วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/309" type="text/javascript"></script>
แปลงไคโทซานธรรมชาติ สู่ยารักษาข้อสายพันธุ์ใหม่
ผศ. ดร. มงคล สุขวัฒนาสินิทธิ์ งานวิจัยเพื่อสุขภาพฝีมือนักวิจัยไทย สังเคราะห์ไคโทซานเปลือกกุ้งด้วยเอนไซม์ธรรมชาติ
ผู้เขียน: sineenart ชมแล้ว: 7,420 ครั้ง
post ครั้งแรก: Tue 27 November 2007, 4:35 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 27 November 2007, 4:36 pm
สารบัญ
หน้า : 1 บทนำ
หน้า : 2 ผลงานวิจัย

หน้าที่ 2 - ผลงานวิจัย
อาจารย์มงคลเล่าถึงลักษณะงานวิจัยว่าเป็นการนำสารไคโทซานในเปลือกกุ้ง และแกนปลาหมึก ซึ่งมีโครงสร้างเซลลูโลสในพืช แต่มีคุณสมบัติพิเศษทางพอลิเมอร์ ให้สามารถละลายได้ในกรดและด่าง มาย่อยคาร์โบไฮเดรตของไคโทซานโดยใช้เอนไซม์ธรรมชาติเป็นตัวทำปฎิกิริยาทางเคมี ให้เป็นน้ำตาลในกลุ่ม ‘เเอนนาเซปตี้ กลูโคซามีน’ (N-acety glucosamine) ที่มีรสหวาน เพื่อให้สามารถผลิตยาสำหรับ ผู้ป่วยโรคข้ออักเสบในรูปแบบต่างๆ เช่นผสมกับอาหารหรือเครื่องดื่ม เป็นต้น นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มมูลค่าให้สินค้ามากขึ้นด้วย จากเดิมไคโทซานที่มีคุณสมบัติส่วนหนึ่งสามารถดูดซับสารต่างๆได้ มักใช้ใน อุตสาหกรรมหนัก ส่วนประกอบของเครื่องสำอาง และยาความอ้วน โดยมีมูลค่าอยู่ระหว่างกิโลกรัมละ 10 - 2,000 บาท ขึ้นอยู่กับความบริสุทธิ์ของสารที่ได้

“โดยปกติแล้วร่างกายสามารถสร้างสังเคราะห์กลูโคสซามีนจากอาหารประเภทแป้งหรือน้ำตาลได้เอง แต่เมื่อเมื่ออายุมากขึ้น หรือนักกีฬาผู้ใช้บริเวณข้ออย่างหนักเป็นระยะเวลานาน ร่างกายจึงสร้างเอนไซม์เพื่อมาย่อยน้ำตาลได้น้อยลง ทำให้เกิดอาการปวด จึงจำเป็นต้องกินกลูโคสซามีนเข้าไปเสริม แต่ กลูโคซามีนที่สังเคราะห์ได้จากกรรมวิธีเดิม ด้วยการใช้เกลือไฮโดรคลอไรท์ซัลเฟสเป็นตัวสังเคราะห์ จนได้สาร ‘กลูโคซามีน ไฮโดรคลอไลท์’ซึ่งมีคุณสมบัติเช่นเดียวกับ เเอนนาเซปตี้ กลูโคซามีน มีรสขมจึงบรรจุในแคปซูลได้เท่านั้น” อาจารย์มงคลเพิ่มเติม

แม้ขณะนี้งานวิจัยดังกล่าวยังไม่เสร็จสมบูรณ์ เพราะต้องหาวิธีสังเคราะห์ให้ได้เเอนนาเซปตี้ กลูโคซามีน ให้ในได้ในจำนวนมากเพียงพอต่อการปรับปรุงเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป แต่นับว่าเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาวงการวิทยาศาสตร์เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการแพทย์ในอนาคต จึงส่งผลให้งานวิจัยฝีมือคนไทยชิ้นนี้ได้รับทุนจากประเทศญี่ปุ่นในปี 2543 และ 2544 พร้อมทั้งร่วมทำวิจัยด้านนี้กับทาง National Institute of Advanced Industrial Science and Technology (AIST) แห่งประเทศญี่ปุ่นเช่นกัน

ด้วยความสนใจและความเชี่ยวชาญในการศึกษาเคมีอินทรีย์เกี่ยวกับพอลิเมอร์เป็นพิเศษ จึงเป็นแรงผลักดันให้งานวิจัยชิ้นอื่นของอาจารย์มงคลเป็นการศึกษาสมบัติใหม่ของพอลิเมอร์ต่างๆเรื่อยมา โดยงานวิจัยแต่ละชิ้นล้วนทำให้เกิดสิ่งใหม่ในวงการวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น แม้จะมิเห็นผลสำเร็จทั้งหมดเสียทีเดียว แต่สามารถเป็นสะพานให้นักวิทยาศาสตร์ที่สนใจนำไปต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป

งานวิจัยต่อมาคือ การศึกษากระบวนการจับไออนของสารโซเดียม หรือ โปตัสเซี่ยม ด้วยสารในกลุ่มคาริกซารีน โดยเลียนแบบการทำงานของธรรมชาติที่เรียกว่า โซเดียม โปรเตสเซี่ยม ปั๊มส์ ซึ่งเกิดขึ้นในระบบประสาทของสิ่งมีชีวิต โดยกระบวนการดังกล่าวจะทำหน้าที่ควบคุมให้สารโปรเตสเซี่ยมไหลเข้าเซลล์ โซเดียมไหลออกจากเซลล์ เพื่อรักษาความสมดุลของร่างกายและสื่อประสาท

งานวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นในห้องทดลอง โดยใช้สารคาลิกซารีน ทำหน้าที่คล้ายกับบานพับประตูปิดและปล่อยไออน ซึ่งใช้แสงเป็นตัวควบคุมการทำงานทั้งระบบแทนพลังงานเอทีพี (ATP) ในร่างกาย เพื่อเป็นการทดสอบว่ากระบวนการดังกล่าวสามารถเกิดขึ้นภายนอกร่างกายได้หรือไม่ และสามารถจับสารเคมีอื่นได้อีกหรือไม่ หากการทดลองประสบความสำเร็จ จะส่งผลดีต่อการพัฒนาเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ให้ถูกต้องและแม่นยำมากขึ้น อาทิ เมื่อฉีดสารประเภทนี้เข้าไปในจุดที่ต้องการ และฉายแสงเฉพาะจุดเพื่อควบคุมให้ตัวยาเข้าไปฆ่าเชื้อโรคในส่วนนั้น ช่วยให้ผลรักษาเห็นผลชัดเจน และลดผลข้างเคียงที่ตามมาด้วย

อาจารย์เล่าถึงผลการวิจัยต่อว่า “ผลการศึกษาจากห้องทดลองในขณะนี้พบว่าหลังจากการ ฉายแสงเข้าควบคุมกระบวนการ ’โซเดียมโปรตัสเซี่ยม ปั๊ม’ ในหลอดทดลอง พบว่าสารดังกล่าวสามารถจับและปล่อยโปรเตสเซี่ยมได้ดีกว่าโซเดียม แต่นับว่ายังห่างไกลจากกระบวนการตามธรรมชาติ ซึ่ง นอกจากควบคุมการเข้าออกของสารในเซลล์แล้ว ยังทำหน้าที่ลำเลียงภายในเซลล์อีกด้วย ขณะนี้จึงพยายามศึกษาต่อไปว่าการจับและปล่อยสารที่ได้จะมีประสิทธิภาพเพียงใด แต่หากต้องการผลสำเร็จขั้นสุดท้ายอาจต้องใช้เวลาถึง 1 ช่วงอายุคนทีเดียว”
เสน่ห์ของงานวิทยาศาสตร์พื้นฐานอยู่ตรงที่ การคิดค้นหรือสังเคราะห์สารประกอบต่างๆ เพื่อหาคุณสมบัติอันเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ แม้จะไม่ปรากฎผลเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน แต่งานส่วนมากช่วยจุดประกายให้เกิดการสร้างสรรค์ตามมา เช่นเดียวกับงานวิจัยของอาจารย์มงคลที่มุ่งมั่นศึกษาทางเคมีอินทรีย์อย่างไม่หยุดยั้ง

และผลงานวิจัยของอาจารย์มงคลอีกชิ้นหนึ่ง เป็นการศึกษาการสังเคราะห์สารคอนจูเกตเตดพอลิเมอร์ (conjugated polymer) ที่มีสมบัติทางไฟฟ้า สามารถเรืองแสงได้ เพื่อค้นหากรรมวิธีทำให้พอลิเมอร์ชนิดนี้เรืองแสงได้นานขึ้น และเปลี่ยนเป็นสีต่างๆมากขึ้น อันเป็นประโยชน์ต่อการผลิตจอคอมพิวเตอร์ LED (Light Emitting Diode) ในอนาคตให้มีประสิทธิภาพสูง ภาพคมชัด และมีขนาดเล็กลง ต่างจากจอที่ทำจากสารประเภทลิกควิด คริสตัล (liquid crystal) ซึ่งอาศัยสมบัติการหักเหของแสงหรือปล่อยให้แสงผ่านมายังจอภาพ แต่ภาพคมชัด และมุมมองภาพแคบ จึงไม่สามารถมองจากด้านข้างได้เลย นับว่าเป็นก้าวสำคัญต่อวงการเทคโนโลยีไม่น้อย

จากงานวิจัยทั้ง 3 ข้างต้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถและตั้งใจในการสร้างสรรค์งานวิจัยอย่างเต็มที่ แม้จะต้องอาศัยระยะเวลาร่วม 10 ปีเพื่อให้บรรลุเป้าหมายก็ตาม ส่วนหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้อาจารย์ได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ด้านวิทยาศาสตร์อย่างจริงจัง

ความใฝ่ฝันในวัยเยาว์ที่ผ่านมาก็คือ การที่อาจารย์ได้รับเลือกให้เป็นนักเรียนทุนโครงการพัฒนาและส่งเสริมผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (พสวท.) ของสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) ซึ่งมุ่งหวังผลิตผู้มีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์เพื่อศึกษาและวิจัยอันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ โครงการดังกล่าวจึงเปรียบเหมือนเทียนไขที่คอยนำทางให้กับนักเรียนรุ่นเยาว์ ได้มีโอกาสเล่าเรียนอย่างที่ตั้งใจ อีกทั้งเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างฐานความรู้ทางวิทยาศาสตร์ให้กับประเทศด้วย

“ผมคิดว่าเด็กทุกคนรักในวิชาวิทยาศาสตร์ตั้งแต่เรียนมัธยม แต่ด้วยเนื้อหาวิชาที่ยากขึ้น บวกกับวิธีการสอนทำให้ความสนใจลดลง รวมถึงปัจจัยทางสังคมก็มีส่วนทำให้เด็กหันไปเรียนด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ อาทิ วิศวกรรมศาสตร์ หรือ แพทยศาสตร์กันเป็นส่วนใหญ่ สำหรับโครงการ พสวท. นั้นเป็นโครงการที่ช่วยเตรียมความพร้อมให้กับเด็กที่มีใจรักวิทยาศาสตร์ได้มีโอกาสก้าวมาเป็นนักวิจัยมากขึ้นในอนาคต” อาจารย์มงคลกล่าว

นับว่า ผศ. ดร. มงคล สุขวัฒนาสินิทธิ์ เป็นตัวอย่างหนึ่งของนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ ซึ่งมีผลงานอันเป็นประโยชน์ต่อวงการวิทยาศาสตร์เป็นอย่างมาก และเป็นต้นแบบที่ดีสำหรับนักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังให้มีความมุ่งมั่นเดินบนเส้นทางแห่งวิทยาศาสตร์ต่อไป


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 1)
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 9 ส.ค. 2551 (13:18)

อยากไห้มีกาดออกแบบการทดลองการทำงานของเอนไซม์ น่ะค่ะ


เหมือนไหม ชัยก้ง เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 1 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


sineenart
(สินีนาฏ ทาบึงกาฬ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,696 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 2 ปี
แบ่งปันความรู้ 172 ครั้ง
ได้รับดาว 164 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

หางาน - สมัครงาน
งานคุณภาพจากบริษัทชั้นนำของไทย
www.JobTH.com

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   ทีมการตลาด
คุณอันนา : 086-4907585
คุณนัชชา : 086-4907600
คุณกนกแก้ว: 089-8613727
สำนักงาน :   02-5832802 ,0847619653
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.