokun เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 3 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 4 ก.พ. 2550 (16:44)
ช่วยอธิบายเรื่องการคัดเลือกตามธรรมชาติหน่อยได้มั้ยคะ? ขอบคุณค่ะ
นัทธนาการ (IP:124.120.234.247)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 13 9 ก.พ. 2550 (18:02)
ขอรบกวนถามหน่อยนะคะ ว่า DNA 1 โมเลกุลบนโครโมโซมยาวเท่าไหรคะ รบกวนส่งคำให้หน่อยนะคะ ด่วนจริง ๆ คะ
ที่เมล์ kea_mju2768@hotmail.com ขอบคุณมาก ๆ คะ



เกศินีย์...
เกศินีย์ (IP:202.69.139.194)

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 14 ก.ค. 2550 (13:20)
นี่หรือคับมนุษย์
aomea เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 15 21 ก.ค. 2550 (14:13)
46496
exellenc//////// เข้ามากขึ้นเยอะเลย
hopun เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 139 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 170 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 1 ต.ค. 2550 (13:13)
ขอบคุณค่ะ เข้าใจแจ่มเลยทีนี้
JiSe เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


Namchai BioTec
(ดร. นำชัย ชีววิวรรธน์)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 12,379 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 3 ปี
แบ่งปันความรู้ 283 ครั้ง
ได้รับดาว 39 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.