 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/320" type="text/javascript"></script> |
|
|
รางวัลโนเบลด้านการแพทย์ แด่ชายผู้หาญกล้ากลืนกินเชื้อโรค
เบื้องหลังการค้นพบว่า โรคกระเพาะอาหารอักเสบ และแผลในลำไส้ตอนต้น เกิดจาก แบคทีเรีย ที่ส่งผลทำให้แพทย์และนักวิทยาศาสตร์สองท่าน ได้รับรางวัลโนเบลการแพทย์ ปี 2005
post ครั้งแรก: Fri 20 January 2006, 2:29 pm ปรับปรุงล่าสุด: Fri 20 January 2006, 2:29 pm
|
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 41 ความเห็น, หน้า่ |
1|
2| -
3-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 28 14 ก.พ. 2549 (17:43) วงการสาธารณสุขของเมืองไทยไม่เห็นให้ความสนใจกับการเปลี่ยนแนวการรักษาโรคกระเพาะกันเลย เห็นยังคงจ่ายยาลดกรดให้คนไข้เหมือนเดิม
หมออนามัย (IP:203.113.76.8,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 29 14 ก.พ. 2549 (19:56) ผมคิดว่า ความรู้นี้อาจนำไปสู้การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ของวงการแพทย์เลย ครับ
เป็นความรู้ที่คนในยุคปัจจุบันค้นพบ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่ สำหรับ มนุษยือย่างเราๆท่านๆ เลย อะครับ
ยังไง ก็ ขอให้ vcharkarn ของพวกเรา ทำสิ่งดีๆ เพื่อ สังคม อย่างนี้ ตลอดไปนะคราป......
ขอบคุงคราป
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 28 ก.พ. 2549 (13:13) มานแปลกดีแหะ!!!สมควรได้โนเบลแล้วละคิดได้ไงเนี่ย
แล้วที่บอกว่ากรดในกระเพาะมันมีค่าpHต่ะมากนี่เปน
เพราะน้ำย่อยตัวไหนหรอค่ะ
peeki
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 12 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 28 ก.พ. 2549 (16:40) อย่าหาว่า...เลยนะครับ คือ Helicobacter pylori (H. Pylory) อ่านเป็นภาษาไทยว่ายังไงครับ? (เฮลเลอร์โคแบคเตอร์ เพียรลอยรี่)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 29 มี.ค. 2549 (20:51) ใช้สูตร AOC
A=Amoxicillin 1000mg วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น
O=Omeprazole 20 mg วันละ 2 ครั้ง ก่อนอาหาร เช้าเย็น
C=Clarithrmycin 500 mg วันละ 2 ครั้ง เช้าเย็น
กินติดต่อกันนาน 1-2 สัปดาห์
แต่โรคกระเพาะ ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการติดเชื้อเสมอไปนะ
Reference Pharmacotherapy Handbook
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 6 เม.ย. 2549 (23:32) น่าสนใจมากครับ ผมลองค้นหาเรื่องนี้ดู แต่ส่วนใหญ่มันเป็นภาษาอังกฤษนะครับ แปลไม่ออก ก็เลยลองมาโพสต์ดูเผื่อใครจะใจดีแปลให้หน่อยครับ ไม่รู้ว่ารูปจะขึ้นหรือเปล่าครับ
Figure 2.
CagA interaction with epithelial cells. H. pylori cells with intact cag islands, including an active type IV secretion system, possess a pilus composed of CagY protein. The cagA product is injected into the cytoplasm of the host cell, where tyrosine (Y) residues near its COOH-terminus are phosphorylated. Phosphotyrosine-CagA interacts with several major signal-transduction pathways in the host cell (40, S113), affecting phenotypes including cell morphology, proliferation, and apoptosis (see text). ERK, extracellular signalregulated kinase; PTPase, protein-tyrosine phosphatase; P, phosphate.
ข้อมูลจากเว็บ http://www.pubmedcentral.gov/articlerender.fcgi?artid=324548&rendertype=figure&id=F2
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 36 9 เม.ย. 2549 (23:55) อืมกรดในกระเพาะที่มีค่า pH ต่ำเนื่องมาจากกรดเกลืดครับ ไม่ใช่เอนไซม์ เอนไซม์จะเกิดการ active เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสมของมัน ร่างกายจึงมีการปรับสภาพกรดเบส ในร่างกายเช่นหลั่งกรดเกลือออกมา
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 5 พ.ค. 2549 (09:49) ในกระเพาะอาหารมีค่าpHประมาณ1.8-2.5ครับ จัดอยู่ในกรดแก่ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 7 พ.ค. 2549 (14:47) ตอนนี้เป็นโรคกระเพาะ เวลาปวดท้อง(ส่วนใหญ่จะปวดตอนเย็นๆ ถึงหัวค่ำ ) จะกินยาเคลือบกระเพาะ พอเช้ามาก็อ้วก
แต่
ถ้าไม่กินยาเคลือบกระเพาะ ปล่อยให้หายปวดเอง ก็จะไม่อ้วกตอนเช้าคะ
จะทำไงให้หายดีคะ เป็นมาหลายปีแล้ว
c_cin
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 488 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 159 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 29 พ.ย. 2549 (21:56) สุดยอด
tangmoboy205 (IP:125.24.133.89)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 5 ก.พ. 2550 (13:51) การรักษาที่ใช้ได้ผลตอนนี้ คืออะไรคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 8 ก.พ. 2550 (17:53) สังเกตแล้วจะเห็นว่า โรคกระเพาะจะเกิดอาการ เมื่อคนๆนั้น กินอาหารไม่เป็นเวลา อยากทราบว่า มันเกี่ยวกันไหม หรือว่าแบคที่เรียชนิดนี้ มันอาศัยกัดกินเศษอาหารในกระเพาะ พอไม่มีอาหารลงไปให้มันกิน มันเลยจัดการขย้ำกระเพาะซะเลย ง่ำ ๆ อร่อย ไม่ใช่สมมติฐานนะคะ แต่นึกถึงเสือที่หิวจัดนะคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 16 ก.พ. 2550 (16:08) เป็นความรู้ที่น่าทึ่งมากเลยคร้าบบบบบบบบบบบบบบบบบบ
คนหล่อ007 (IP:202.129.52.162)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 7 พ.ค. 2550 (22:59) เป็นภูมิแพ้และโรคกระเพาะที่เกิดแบคที่เรียH.pyloriอยู่ค่ะ อาการแรกเริ่มคือมีผื่นลมพิษเรื้อรัง อยากทราบข้อมูลต่างๆดังนี้ค่ะ
-ทำไมอาการเริ่มแรกถึงเป็นผื่นลมพิษ
-สาเหตุเกิดจากการที่ทานอาหารที่ไม่สะอาดจึงทำให้เกิดH.pyloriใช่ไหมคะ
-อยากทราบแนวทางการรักษาทางยาราคายามาตรฐานและผลข้างเคียงของสเตียรอย
-ทานยาที่รพ.มา15วันแล้วเริ่มตั้งแต่วันที่23เม.ย.ค่ายาแพงมากสามารถซื้อยาเองได้หรือไม่
-การที่เราจะทราบว่ารักษาหายแล้วจำเป็นต้องส่องกล้องดูกระเพาะด้วยหรือไม่
-ถ้าตั้งครรภ์ตอนนี้จะมีผลเสียต่อทารกอย่างไร
-โรคนี้ถ่ายทอดทางพันธุกรรมหรือเปล่า
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 45 7 พ.ค. 2550 (23:37) ตอนแรกเป็นผดผื่นคันพอเกาก็จะมีตุ่มน้ำเล็กๆขึ้นมาเป็นบางส่วนของร่างกายจะขึ้นแล้วก็หายไปเองในเวลาต่อมาและจะเป็นๆหายๆไปหาหมอครั้งแรกหมอไม่ทราบว่าเป็นอะไรก็ให้ยาแก้แพ้มาทาน1อาทิตย์แต่ก็ไม่หายคันซักทีแถมมีแผลเป็นอีกก็เลยเปลี่ยนที่ที่ใหม่หมอบอกว่าเป็นอีสุกอีใสรอบ2ก็ให้ยาแก้อักเสบยาแก้แพ้ยาทากันแผลเป็นมา1อาทิตย์ก็ไม่ดีขึ้นอาการคันที่เกิดครั้งนี้คือเหมือนผื่นลมพิษจะขึ้นเยอะมากๆทั้งตัวเลยยิ่งเกายิ่งคันแต่ไม่ขึ้นที่หน้าช่วงเวลาที่มีอาการลมพิษขึ้นจะเป็นช่วงก่อนเช้ามืดครั้งละ1ชั่วโมงและหายไปเองเป็นอย่างนี้5วันเริ่มรู้ตัวว่าไม่ใช่อีสุกอีใสแล้วก็เลยไปรพ.บำรุงราฎร์เพราะได้ยินมาว่าหมอเก่งมากๆก็เลยรู้ว่าเป็นภูมิแพ้แต่ไม่รู้ว่าเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุที่มีคือโรคไทรอย,โรคพุ่มพวง,โรคที่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์,เป็นพยาธิ,และสุดท้ายคือแบคที่เรียที่ชื่อ H.pylori งงสิคะตกลงเราเป็นอะไรกันแน่
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 46 8 พ.ค. 2550 (00:09) หลังจากตรวจเลือด,ปัสสาวะ,อจจาระแล้ววินิจฉัยสาเหตุที่เป็นลมพิษทั้งหมดก็ได้พบแบคทีเรียที่ชื่อH.pyloriเป็นสาเหตุที่ทำให้เป็นโรคกระเพาะและเป็นแผลแต่กว่าจะเจอหมอก็ให้ยาถ่ายพยาธิทานเรียบร้อยแล้ว ทีนี้งงหนักกว่าเดิมอีกเถียงหมอว่ามันจะเป็นไปได้ยังไงก็ไม่มีอาการปวดท้องเและทานอาหารตรงเวลาเริมเครียดค่ะว่าทำไมมันมาเป็นโรคนี้ได้วินิจฉัยผิดป่าวก็ที่ผ่านมาผิดหมดทั้งผื่นแพ้อาหาร,อีสุกอีใส,ลมพิษและที่สันนิฐานก็มีไทรอย,โรคพุ่มพวง,โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์,พยาธิ์,แล้วมาสรุปว่าเป็นโรคกระเพาะแถมอาการของโรคก็ไม่มีจะไม่งงได้ยังไงคะ คุณหมอก็บอกว่าสาเหตุของลมพิษก็คือโรคกระเพาะส่วนลมพิษคืออาการที่เกิดจากโรคกระเพาะที่มีแบคทีเรียที่ชื่อH.pyloriก็งงเหมือนเดิมเกิดมาไม่เคยได้ยินและไม่เคยเห็นมีคนเป็นโรคนี้เลยแต่ก็ลองเชื่อแบบงงๆอีกรอบจะเป็นไรไป แล้วก็รับยาแก้โรคกระเพาะมาทานแล้วอีก5วันนัดมาทำSkin Test
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 47 8 พ.ค. 2550 (00:31) น่าแปลกนะคะเป็นผื่นลมพิษทานยาแก้แพ้กับยาแก้อักเสบทั่วไปและยาลดบวมไม่หายแต่พอทานยารักษาโรคกระเพาะแค่วันเดียวลมพิษหายเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะทีนี้เริ่มจะเชื่อหมอคนนี้แล้วค่ะต่อมาก็ได้รับยาอีกเยอะมากๆส่วนใหญ่เป็นยาปฏิชีวนะ,ยาลดกรด,ยาแก้แพ้ทำนองนี้อ้อช่วงแรกๆมีพวกสเตียรอยด้วยแล้วก็นัดหมออีกคราวนี้ยาเยอะกว่าเดิมอีกต้องกินหลายวันมากผลค้างเคียงก็เยอะเช่นคลื่นใส้ขมปากตลอดเวลาผมรวงกราวเริ่มไม่ไหวเลยถามหมอว่าถาไม่รักษาต่อจะเป็นไงหมอตอบอย่างเรีบยเฉยว่ากระเพาะก็จะทะลุแล้วเป็นสาเหตุของโรคมะเร็งตกใจค่ะไปๆมาๆชั้นจะเป็นมะเร็งไม๊เนี่ยก็เลยต้องทนกินยาต่อเพราะหมอบอกว่ามียาต้านมะเร็งอยู่ในนั้นด้วยเฮ้อกลุ้มใจใครถามว่าเราเป็นอะไรอธิบายไม่ถูกเลยจริงๆ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 48 8 พ.ค. 2550 (00:45) ตอนนี้ก็ยังกินยาอยู่ผลข้างเคียงที่มีคือตัวบวม,น้ำหนักเพิ่ม,การรับรสเปลี่ยนไป,ผมร่วงยังสงสัยว่าไม่เคยมีประวัติเป็นโรคกระเพาะไม่รู้สึกปวดท้องสักนิดไม่รู้สึกอยากอาเจียนแถมอาการของโรคยังเกิดจากลมพิษทำไมอาการแตกต่างจากข้อมูลในนี้และเเทบจะไม่มีอาการที่เหมือนกันเลยแต่กลับเป็นโรคเดียวกันมีใครที่สามารถอธิบายได้บ้างคะจักขอขอบคุณอย่างยิ่งเพื่อที่จะนำไปเป็นแนวทางในการรักษาของดิฉันค่ะ ส่งข้อมูลมาทางE-mailนี้ก็ได้นะคะ
supanee_noon@hotmail.com
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 49 21 เม.ย. 2551 (20:57) ปัจจัยอื่นที่มีความสำคัญต่อการติดเชื้อ H.pylori ได้แก่ ปัจจัยทางพันธุกรรม และปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น อาหารที่มีไขมันมาก ภาวะความเครียดจากการทำงาน การสูบบุหรี่ และ ปริมาณ vitamin C ใน gastric juice ความสำคัญของปัจจัยเหล่านี้ในคนไทยยังไม่มีการศึกษามากนัก จำเป็นที่จะต้องมีการศึกษาค้นคว้าอย่างต่อเนื่องและจริงจัง จึงจะให้ผลที่นำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนป้องกันการติดเชื้อได้ในอนาคต
ถึงแม้ว่าการตรวจหาเชื้อ H.pylori จะทำได้หลายวิธี เช่น การส่องกล้องลงไปตัดชิ้นเนื้อมาพิสูจน์ การเพาะเชื้อ การตรวจหาantibodies ในน้ำลายและเลือด และการตรวจ breath test เป็นต้น แต่วิธีการตรวจหลายอย่างยังมีราคาแพงและไม่เหมาะกับการใช้ในประเทศไทย หากสามารถวิจัยจนได้วิธีที่เหมาะสมและมีความสะดวกสบายในการใช้ โดยเหมาะกับเศรษฐฐานะของคนไทยด้วยก็จะมีประโยชน์อย่างยิ่ง
ที่มา :
http://kmnrct.nrct.go.th/healthstategic/pdf/2541/organ/O06.pdf ความเห็นเพิ่มเติมที่ 50 26 มิ.ย. 2551 (18:24) ราคา ค่า ตรวจGastroscope และค่ายารักษา เมื่อพบเชื้อ H.Pylori.
ยังมีราคาแพง...........,มีวิธีป้องกันไม่ให้เชื้อนี้เข้าสู่กระเพาะอาหาร
หรือไม่