 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/313" type="text/javascript"></script> |
|
เอกภพ คู่ขนาน (Parallel Universe)
... กล่าวว่าอาจจะมีเอกภพอื่นๆ ซึ่งมี กฎทางฟิสิกส์ และ ค่าคงที่ต่างๆเหมือนกับเอกภพที่เราอยู่ทุกประการ หรือมีโลกเหมือนเราอีกโลกที่ไหนซักแห่ง แต่อาจจะอยู่ในสถานะที่ต่างกัน และ เอกภพคู่ขนานเหล่านี้ไม่สามารถที่จะติดต่อกันได้ เอกภพคู่ขนานคือ...
post ครั้งแรก: Mon 22 January 2007, 10:20 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 31 March 2007, 7:50 pm
|
หน้าที่ 4 - ปัญหาของทฤษฎีเอกภพคู่ขนาน
ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ
ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
แนวคิดเรื่องเอกภพคู่ขนานที่ได้จากทฤษฎีสตริง และ Bubble universe theory มีลักษณะเหมือนกันตรงที่ เอกภพอื่นๆที่ไม่ใช่เอกภพที่เราอาศัยอยู่นั้นจะมีกฎทางฟิสิกส์ที่แตกต่างจากโลกของเรา เช่นมีค่าประจุอิเล็กตรอน และค่าการสลายตัวของธาตุกัมมันตรังสีแตกต่างออกไป นั่นคือเราเพียงแต่โชคดีที่ได้เกิดอยู่ในเอกภพแห่งนี้ ที่มีค่าคงทีทางฟิสิกส์ และกฎธรรมชาติ ที่เหมาะสมแก่การเกิดสิ่งมีชิวิตในแบบที่เราเห็น ถ้าเราเกิดไปเกิดอยู่ในเอกภพที่มีเพียงแค่ สองมิติ เราคงเป็นสิ่งมีชีวิตอีกแบบหนึ่งซึ่งต่างจากที่เราเป็นอยู่มาก
แนวความคิดที่อธิบายธรรมชาติในลักษณะนี้ เรียกว่า Anthropic principle คือ อธิบายว่าธรรมชาติ เป็นอย่างที่เราเห็น ก็เพราะว่ามีตัวเราเกิดขึ้นมาเห็นมัน หรือ มันเป็นเช่นนั้นเอง ถ้ามันไม่เป็นเช่นนั้น ก็จะไม่มีเรามาตั้งคำถาม ซึ่งเป็นคำอธิบายในลักษณะกำปั้นทุบดิน ที่นักฟิสิกส์หลายๆคนไม่ชอบนัก นักฟิสิกส์จะรู้สึกพอใจมาก ถ้าเขาสามารถอธิบายได้ว่ากลไกในธรรมชาติอันไหน ที่ทำให้ธรรมชาติเป็นอย่างที่มันเป็น

กำเนิดจักรวาลใน Cyclic Universe model
มีลักษณะเป็นแผ่น membrane 3 มิติ ที่ลอยอยู่ใน Hyperspace 11 มิติ การกำเนิดของจักรวาลเกิดขึ้นเมื่อ (ก) เอกภพคู่ขนานอีกอันหนึ่งคลื่อนที่เข้ามาใกล้ (ข) เมื่อเอกภพคื่อขนานทั้งสองชนกันจะเกิดการระเบิดครั้งใหญ่ที่เรียกว่าบิกแบง (ค) จากนั้นแผ่นเอกภพทั้งสองก็จะเคลื่อนที่ออกจากกัน เอกภพเกิดการขยายตัวเกิดเป็นเอกภพที่เราเห็นในปัจจุบัน (ง) เมื่อขยายตัวมาขึ้นมวลสารในเอกภพก็จะเจือจางลง (จ) จนเมื่อถึงจุดหนึ่งแรงดึงดูดระหว่างมวลของเอกภพคู่ขนานทั้งสองก็จะดึงให้มันวิ่งเข้าหากัน และเกิดกระบวนการบิกแบงอีกครั้ง ซึ่งในทฤษฎีนี้เอกภพไม่มีจุดจบ แต่จะเกิดใหม่เรื่อยๆ
ปัญหาใหญ่อีกอย่างของทฤษฎีเอกภพคู่ขนานคือ การทดสอบทฤษฎี โดยเฉพาะทฤษฎีที่ได้แรงบันดาลใจ มาจากทฤษฎีสตริง เพราะตามทฤษฎีแล้ว การที่จะเห็นมิติพิเศษอื่นๆที่มากกว่า 4 นั้น จะต้องอาศัยพลังงานสูงมากๆ และอาจจะต้องใช้เทคโนโลยี ที่สูงกว่าที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดีนักฟิสิกส์หลายๆคนเชื่อว่า เราอาจจะตรวจพบสัญญาณจากมิติที่ห้า จากการทดลองโดยเครื่องเร่งอนุภาค Large Hadron Collider (LHC) ที่ห้องปฏิบัติการ CERN ในประเทศสวิสเซอร์แลนด์ นอกจากนี้แล้วการศึกษาคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ที่เรียกว่า
Cosmic Microwave Background (CMB) ก็อาจจะทดสอบทฤษฎี Bubble Universe ได้ว่าน่าเชื่อถือหรือไม่
สิ่งหนึ่งที่ควรจะคิดไว้เสนอคือ ฟิสิกส์เป็นศาสตร์ที่ศึกษาธรรมชาติ และอธิบายธรรมชาติโดยอาศัยภาษาคณิตศาสตร์ ทฤษฎีทางฟิสิกส์เป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ที่สร้างมาเพื่ออธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติ แต่ไม่ได้หมายความว่าธรรมชาติเป็นจริงเช่นนั้น ทฤษฎีหนึ่งอาจจะอธิบายเรื่องหนึ่งๆได้ดี แต่อีกเรื่องหนึ่งอาจจะใช้ไม่ได้เลยก็ได้ เพราะฉะนั้นการที่จะนำทฤษฎีใดทฤษฎีหนึ่ง ไปอธิบายปรากฏการณ์ใดๆ จึงควรจะทำความเข้าใจตัวทฤษฎีให้ถ่องแท้เสียก่อน เราไม่ควรปักใจเชื่อว่าธรรมชาติเป็นจริงตามทฤษฎี เพราะธรรมชาตินั้นซับซ้อนกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจมากนัก
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Parallel Universe
http://en.wikipedia.org/wiki/Parallel_universe
http://www.bbc.co.uk/science/horizon/2001/paralleluni.shtml
http://plato.stanford.edu/entries/qm-manyworlds/
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับจักรวาลวิทยาและ Dark Energy
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=74
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=117
ข้อมูลเกี่ยวกับ Cosmic Microwave Background Radiation
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?Aid=150
ข้อมูลเกี่ยวกับเครื่อง Large Hadron Collider
http://public.web.cern.ch/Public/Content/Chapters/AboutCERN/CERNFuture/WhatLHC/WhatLHC-en.html
ข่าวที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้ในเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ผู้จัดการ
http://www.manager.co.th/Science/ViewNews.aspx?NewsID=9480000126144
เกี่ยวกับผู้เขียน
 |
คุณจ้อ หรือ ดร. อรรถกฤต ฉัตรภูติ เป็นหนึ่งในตัวแทนประเทศไทย
ไปแข่งขันฟิสิกส์โอลิมปิก ที่ประเทศฟินแลนด์ เมื่อสมัยเป็นนักเรียนมัธยม
จบชั้นมัธยมปลายจากโรงเรียนปทุมคงคา เข้ารับทุนการศึกษาเป็นนักเรียนในโครงการพสวท
และสำเร็จการศึกษา ระดับปริญญาตรีที่ภาควิชาฟิสิกส์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากนั้น ศึกษาต่อด้านปริญญาโท ฟิสิกส์ทฤษฎี ทีมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University
of Cambridge) และ ปริญญาเอก ฟิสิกส์ทฤษฎี ที่มหาวิทยาลัยเดอร์แรม
(Universiy of Durham) ในเวลาต่อมา
ปัจจุบันเป็นอาจารย์ ประจำภาควิชาฟิสิกส์์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และ เป็น 1 ใน 3 ของผู้ริเริ่มก่อตั้ง วิชาการ.คอม |
|
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 59 ความเห็น, หน้า่ |
1|
2| -
3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 14 ก.พ. 2550 (20:05) รู้มั้ย ผมหงุดหงิดอะไรมากที่สุด พวกนักวิทยาศาสตร์พยายามจะหาข้ออ้างมาอธิบาย
ธรรมชาติให้เป็นจริง ทั้งที่จริงๆมันไม่ใช่ยังงั้นเลยซักกะติดเดียวก็มี
เช่น ไอสไตน์ ตันบอกว่าไม่มีอะไรเร็วกว่าแสง ที่ประมาณ 300000 km/sec.
ถามจริง เราเร่งจาก 1 เป็น 2 จาก 10 เป็น 11 ทำไมจะเร่งจาก
300000 เป็น 300001 ไม่ได้อ่ะ 300002 300030 300500 ทำไมจะไม่ได้
ใครรู้ตอบด่วน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 24 ก.พ. 2550 (15:10) เราก็ไม่ได้มีความรู้อะไรในฟิสิกส์มากมายอะน่ะ
เราแค่คิดว่า ทำไมจะไม่ได้นะ... เพราะความเร็วเท่าแสงมันก็เร็วมากๆ
ถ้าถามว่าเร่งได้ไหมเราคิดว่าน่าจะเร่งได้...แต่ว่า เร่งไปแล้วมันขัดต่อความรู้สึกของมนุษย์มากกว่า
ประสาทสัมผัสเราไม่สามารถที่จะรับได้....แล้วอะไรจะสะท้อนเข้าตา ถ้ามันเร็วกว่าแสง แสงก็เดินทางไปไม่ถึง
แล้วจะสรุปได้ไงว่า...มันมีความเร็วเท่าไรแล้ว
หรือเครื่องที่เรรามีอยู่ก็ยังม่ทันสมัยพอ...ที่เขาบอกว่าฟิสิกส์เป็นเรื่องพิสูจน์ยาก คิดออกมาตามทฤษฎีพอทำได้ แต่การพิสูจน์อาจต้องรอต่อไป
ณ ตอนนี้ฟิสิกส์ก็ไม่ได้ก้าวหน้าอะไรมากมาย อาจจะยังไม่ค้นพบอะไรบางอย่าง
แต่ต่อไปอาจทำได้ ตอนนี้ก็ยังคงต้องสรุปว่าไม่มีอะไรเร็วกว่าแสง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 10 มี.ค. 2550 (15:02) เอาเป็นว่า..เป็นไปได้ทางทฤษฎีนะคะ
เพราะว่าเครื่องมือพิสูจน์ของเรายังไม่ทันสมัยพอ
อย่างที่คุณ skywatcher บอกค่ะ
สรุปไว้ก่อนเลยว่า ยังคงไม่มีอะไรเร็วได้กว่าแสงแน่นอนค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 3 เม.ย. 2550 (20:05) ดีค่ะ มีสาระ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 7 เม.ย. 2550 (21:39) สิ่งที่เดินทางเร็วกว่าแสง คือ พลังใจ
เพียงแค่เราหลับตา แล้วนึกถึง
แม้จะไกลเพียงไหน ก็ส่งไปถึงโดยไม่ผ่านตัวกลางใดทั้งสิ้น
แม้มิอาจพิสูจน์การรับรู้โดยทางวิทยาศาสตร์ แต่
สามารถรับรู้ได้จากหัวใจ
ปล. เอิ๊กๆ เรามั่วป่าวเนี่ย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 24 เม.ย. 2550 (06:21) อยากรู้น่ะครับว่า จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าหากมีเอกภพคู่ขนานจริงๆ แล้วมันจะเป็นแบบในหนังรึเปล่าครับที่แบบว่า มีคนคนเดียวกันแต่ว่าอยู่กันคนละเอกภพอะไรประมาณนี้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 51 13 มิ.ย. 2550 (18:42) ผมขออธิบายเกี่ยวกับความเร็วแสงนะครับ ที่เราทราบกันว่าไม่มีอะไรจะเดินทางเร็วกว่าความเร็วแสงได้---- อนุภาค Muon ที่ถูกเครื่องเร่งอนุภาคเร่งความเร็ว จะเคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 667 ล้าน ไมล์ต่อชั่วโมง หรือเท่ากับ 99.5% ของความเร็วแสง และถ้าเราเร่งเพิ่มอีกก็จะไปได้ถึง 99.9% ของความเร็วแสง เราก็จะสงสัยว่าทำไมไม่สามารถเร่งให้มากขึ้นอีกจนทะลุขีดจำกัดความเร็วแสง จากสมการของ Einstein นี่แหละครับช่วยอธิบายว่าทำไมเราถึงเร่งให้เร็วกว่าความเร็วแสงไม่ได้ อย่างที่เรารู้กันว่า ยิ่งวัตถุหรืออนุภาคเคลื่อนที่เร็วเท่าไร มันก็จะมีพลังงานมากขึ้นเท่านั้น และจากสมการ E=mc^2 นั้น แสดงให้เห็นว่าวัตถุยิ่งมีพลังงานมาก มวลก็จะมากด้วย ยกตัวอย่าง อนุภาค Muon เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 99.9% ของความเร็วแสง มันจะหนักขึ้นประมาณ 22 เท่า แต่เมื่อมันหนักขึ้น ก็ยิ่งยากที่จะทำให้มันเร็วขึ้นใช่มั้ยครับ เปรียบเทียบเหมือน เข็นจักรยานที่เด็กนั่ง กับเข็นรถบรรทุกอ่ะครับ เมื่อ muon หนักขึ้น ก็ยิ่งยากที่จะทำให้มันเร็วขึ้นอย่างที่กล่าวไปแล้ว โดยถ้า Muon เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว 99.999% ของความเร็วแสง มวลของมันจะเพิ่มขึ้น 224 เท่า และที่ความเร็ว 99.99999999 % ของความเร็วแสง มวลมันจะเพิ่มขึ้นมากกว่า 70000 เท่าทีเดียว เพราะฉะน้นถ้าเราจะเร่งให้เร็วเกินความเร็วแสง คงต้องใช้พลังงานถึง infinte ครับถึงจะมีความเร็วเท่าแสง หรือ เกินกว่านั้นได้ เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นเหตุให้ไม่มีสิ่งใดเร็วกว่าความเร็วแสงได้ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 52 10 ก.ค. 2550 (20:17) คำตอบที่ทุกคนอยากรู้ชีวิตน้อยๆนี้ไม่มีทางหาให้ได้หรอก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 54 14 ก.ย. 2550 (15:59) ผมคิดว่าเป็นไปไม่ได้ครับที่จะเกิดเอกภพคู่ขนานครับ
เพราะทุกสิ่งรอบตัวตอนนี้จะเป็นเหตุที่ทำให้เกิดผลในอนาคตเสมอ และทุกอย่างในอดีดจะเป็นเหตุ
ที่ทำให้เกิดผลตอนนี้ และผลหนึ่งผลอาจจะเกิดจากเหตุหลายเหตุก็ได้
เช่น เพราะผมเดินไปสะดุดก้อนหินผมจึงล้ม และไปหาหมอ ถ้าหากไม่มีก้อนหินผมก็ไม่ล้ม
หรือถ้าไม่เดินผมก็ไม่ล้ม และเมื่อผมล้มผมจึงไปหาหมอ เพราะฉนั้นถ้าผมไม่สดุดก้อนหินผมก็็อาจจะไม่ต้องหาหมอ จะเห็นได้ว่าเหตุรอบตัวทุกเหตุ
เป็นตัวทำให้เกิดผล
และผลที่เกิดจากเหตุชุดเดียวที่เหมือนกันทุกประการจะให้ผลที่เหมือนกันทุกประการ เช่น
ถ้าสิ่งแวดล้อมที่เหมือนกันทุกประการในตอนที่ผมล้มลง ผมก็จะต้องไปหาหมอ
แต่ถ้าหากสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไปสักนิดเช่น เปลี่ยนจากก้อนหินเป็นพื้นลื่น ผมอาจจะลื่นหัวขมำ
จนไปหาหมอไม่รอดก็ได้ แต่ถ้าในเวลาเดียวกันมีเหตุเหมือนกันทุกประการผมก็จะล้มอย่างนั้นแบบเดิมๆอีก
แต่อาจจะมีคนสงสัยว่าทำไมครั้งแรกล้มแต่เดินผ่านครั้งต่อไปไม่ล้มทั้งๆที่เป็นคนๆเดียวกัน
เพราะคนๆนั้นเคยล้มมาแล้วจึงรู้แล้วไม่ล้มอีก
จากเหตุผลข้างต้นเมื่อ เกิดเอกภพจะมีเหตุการหนึ่งชุดที่ให้กำเนิดเหตุการชุดต่อๆไป
ซึ่งจะเกิดผลต่อๆไปแค่ชุดเดียวเท่านั้นไม่มีการถูกหวยหรือไม่ถูกหวย
เอกภพคู่ขนาน จึงเป็นได้แค่โอกาสที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเท่านั้น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 55 17 ก.ย. 2550 (13:03) ทุกความเห็นมีสิทธิเป็นไปได้ ทุกอย่าง ไม่มีถูกผิด มีแต่ ขยายความรู้ ที่อธิบายได้ยาก หรือ ความเชื่อ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 56 29 พ.ย. 2550 (18:25) ความเร็วแสงเหตุที่ไม่มีวัตุถุใดสามารถเร่งความเร็วได้ถึงนั้นเพราะ จะมีสมการของEinsteinสมาการหนึ่งที่บ่งบอกว่าเมื่อวัตถุเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้นเวลาของมันก็จะเดินช้าลงและ ขนาดของมันก็จะหดสั้นลงด้วย ผมก็จำสมการนั้นไม่ได้แล้วแต่ว่าเมื่อความเร็วสูงมากๆจนใกล้ความเร็วแสงวัตถุจะหดสั้นลงจนเกือบจะหายไป และเมื่อเท่ากับความเร็วแสงเมื่อไหร่ ขนาดของมันก็จะเป็น0ทันที คือได้หายไป(ไม่มตัวตนอยู่)จะคงเหลือก็แค่พลังงานในรูปที่มีความเร็วเท่ากับแสงเท่านั้น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 57 17 ก.พ. 2551 (22:57) นักฟิสิกส์ทั่วโลกร่วมกันถลุงเงินหลายล้านล้านดอลล่า ไปกับโครงการส่องหาอะไรก็ไม่รู้ เพื่อที่จะเข้าใจอะไรบางอย่าง ที่ไม่ได้ทำประโยชน์อะไรกับคนอีกกว่า 6 พันล้านคนที่เหลือซักนิดเดียวเลยอ่ะ
ต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับชาวนาตาดำๆที่ทำมาหากินด้วยเงินไม่กี่พันบาท แต่สามารถสร้างประโยชน์ให้กับคนได้มหาศาล
กรุณาอย่าเอาทฤษฎีที่แม้แต่คุณเองหรือนักฟิสิกส์ไหนๆก็พิสูจน์ไม่ได้ "จริงๆ"
มาอธิบายเถอะครับ สมการเป็นสิบหน้ากระดาษที่ทุกคนเชื่อว่า "เป็นจริง"
จะรู้ได้ยังไงเล่าว่ามันเป็นจริงตามนั้น ไม่ใช่การคาดเดาหรือจินตนาการ ทั้งที่ยังไม่เคยมีใครลองเร่งให้ความเร็วเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
จนไปถึงจุดนั้นได้เลยซักคน คือตามทฤษฎีน่ะใช่มันจะหายไป แต่ถามว่าคนคิดทฤษฎีนั้น
ประสบมากับตาหรือกับตนไหมว่ามันจะหายไป เคยมีใครทำจริงๆมั่งรึยังล่ะ
เพราะฉะนั้นแล้ว ทำไมเราไม่พอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ที่ เราเป็นในขณะนี้
ใช้ชีวิตที่เกิดมาให้คุ้มค่า และทำประโยชน์ให้กับสังคมอย่างดีที่สุดดีกว่าครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 58 29 เม.ย. 2551 (21:37) ทุกอย่างเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 59 29 เม.ย. 2551 (21:53) ถ้า แรงกิริยา = แรงปฏิกิริยา (actions=reactions) แล้ว น่าจะอธิบายกฎแห่งกรรมได้ว่า
ทำกรรมใดไว้ คงได้รับผลแห่งกรรมนั้นแน่นอน ไม่ช้าก็เร็ว ตามหลักอิทิปปัจยตาและ
ปฏิจสมุปบาท เกิดเป็นวัฏฏสงสาร เวียนว่ายตายเกิด ไม่รู้จบสิ้น เหมือนสรรพสิ่งในจักรวาล
มีเกิดขึ้น เสื่อมสลาย และดับไป มนุษย์ควรพัฒนาจิตวิญญาณให้สูงขึ้น และทำความดี
มีคุณค่าต่อตนเองและผู้อื่น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 60 30 เม.ย. 2551 (09:29) ชีวิตมนุษย์นั้นแสนสั้น เมื่อเทียบกับอายุของโลกและจักรวาล ดังนั้นเราลองคิดว่า เราได้
ทำความดีอะไรบ้างหรือยัง ความดีทำไว้เถิด มิเสียหลาย มีผลดีทั้งชาตินี้ และอาจมีผลต่อ
ชาติหน้าหากมีจริง เราคงได้เกิดในภพภูมิที่ดี ผมเชื่อเช่นนั้นครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 62 18 พ.ค. 2551 (02:41) ขอแสดงความเหนหน่อยนะคับ
สำหรับ คห ที่ 57 นะคับ
ฟิสกิข์ในความคิดส่วนตัวของผมเนี่ย ถ้าหากไม่มีใครตั้งทฤษฎี หรือไม่มีใครค้นพบอะไรขึ้นมาอะคับ ตอนนี้โลกจะเป็นยังไงหละ โลกในตอนนี้อาจจะไม่มีการพัฒนามาถึงตอนนี้ก็เป็นได้คับการเกิดทฤษฎีต่างสามารถเอาไปสร้างอุปกรณ์ต่างๆ ทำให้ส่งยานอวกาศออกนอกโลกได้ และถ้าไม่มีทฤษฎีต่างๆนี้ ยานที่ส่งขึ้นไปอาจจะระเบิดหรือเสียหายได้ หรือว่าจะเป็นผลจากดาวเทียม ถ้าหากไม่มีทฤษฏี เราก็จะไม่รู้ว่า ความสูงระดับนี้จะต้องใช้ความเร็วเท่าใหร่ถึงจะโคจรรอบโลกได้ ถ้าเร็วเกินก็จะหลุดวงโคจร ถ้าช้าเกินก็จะตกลงสู่พื้นโลก แล้วดาวเทียมแต่ละดวงก็มีประโยนชน์มากมาย เช่น ดาวเทียมกรมอุตุนิยมวิทยาแบบเนี่ย ถ้าไม่มีดาวเทียมเกี่ยวกับเรื่องนี้ เวลาเกิดพายุก็อาจจะทำให้มีผู้เสียชีวิตมากก็เป็นได้ แล้วการที่จะทำนายได้ว่าพายุจะเคลื่อนที่ไปทางใหน หรือเกิดคลื่นซึนามิขึ้นมาแล้วมีการแจงเตือนไปยังพื้นที่ต่างๆนั้น กระบวนการทางฟิสิกข์ก็ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยหละคับ ไม่น้อยก็มากแหละ
หรือว่าจะเป็นทฤษฏีฝนหลวง ในส่วนตัวผมก็คิดว่าเป็นฟิสิกข์เหมือนกันนะคับ เพราะต้องรู้ว่าอะผสมกับอะไร ถึงน่าจะได้เป็นฝน ตกมาในหน้าแรงให้ชาวไร้ชาวนามีผลผลิตต่อไป
เพราะฉะนั้นการที่นักฟิสิกข์ลงทุนไปนั้น ผมคิดว่าไม่มีคำว่าขาดทุนคับ ผมเชื่อว่าเรื่องต่างๆในอวกาศที่นักฟิสกิข์กำลังค้นคว้าอยู่นี้ สามารถนำไปใช้ประโชยน์กับมนุษย์ได้อย่างแน่นอนครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 63 4 ก.ค. 2551 (06:05) ทฤษฎีของ Einstein พิสูจน์ให้เห็นความจริงได้ค่อนข้างยาก จะว่าเป็นนามธรรมก็คงไม่ผิด แต่ท่านทั้งหลายรู้ไหมว่าข้อเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้ ได้มีผู้ที่สามารถพิสูจน์และเข้าถึงความเท็จจริงทั้งหลายทั้งปวงเหล่านี้มาแล้ว ฟังดูแล้วหลายคนอาจจะคิดว่าเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะมีผู้ที่รู้ถึงความจริงเหล่านี้มานานแล้ว ถ้าท่านอยากรู้วข้อจริงเท็จประการใดท่านสามารถศึกษาได้ด้วยต้นเองได้ โดยศึกษาจากหนทางสู่นิพานในพูทธศาสนา หากท่านมีปัญญามากพอท่านก็จะรู้แจ้งเห็นจริงในทุกๆอย่างที่ท่านคิดว่าเป็นไปไม่ได้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 64 7 ส.ค. 2551 (20:39) ทฤษฎีทุกอย่างจะสิ้นสุดและได้รับคำตอบทุกประการ ในวันที่ เอกภพ ทั้งหมดอวสาน เพื่อกลับไปเริ่มต้นทฤษฎีให้เรามาค้นหากันต่อไป แล้วเราค้นหาตัวเราเองเจอหรือยัง ?
การค้นหาทฤษฎีของทุกสรรพสิ่งกับค้นหาตัวเรา อย่างไหนยากกว่ากันแฮะ (ไม่รู้เหมือนกัน เพราะยังหาไม่เจอ) ? แต่ก็เป็นเรื่องน่าสนุกและน่าสนใจนะกับการพยายามหาคำตอบ คนที่ไม่ได้สนใจวิทยาศาสตร์จริงคงไม่มีจินตนาการทางวิทยาศาสตร์เท่าไหร่จึงอาจจะไม่ชอบที่จะรู้เรื่องราวต่างๆที่มีการพยายามหามาอธิบาย
รู้ไว้ก็ดี ไม่เครียด น่าสนุกด้วยซ้ำ แต่ก็อย่าลืมค้นหาตัวเราเองด้วยนะ