 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/306" type="text/javascript"></script> |
|
|
ไขความลับเอนไซม์ ลดสารตกค้าง ทางรอดสิ่งแวดล้อมไทย
จับเอนไซม์ธรรมชาติ ศึกษากลไกการทำงานเชิงลึก เร่งการย่อยสลายของสารเคมีตกค้างจาก
post ครั้งแรก: Wed 21 March 2007, 5:05 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 21 March 2007, 5:05 pm
|
หน้าที่ 2 - ลักษณะและผลของงานวิจัย

ผศ. ดร. พิมพ์ใจเล่าถึงลักษณะของงานวิจัยว่าเป็นการนำเอาเอนไซม์ซึ่งเป็นสารอินทรีย์เร่งปฎิกิริยาในสิ่งมีชีวิตทุกชนิด โดยเอนไซม์แต่ละชนิดจะทำหน้าที่ต่างกันเพื่อควบคุมองค์ประกอบทางเคมีในร่างกาย แต่สำหรับงานวิจัยชิ้นนี้จะเลือกศึกษาเฉพาะ เอนไซม์ที่ใช้วิตามินบี 2 และออกซิเจน ในการทำงานหรือที่เรียกว่า ออกซิเจนเนส (Oxygenase) ซึ่งมักพบในกระบวนการทำงานของร่างกายของมนุษย์ เช่นกระบวนการย่อยอาหาร ระบบการหายใจ เป็นต้น เพื่อเรียนรู้ถึงและเลียนแบบกระบวนการทำงานของเอนไซม์ในกลุ่มนี้ โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ การใช้เอนไซม์ออกซิเจนเนสเพื่อย่อยสลายสารประกอบประเภท
อโรมาติก และการสืบค้นหาเอนไซม์ซึ่งมีปฎิกิริยาเรืองแสงจากแบคทีเรีย
ของเสียจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือสารตกค้างจากยาฆ่าแมลงจะมีส่วนประกอบของสารอโรมาติกซึ่งเป็นสารมีความเสถียรสูงและละลายน้ำยาก เมื่อสะสมปริมาณมากจะเป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม ในงานศึกษากลุ่มแรก เรานำเอาสารอะโรมาติกมาเติมสารไฮดรอกซิล กรุ๊ป โดยใช้เอนไซม์กลุ่มวิตามินบี 2เป็นตัวเร่ง กระบวนการทั้งหมดเรียกว่า ปฎิกิริยาฟิเนลไฮดรอกซเรท ช่วยเปลี่ยนสมบัติของสารอะโรมาติกให้สามารถละลายน้ำและย่อยจนกลายเป็นสารคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งไม่ก่อพิษต่อสิ่งแวดล้อมในที่สุด
ผศ. ดร.พิมพ์ใจกล่าว
นอกจากนี้ การศึกษาดังกล่าวยังช่วยให้เข้าใจถึงกระบวนการอันซับซ้อนของการถ่ายเทสารของเอนไซม์ 2 ตัวในขณะเติมสารไฮดรอกซิล กรุ๊ป กล่าวคือ เอนไซม์พรีดักส์เทส ตัวหนึ่งทำหน้าที่ผลิตสาร
รีดิวด์ เฟร์วินซึ่งเป็นสารไม่เสถียร และเอนไซม์อีกตัวจับเอาออกซิเจนและสารอโรมาติกเข้ามาทำปฎิกิริยาร่วมกัน การค้นพบครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกในประเทศไทยเลยทีเดียว
เราไม่เพียงศึกษาเพื่อให้ทราบถึงขั้นตอนของปฎิกิริยาอย่างละเอียดเท่านั้น ยังค้นพบวิธีผลิตเอนไซม์จำนวนมากสำหรับใช้ในการทดลองด้วยการใช้ทักษะทางพันธุวิศกรรมหลอกให้สารอัลโครลายผลิตเอนไซม์ตามจำนวนที่ต้องการ ซึ่งองค์ความรู้ใหม่เหล่านี้จะช่วยให้การทดลองในวิจัยเป็นไปราบรื่นขึ้นอีกระดับหนึ่ง ผศ. ดร. พิมพ์ใจกล่าวเพิ่มเติม
ความสำเร็จในการถอดรหัสธรรมชาติของเอนไซม์ในกลุ่มแรกซึ่งเกิดจากความสนใจและมุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในวงการวิทยาศาสตร์ยังมีส่วนต่อยอดในงานวิจัยเอนไซม์อีกกลุ่มหนึ่งซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญใช้ค้นหาสารเคมีตามธรรมชาติ
งานวิจัยเอนไซม์อีกกลุ่มหนึ่ง คือการนำเอาแบคทีเรียที่มีสมบัติการเรืองแสงมาศึกษาถึงกลไกการทำงานของเอนไซม์โดยสร้างภาวะสมมุติที่มีการกระตุ้นสูง เพื่อเรียนรู้การถ่ายทอดสารโปรตีนระหว่างเอนไซม์ 2 ตัวว่ามีสารประกอบอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องหรือไม่ และใช้ความเร็วในการเกิดปฎิกิริยาแต่ละขั้นตอนนานเท่าไหร่
จากผลการทดลองทำให้ค้นพบสารตัวกลางระหว่างเกิดปฎิกิริยาชื่อ เอนไซม์ลูซิฟาเรส ซึ่งเป็นตัวเร่งการเกิดปฎิริยาเรืองแสงในสิ่งมีชีวิต เช่นแสงของหิ่งห้อยหรือสัตว์น้ำใต้ทะเลบางชนิด และสามารถนำสารดังกล่าวไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการตรวจวัดปฎิกิริยาด้านแสงของสารเคมีในธรรมชาติของอุปกรณ์ตรวจวัดต่อไป ผศ. ดร. พิมพ์ใจกล่าว
แม้งานวิจัยของผศ. ดร. พิมพ์ใจจะเป็นเพียงการพัฒนาองค์ความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ซึ่งต้องอาศัยการต่อยอดในส่วนอื่นเพิ่มเติมเพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างที่คนส่วนใหญ่คาดหวังจากการค้นพบทางวิทยาศาสตร์ แต่งานวิจัยเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นประดิษฐ์ชิ้นส่วนเล็กๆรอวันมารวมเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ต่อไป ด้วยเหตุนี้จึงส่งผลให้งานวิจัยทั้ง 2 ส่วนได้รับการการตีพิมพ์ในวารสารทางวิทยาศาสตร์ระดับนานาชาติ ซึ่งได้รับการยอมรับจากนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก อาทิ Science Direct, Europe Journal และ Biochemistry Journal เป็นต้น
เป้าหมายของงานวิจัยมิได้คาดหวังเพียงผลสำเร็จของการศึกษาเท่านั้น แต่ในฐานะอาจารย์ก็ต้องการผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพ ให้สามารถคิดค้นสารอนินทรีย์หรือวิธีทางวิทยาศาสตร์ใหม่เช่นเดียวกันกับนักวิทยาศาสตร์ได้ นั่นจึงถือเป็นความสำเร็จอันแท้จริง ผศ. ดร. พิมพ์ใจเพิ่มเติม
การที่นักวิทยาศาสตร์ท่านนี้ได้รับเลือกให้เป็นนักศึกษาภายใต้โครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งมุ่งหวังผลิตผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาและวิจัยอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์วัยเยาว์สามารถเอาชนะตนเอง
แล้วมายืนอยู่บนฝั่งฝันของตนเองได้ในที่สุด
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 4 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 22 มี.ค. 2550 (10:50) (^^")ดีจังเลย ต่อไปสิ่งแวดล้อมจะไม่เปงพิษแล้ว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 31 มี.ค. 2550 (01:32) เก่งๆค่ะ ดูแลดีนะ อย่าให้ใครขโมยความคิดนะคะ เอาไว้พัฒนาบ้านเรา
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 14 ก.ย. 2550 (10:13) ดีครับความคิดที่สามารถนำมาใช้ได้
ขอให้ประสบความสำเร็จให้มากๆๆนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 22 ต.ค. 2550 (23:48) น่าจะเอามาช่วยในเรื่องบำบัดน้ำในแม่น้ำทีเน่าเสียนะ
ช่วยลดความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำได้เยอะ