vcharkarn
Username : Password : จำไว้ตลอด | ลืมรหัสผ่าน | สมัครสมาชิก
facebooktwitter
โฟโตอิเล็กทริก ปรากฏการณ์ธรรมดาที่เปลี่ยนโลกทั้งใบ
ผศ. ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ (52,610 views) first post: Sat 21 January 2006 last update: Sat 21 January 2006
แสงคืออะไร ? เสมียนหนุ่มวัยแค่เพียง 26 ปี เจ้าหน้าที่รับหน้าที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์คนหนึ่ง ในกรุงเบอร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ชื่อ อัลเบริต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ที่เป็นพระเอกขี่ม้าขาว มาไขปริศนานี้ ได้อย่างชัดเจน

หน้าที่ 1 - ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่


ผศ.
ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ


ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ

สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT)

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม




จะดีแค่ไหน หากความคิดของเรา ผลงานที่ออกจากสมองของเราเอง จะถูกจดจำ และกล่าวขานถึง
ของคนทั้งโลก แม้เวลาจะผ่านไป 100 ปี ว่าเป็นความคิดดีๆที่เปลี่ยนโลกนี้ไปทั้งใบ




มีปรากฏการณ์มากมายที่เกิดอยู่รอบตัวเราทุกๆวัน เหตุการณ์เดียวกันหากต่างคนมอง ย่อมเข้าใจลึกซึ้งแตกต่างกัน
บางเหตุการณ์ที่หลายคนมองว่าเป็นเรื่องธรรมดา เป็นเรื่องธรรมชาติ เช่น ทำไมตาเรามองเห็น ? แสงคืออะไร ? โดยไม่เคยคิดหาเหตุผลว่าเป็นเพราะอะไร หรือบางเรื่องที่อาจ ไม่มีใครในโลกนี้รู้คำตอบ
หรือเป็นเหตุการณ์ ที่ไม่มีใครเคยเข้าใจมาก่อน คงจะดี ถ้าโลกจดจำว่าเรา เป็นส่วนหนึ่งในคำตอบ หรือเหตุผลที่มาอธิบายเหตุการณ์เหล่านั้น




เหมือนกับเหตุการณ์เล็กๆเหตุการณ์หนึ่ง ที่กลุ่มคนกลุ่มหนึ่งที่ผมกำลังจะเล่าถึง ได้พยายามอย่างที่สุด ที่จะหาคำอธิบาย และเมื่อผลงานโดยรวมของพวกเค้าสำเร็จลง มันก็เป็นผลงานที่พาโลก ก้าวไปสู่อีกยุคหนึ่งของฟิสิกส์




ปรากฏการณ์ที่ผมกำลังพูดถึงคือ ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ซึ่งเป็นปรากฏการณ์
ที่เมื่อแสงตกกระทบกับแผ่นโลหะ แล้วทำให้มีอิเล็กตรอนหลุดออกจากโลหะได้ ปรากฏการณ์นี้ถูกพบครั้งแรก
โดยความช่างสังเกตุของคุณ ไฮน์ริก เฮิร์ทซ์ (Heinrich Hertz) ในปี 1887 ในขณะที่เฮิร์ทซ์
กำลังทำการทดลองอยู่กับเครื่อง Spark-Gab generator (เป็นอุปกรณ์ยุคแรกๆที่ใช้ในการส่งสัญญาณวิทยุ)
เฮิร์ทซ์ พบว่าเครื่องส่งสัญญาณนี้จะทำงานดีขึ้น หากมีแสงอุลตร้าไวโอเลตมาตกกระทบบนอุปกรณ์
ซึ่งก็สร้างความฉงนให้เฮิร์ทซ์ได้ไม่น้อย



Heinrich Hertz




ภาพที่ 2 แสดงโต๊ะทดลองของ Hertz


คนที่อาสา เข้ามาช่วยค้นหาคำตอบ ที่จะไขปริศนานี้ให้กระจ่างขึ้น คือ ฟิลิป เลนาร์ด (Philipp Lenard)
ซึ่งขณะนั้นเป็นผู้ช่วยของเฮิร์ทซ์ เลนาร์ดได้พยายามทำการทดลอง เพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับคำตอบของคำถามที่พบโดย Hertz เป็นเวลากว่า 10 ปี ในการออกแบบและปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ เพื่อทดสอบปรากฏการณ์นี้โดยเฉพาะ ซึ่งในเวลาถัดมา เค้าก็ประสบความสำเร็จ ในการคิดค้นอุปกรณ์อย่างง่าย และความถูกต้องสูง
(ดังภาพที่ ในหน้าถัดไป)





หน้าที่ 2 - พระเอกขี่ม้าขาว ที่ชื่อ อัลเบริต ไอน์สไตน์
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่


ผศ.
ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ


ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ

สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT)

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม




ชุดอุปกรณ์นี้ เริ่มจากแหล่งกำเนิดแสงด้านซ้ายมือ ที่ส่องแสงผ่านปริซึม เพื่อแยกเอาเฉพาะแสงในช่วงความถี่ที่ต้องการ
แสงความถี่ที่ถูกเลือกแล้ว ก็จะผ่านช่องเล็กๆ ก่อนจะตกกระทบกับแผ่นโลหะ ตรงนี้เอง
ที่จะมีอิเล็กตรอนหลุดออกจากแผ่นโลหะ ซึ่งเลนาร์ดต้องการวัดพลังงาน ของอิเล็กตรอนที่หลุดออกมา
โดยการต่อกระแสไฟฟ้า ในทิศทางที่สวน กับการวิ่งของอิเล็กตรอน คือ ขั้ว(แผ่นโลหะ)
ที่อิเล็กตรอนวิ่งเข้าหาก็ต่อไว้กับขั้วลบ เพราะจะเกิดแรงผลัก จากสนามไฟฟ้าที่กระทำต่อตัวอิเล็กตรอน
โดยหากว่าสนามไฟฟ้าต้านอ่อนไป อิเล็กตรอน ก็ยังวิ่งฝ่าสนามไฟฟ้าไปได้ เพราะพลังงานที่ได้รับมาจากแสง
แต่ถ้าสนามไฟฟ้าแรงไป ก็จะไม่มีอิเล็กตรอนหลุดออกมาหรือวิ่งไปไมุ่ถึง






ภาพที่ 3 แสดงถึงอุปกรณ์การทดลองเรื่องโฟโตอิเล็กทริกที่คิดค้นโดย ฟิลิป เลนาร์ด

(ที่มา: http://nobelprize.org/physics/educational/quantised_world/waves-particles-1.html)




ดังนั้นหากปรับค่าสนามไฟฟ้าให้มีความแรงพอดีแล้วทำให้อิเล็กตรอนหลุดไปถึงอีกขั้วได้พอดีเป๊ะ
เราก็สามารถประมาณพลังงานของอิเล็กตรอนที่หลุดออกมา ได้จากการคำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการต้านทานการวิ่งของอิเล็กตรอนนั่นเอง

จากการทดลองของเลนาร์ด พบว่าเมื่อมีลำแสงตกกระทบ กับแผ่นโลหะ ก็จะทำให้เกิดรังสี
ที่เค้่าเรียกว่ารังสีคาโทด (Cathods - ซึ่งในภายหลัง ก็ทราบว่าแท้จริงแล้ว มันไม่ใช่รังสี
แต่เป็นอิเล็กตรอน) และสามารถตรวจวัดพลังงานของอิเล็กตรอน ที่หลุดออกมาได้อย่างแม่นยำ


แต่ที่เป็นปัญหาก็คือว่า นักวิทยาศาสตร์ยุคนั้น ไม่สามารถใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับแสง ที่มีอยู่ อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน




คำอธิบายที่พอจะหาได้ในตอนนั้นก็คือว่า อิเล็กตรอนบนแผ่นโลหะได้รับพลังงานจลน์จากแสง
(ที่เข้าใจกันว่าเป็นคลื่น) ที่ตกกระทบแผ่นโลหะ โดยที่คลื่นแสง ถ่ายทอดพลังงาน
ให้อิเล็กตรอน เหมือนกับคลื่นทะเลพาหิน จากพื้นทะเลมาที่ชายฝั่ง (ขอให้สังเกตุว่าคำอธิบายนี้บอกว่า
เป็นพลังงานจากคลื่นทะเล ไม่ใช่ น้ำ ที่เป็นตัวพาหินมาสู่ชายฝั่ง) แต่นั่นก็แปลว่า
โดยทฤษฎีแล้ว พลังงานที่ถูกถ่ายทอด ไปให้ก้อนหินที่โดนคลื่นซัด น่าจะเป็นสัดส่วนโดยตรงของความแรงคลื่น
(เช่น เมื่อคลื่นแรงก้อนหินก็ปลิวไปไกล) เช่นเดียวกัน พลังงานของอิเล็กตรอน ที่หลุดออกมาน่าจะเป็นสัดส่วนตรง
ขึ้นกับความเข้มของแสงที่ส่องลงไป


แต่สิ่งที่เลนาร์ดพบจากการทดลอง กลับทำให้โลกของฟิสิกส์สมัยนั้นถึงกับตลึง เพราะไม่สามารถอธิบายได้ว่า
ทำไมพลังงานของอิเลคตรอน ที่หลุดออกมาจากแผ่นโลหะ จึงไม่ประพฤติตัว แบบเดียวกับก้อนหิน
ที่โดนคลื่นตามสมมติฐาน ผลการทดลองของเลนาร์ดบอกว่า พลังงานของอิเลคตรอนที่หลุดออกมานั้น
ไม่ขึ้นกับความเข้ม(ความสว่าง) ของแสงเลยแม้แต่น้อย (ความเข้มแสงเปรียบได้กับความสูงของคลื่นทะเล)
เลนาร์ดทำการทดลอง ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในหลายๆข้อจำกัด ก็ยังได้ผลเหมือนเดิม


และอีกปริศนา ที่สร้างความสับสนจากการทดลอง ก็คือ ถ้าแสงมีความถี่ต่ำกว่าค่าค่าหนึ่งแล้ว
(ภายหลังค่าความถี่นี้ถูกตั้งชื่อว่า ความถี่ขั้นต่ำ (cut-off frequency)) จะไ่ม่มีอิเล็คตรอนหลุดออกมาเลย
แต่เมื่อไหร่ ที่แสงที่ตกกระทบแผ่นโลหะ มีความถี่มากกว่าค่าดังกล่าว ก็จะมีอิเล็กตรอนบางตัว
ที่สามารถถูกผลักให้หลุดออกมาได้ และอิเลคตรอนที่หลุดออกมานี้ กลับมีพลังงานเป็นสัดส่วนตรงกับความถี่
ทั้งที่ทฤษฎีคลื่นของแสง ทำนายว่า ไม่ว่าคลื่นแสงความถี่เท่าใด ก็น่าจะมีพลังงานพอ
ที่จะถ่ายทอดให้อิเลคตรอนได้หลุดออกจากโลหะได้


ปริศนาของเรื่องโฟโตอิเล็กทริก ได้ถูกไขอย่างกระจ่าง ในเวลาต่อมาไม่นานนัก



แต่คนที่อธิบายเรื่องนี้ได้ กลับไม่ใช่คนในวงการมหาวิทยาลัย ที่เป็นที่นับหน้าถือตาของคนยุคนั้น
แต่กลับเป็นเสมียนหนุ่มวัยแค่เพียง 26 ปี เจ้าหน้าที่รับหน้าที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์คนหนึ่ง
ในกรุงเบอร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ชื่อ อัลเบริต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
ที่เป็นพระเอกขี่ม้าขาว มาไขปริศนานี้ได้อย่างชัดเจน





หน้าที่ 3 - โนเบลฟิสิกส์ รางวัลแด่คนช่างฝัน
เจ้าของงานเขียน แก้ไขหน้านี้ ได้ที่นี่


ผศ.
ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ


ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ

สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT)

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม



บทความวิชาการของไอน์สไตน์ อธิบายปริศนาของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ได้อย่างสวยงาม
เพียงแค่อาศัยสมมติฐานเบื้องต้นว่า แสงที่ถูกส่องไปยังโลหะนั้น ประพฤติตัวเสมือนหนึ่งว่า
ประกอบไปด้วยกลุ่มของอนุภาค ที่ภายหลังเรียกว่าอนุภาคแสง หรือ โฟตอน (photon) (คำนี้ถูกตั้งโดย
กิลเบอร์ต ลูอิส (Gilbert Lewis) ในปี 1926)

สมมติฐานดังกล่าว ก็ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แบบคิดเอาเอง (เหมือนสมัยที่ ไอแซค นิวตัน ซึ่งเป็นคนแรกของโลก ที่เคยตั้งข้อสังเกตุว่า แสงเป็นอนุภาค มา 200 ปี ก่อนหน้าไอน์สไตน์แล้ว) แต่เกิดจากการคำนวณ ต่อยอดมาจากกฏของเวนน์ ที่ว่าด้วยการกระจายความยาวคลื่นแสง ของวัุตถุเปล่งรังสีความร้อน และบทความวิชาการของแพลงค์ (ที่ตีพิมพ์ในปี 1900) ว่าด้วยเรื่องของพลังงานประหนึ่งเป็นกลุ่มของพลังงาน (Quanta)



เมื่อคิดว่าเป็นอนุภาค การอธิบายการถ่ายเทพลังงานของอนุภาค 2 ตัวชนกัน ก็ทำได้ง่ายขึ้น (แม้จะไม่เหมือนกับการถ่ายเทพลังงานของวัตถุใหญ่ซะทีเดียว) และเป็นไปตามกฏอนุรักษ์พลังงาน (แม้ภายหลัง ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคน
รวมถึง ริชาร์ด ฟายน์แมน (Richard Fyneman) จะอธิบายขยายความต่อ เรื่องของโฟตอน กระทำกิริยากับอิเล็กตรอน ได้อย่างลึกซึ้งเพิ่มขึ้น)



อย่างไรก็ตาม การอธิบายว่า แสงเป็นก้อนของพลังงาน หรืออนุภาคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย




หนึ่ง ก็เพราะแทบจะทุกคนในยุคนั้น เชื่ออย่างสนิทใจ ว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (จากกฏคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์)




สอง ก็เพราะอนุภาคควรจะมีมวล แต่อนุภาคของแสงไม่มีมวล (แต่กลับมีโมเมนตัม - คลาสสิคอลฟิสิกส์
บอกว่าโมเมนตัม เกิดจากมวลคูณกับความเร็ว) แม้ผลจากการคำนวณของไอน์สไตน์พบว่า อนุภาคของแสงจะมีพลังงาน
เป็นแบบคงที่ โดยที่มีขนาดของพลังงาน ขึ้นอยู่กับความถี่ของแสง (ถ้าแสงมีความถี่เดียว(เช่นเลเซอร์)
พลังงานของแต่ละอนุภาคแสง จะมีค่าเท่ากันเสมอ) โดยมีค่าเท่ากับผลคูณ ของค่าคงที่ของแพลงค์
(h ซึ่งมีค่าประมาณ 6.626 x 10-34) และความถี่ของแสง (f)



ไอน์สไตน์ได้ทำการตีพิมพ์ผลการคำนวณ เกี่ยวกับเรื่องปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก เป็นบทความวิชาการ
เป็นครั้งแรกเป็นภาษาเยอมันในปี 1905 และมีคนนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษในภายหลัง และนำเผยแพร่อีกครั้งบนวารสารวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ
American Journal of Physics ในปี 1965 (A. B. Arons and M. B. Peppard, Einstein's
Proposal of the Photon Concept - a Translation of the Annalen der Physik Paper
of 1905, American Journal of Physics, Vol 33, No. 5, พฤษภาคม 1965 หน้า 367) ซึ่งสามารถหาอ่านได้ในปัจจุบัน
(download มาอ่านเล่นแก้เหงา และโรคนอนไม่หลับได้ที่นี่
einsteinpaper.pdf
326 KB)



ผลงานตีพิมพ์ชิ้นนี้ เป็นหนึ่งในสามผลงาน ที่ไอน์สไตน์เผยแพร่ในปี 1905 ที่หลายคนยกให้เป็นปีทองของฟิสิกส์
ในงานชิ้นนี้ ไอน์สไตน์ได้เสนอแนวคิดของ "โฟตอน" เพื่อที่จะใช้อธิบายปรากฏการณ์
ที่เรียกว่าโฟโตอิเล็กทริก และเป็นผลงานชิ้นนี้ ที่ทำให้ไอน์สไตน์ได้รางวัลโนเบล
ผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงทำให้ ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลสูงสุดของนักวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นผลงาน
ที่จุดประกายนักฟิสิกส์ทั่วโลก ให้เกิดแนวคิดใหม่ด้านฟิสิกส์ ที่เรียกว่า ฟิสิกส์ควอนตัม
ที่เปลี่ยนความคิดในการมองโลก ผ่านสูตรฟิสิกส์ไปเป็นอีกยุคนึง ตอนนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่า
ผลการอธิบายปรากฏการณ์เล็กๆ อย่างโฟโตอิเล็กทริก จะเปลี่ยนความคิดของนักฟิสิกส์ เกือบทั้งโลกในเวลาต่อมา



อย่างไรก็ตามหลายคนในยุคนั้น ไม่เชื่อการคำนวณบนกระดาษ และหลายคนพยายาม ทำการทดลอง
เพื่อพิสูจน์ว่าไอน์สไตน์คิดผิด โรเบอร์ต มิลิแกน (Robert A Millikan) ซึ่งขณะนั้นอยู่ทีสหรัฐอเมริกา
ก็เป็นหนึ่งในนั้น มิลิแกนใช้เวลาเกือบ 10 ในการสร้างอุปกรณ์ ที่มีความแม่นยำ และความละเอียดสูง
ในการทดลองเรื่องของประจุของอิเล็กตรอน และการทดลองทดสอบทฤษฎีของไอน์สไตน์ ในเวลาเดียวกัน
แต่ผลที่ออกมา กลับเป็นการพิสูจน์ว่าทฤษฎีไอน์สไตน์ ได้ทำนายไว้ก่อนหน้านี้เป็นจริง




พัฒนาการของโฟโตอิิเล็กทริก
ค.ศ. เหตุการณ์
1704 กว่า 300 ปี มาแล้วที่ ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) ได้เสนอแนวคิดในบทความวิชาการ
5 หน้ากระดาษ ว่าแสงประกอบไปด้วยอนุภาคเล็กๆและถูกปล่อยออกมาจากวัสดุเรืองแสง
ซึ่งทฤษฎีนี้ก็ได้รับการยอมรับกันแพร่หลาย จนถึงศตวรรษที่ 19 ที่ทฤษฎีนี้ถูกล้มล้างด้วยความคิดที่ว่าแสงเป็นคลื่น
โดยแมกซ์เวล์
1865 แมกซ์เวล์ (James Maxwell) ทำนาย(จากการคำนวณ)ว่า แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิิดหนึ่ง
1887 ไฮน์ริก เฮิร์ทซ์ (Heinrich Hertz) สนับสนุนความคิดของแมกซ์เวลลฺ์ และพบว่าเครื่องส่งสัญญาณวิทยุ
Spark-Gab generator ทำงานดีขึ้น หากมีแสงอุลตร้าไวโอเลตมาตกกระทบบนอุปกรณ์
เป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก
1899 ฟิลิป เลนาร์ด (Philipp Lenard) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ทำการทดลองเพื่อหาสาเหตุตามของสังเกตุของ
เฮิร์ทซ์ โดยการฉายแสงที่มีความถี่เดียวลงบนแผ่นโลหะ เค้าพบว่ามีอิเล็กตรอนจำนวนหนึ่งถูกผลักให้หลุดออกจากโลหะ
1905 ฟิลิป เลนาร์ด ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ สำหรับผลงานเรื่องโฟโตอิเล็กทริก
1905 อัลเบริ์ต ไอน์สไตน์ ตีพิมพ์ผลงานเรื่อง แสงเป็นกลุ่มของพลังงาน (มีลักษณะที่จะเป็นอนุภาคมากว่าจะเป็นคลื่น)
เพื่ออธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก
1912 โรเบอร์ต มิลิแกน (Robert A Millikan) ทำการทดลองที่มหาวิทยาลัยชิคาโก โดยเครื่องมือที่มีความละเอียดสูง
เพื่อพิสูจน์ว่าความคิดของไอน์สไตน์เป็นไปไม่ได้ แต่ผลการทดลองตลอดระยะเวลา
10 ปี กลับไม่เป็นอย่างที่มิลิแกนคิด แต่ยิ่งเป็นการพิสูจน์ว่าความคิดของไอน์สไตน์ถูกต้องไร้ที่ติ
1921 อัลเบริ์ต ไอน์สไตน์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์
1923 โรเบอร์ต มิลิแกน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์


ฟิลิป เลนาร์ด

ได้รางวัลโนเบล ปี 1905
อัลเบริ์ต ไอน์สไตน์

ได้รางวัลโนเบล ปี 1921
โรเบอร์ต มิลิแกน

ได้รางวัลโนเบล ปี 1923


รายชื่อและรูปของผู้ได้รับรางวัลโนเบล

และมีผลงานเกี่ยวเนื่องกับปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก



จริงๆแล้วเรื่องราว ของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก เป็นส่วนเล็กๆของ เรื่องราวของการถกเถียงกันว่าแสงเป็น
คลื่น หรือ อนุภาค หรือ เป็นทั้งสองอย่าง หรือเป็นอะไรที่เราไม่รู้จัก และจินตนาการไม่ถึงกันแน่ มีเรื่องราวสนุกสนานเกิดขึ้นมากมายในช่วง
300 ปีตั้งแต่ นิวตัน จนถึง QED ของไฟน์แมน



แหม! แต่เนื้อที่หมดแล้วครับ มีเวลาจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกครับ



เอกสารอ้างอิง

• ภาพประกอบในบทความทั้งหมดนำมาจาก เว็บไซท์รางวัลโนเบล, www.nobelprize.org

• Ralph Baierlein, “Newton to Einstein: The Trail of Light”, ISBN-10: 0521423236,
Cambridge University Press




บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน วารสาร อัพเดท


เกี่ยวกับผู้เขียน
ผศ. ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ (เป็น 1
ใน 3 ผู้ก่อตั้ง วิชาการ.คอม) จบ ม.ต้น จากโรงเรียนเบญจมราชูทิศ
จังหวัด นครศรีธรรมราช ก่อนที่จะเข้ารับทุนการศึกษาโครงการ พสวท
และเรียนต่อ ม.ปลายที่ โรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัย
จังหวัดสงขลา และสำเร็จการศึกษาปริญญาตรี ด้วยเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง
ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
และ ปริญญาเอก จาก King's College,
London
มหาวิทยาลัยลอนดอน ประเทศอังกฤษ (ด้วยทุนการศึกษา โครงการ
พสวท. ตั้งแต่ ม.4 จน จบ ป.เอก)


ปัจจุบัน ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ มีตำแหน่งเป็น ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประจำภาควิชาไอที (http://www.siit.tu.ac.th/bunyarit) ที่ สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร แห่ง มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์


ดร. บุญญฤทธิ์ เป็นอีกหนึ่งท่าน ที่ขอเป็นอีกแรง ช่วยผลักดัน การเผยแพร่เรื่องราวดีๆ
สู่ประเทศไทย ผ่านวิชาการ.คอม



*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและแหล่งข้อมูลทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
Creative Commons License
สงวนสิทธิ์ภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง



จำนวน 31 ความเห็น, หน้า | 1 | 2 |
ความเห็น 20 13 ก.พ. 2549 (21:51)
!!!ทามไงให้ได้ทุนเรียนสูงๆอย่างง้านบ้างอ่ะคะ เก่งจัง ^_^
Inlove Physic (IP:61.47.121.138,,)

ความเห็น 21 13 ก.พ. 2549 (21:55)
^_^ ^_^ ชอบวิชาการ.คอมจังเลย มีคนเก่งๆให้ความรู้ด้วย
phyPhy (IP:61.47.121.138,,)

ความเห็น 23 19 ก.พ. 2549 (22:12)
ใครก็ได้ช้วยทีแสงคืออะไร? ไม่เอาคุณสมบัติ ไม่เอาเป็นได้ทั้งอนุภาและคลื่น
MP9 (IP:203.113.40.74,,)

ความเห็น 25 20 ก.พ. 2549 (19:19)
copy ความเห็นเพิ่มเติมที่12 และ 14

ขอถามหน่อยนะครับ.. ++ ถ้าหากเราอยู่ในอวกาศแล้วพบวัตถุขนาดไม่ใหญ่นัก เเล้วต้องการรู้นำหนักจะวัดได้รึเปล่า

ถ้าหากมีอุปกรณ คือ

1.สปริง (รู้ค่า k ค่านิจของสปริง) 2.รู้ว่าเราใช้แรงดึงเท่าไร

!! ขอบุณมากครับผม !!

โดย: ตจว.อยากรู้ [IP: 203.113.71.136,,] วันที่ 2 ก.พ. 2549 - 21:57:21



ตอบคำถามคุณ12 ได้ครับ ถึงแม้ว่าในอวกาศจะไม่มีแรงดึงดูดเหมือนกับโลก อวกาศ=ไม่มีแรงดึงดูด แค่นี้คงจะรู้ได้แล้วนะครับ คงไม่ต้องบอก วิธีวัดน้ำหนักในอวกาศคือใช้สปริงดึงวัตถุนั้นที่ความเร็วคงที่ น้ำหนักของวัตถุก็เท่ากับแรงดึงที่คงที่นั้นแหละครับ

โดย: IQ-คันซากิ อุรูมิ [IP: 61.19.162.38,,] วันที่ 3 ก.พ. 2549 - 09:50:00



สงสัยจัง.. ในอวกาศไม่มีแรงดึงดูด ทำไมดาวเดราะห์จึงโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้ ถ้าไม่มีแรงดึงดูดหรือแรงโน้มถ่วงจริงวัตถุในอวกาศนั้นไม่ว่าก้อนเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีน้ำหนักเหมือนกัน( เข้าใจถูกหรือเปล่า) แล้วแรงดึงคงที่ (แรงคงที่)จะได้มาซึ่งความเร็วที่คงที่หรือ(บนพื้นโลกไม่น่าได้นะ แต่ในอวกาศเป็นยังไงไม่รู้) หากสามารถวัดแรงที่ปรากฎได้แรงนั้นจะเป็น นน.ของวัตถุหรือเป็นแรงต้านอะไรสักอย่างที่กระทำต่อวัตถุเช่นแรงต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ ทั้งทิศทางหรือระยะทางและความเร็ว ของวัตถุนั้น ก็ได้ แหม..งงจริง ๆ ไครรู้ช่วยตอบหน่อย
เศรษฐ์ (IP:203.188.3.60,,)

ความเห็น 26 21 ก.พ. 2549 (12:28)
ความคิดดีนิ
552266@chaiyo.com (IP:203.172.224.154,192.168.1.144,)

ความเห็น 30 25 ก.พ. 2549 (08:15)
น้ำหนักนั้น หมายความว่าเเรงๆหนึ่งซึ่งกระทำอยู่ในสถานที่ที่มีเเรงโน้มถ่วง ส่วนมวลนั้นจะมีอีก ความหมายหนึ่งเเต่มีใจความเดียวกัน เเต่เรื่องของเเรงดึงดูด มีทฤษฎีว่าด้วยเเรงดึงดูดระหว่างมวล เพราะอย่างงี้การคำนวณมวลของดาวเคราะส่วนใหญ่ จึงใช้การเบื่ยงเบนไปของวิถีของยานอวกาศ จะสามารถคำนวณได้ เช่น การทำเเผนที่เเรงโน้มถ่วงของโลก นั้นได้โดยการนำดาวเทียม 2 ดวง มาโคจรใกล้กัน เมื่อดวงเเรก ถูกเเรงโน้มถ่วง จะทำให้ระยะห่างของดาวเทียม 2 ดวงไม่เท่ากันเเล้ว นำมาคำนวณว่าเเรงโน้มถ่วงนั้นมีค่าตามทฤษฎีหรือมากกว่า ใช้วิธีนี้กับดาวต่างๆด้วย
paopao เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน51 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 31 25 ก.พ. 2549 (08:19)
เเละในสุญญากาศ นั้นเเทบจะไม่มีเเรงต้านอยู่เลยเเต่จะมีเเรงดึงดูจากดาวมากกว่า

เเละ ขอถาม ว่า สมมุติ เรามี ดาวอยู่1ดวง เเละเมื่อตอนดาวเกิดใหม่ๆนั้น ถูกอถตกาบาตชนที่ข
paopao เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน51 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 32 25 ก.พ. 2549 (08:20)
ต่อ ชนที่ ขั้วเหนือด้วยความเเรงมากๆอยากทราบว่า เเกนของดาวนั้น จะหมุนไปตามเเรงของดาว หรือ จะคงที่
paopao เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน51 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 33 25 ก.พ. 2549 (08:23)
เเละวัตถุที่เคลื่อนที่นั้นจะต้วงมีเเรงมากระทำให้เคลื่อน ที่เสมอเเต่ถ้าเเรงต้านนั้น บนพื้นโลกอาจจะเทียบได้กับ เเรงเสียดทานของวัตถุ
paopao เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน51 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 34 2 มี.ค. 2549 (19:25)
คห. 25



ในอวกาศมีแรงดึงดูดนะ(จากสูตร คห 6 แรงดึงดูดไม่มีทางเป็นศูนย์) แต่มวลของวัตถุไม่ใหญ่ค่ะ แรงดึงดูดระหว่างวัตถุที่อยู่รอบ ๆ มานจึงมีผลต่อมันน้อย ดูเหมือนจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ แล้วก้อคุณ 14 บอก ดึงด้วยความเร็วคงที่ แรงคงที่ ก้องงเหมือนกันค่ะ แต่คิดว่าเรารู้แรงดึง รู้เวลาที่ใช้ดึงจนวัตถุเลื่อนแล้ว รู้ระยะทางจาก k (k = F/S) ก้อจะรู้ความเร็ว ก้อหามวลได้จากพลังงานจลน์ค่ะ (ที่จิงน่าจามีวิธีคิดง่ายก่านี้อีกต้องขอคำชี้แนะอีกค่ะ)
eika เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน10 ครั้ง - ดาว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 35 25 มี.ค. 2549 (10:11)
ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ

มีโอกาสอยากเขียนบ้างจังครับ
suwatra เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 37 2 ก.ค. 2549 (14:14)
ThAnk yOu !!



เขียนได้ดีมากครับ อจ.
i^olo^ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน3 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 38 7 ก.ค. 2549 (23:37)
ได้ความรู้จริงๆครับ

ผมชอบ ไอน์สไตน์มากๆเลย
Sir Arthur Conan doyle เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน24 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 39 19 ส.ค. 2549 (13:20)
อยากถามครับอาจารย์ (หรือใครจะตอบแทนก็ได้ครับ จะถูกหรือผิดไม่สำคัญ อยากทราบความคิดเห็น)



1. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำไมมีความเร็วคงที่ ไม่ว่าจะเป็นย่านความถี่ใดก็ตาม และอะไรทำให้คลื่นแม่เหล้กไฟฟ้ามีความเร็วคงที่?

2. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (โฟตอน) (มีคุณสมบัติเป็นอนุภาคด้วยและเป็นคลื่นด้วย) ถ้าเคลื่อนที่ไฟได้ระยะทางหนึ่ง ความร็วลดลงหรือไม่ และความถื่และความยาวคลื่นมีการเปลี่นแปลงหรือไม่? (เช่นแสงสีม่วงสุดท้ายจะเป็นแค่อินฟราเรดอะไรทำนองนี้ เป็นอย่างนี้หรือเปล่าครับ)



ขอบคุณครับ
thawankesmala เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1361 ครั้ง - ดาว 283 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 40 31 ส.ค. 2549 (22:11)
เพิ่มเติมความเห็นที่25



ที่ยกตัวอย่างว่าดาวเคราะห์หมุนรอบดวงอาทิตย์น่ะ มันเป็นเพราะแรงดึงดูดระหว่างมวลไม่ใช่หรือ



ส่วนความเห็นที่39นั้น

ข้อแรก ไม่รู้จริงๆอ่ะ

ข้อ2 ความเร็วไม่ลดลง(นะถ้าจำไม่ผิด) ความยาวคลื่นเปลี่ยนไม่ได้ไม่ใช่รึ
Minamoto เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 41 29 ธ.ค. 2549 (10:15)
มีดีมาดกว่านี้
บู ณ โนนเจริญครีบ (IP:203.113.57.36)

ความเห็น 42 3 ม.ค. 2550 (11:59)
เคยศึกษาเกี่ยวกับ ไอน์สไตน์มาบ้างเล็กน้อย ก็เลยขอแจมบ้างน่ะครับ

ผมว่าเว็บนี้น่าจะมีประโยชน์กับคนไทยและชาวโลกมากๆเลยครับ

ขอให้เว็บนี้อยู่คู่คนไทยและชาวโลกทุกๆคนตลอดไปครับ
เพชร (IP:125.26.53.22)

ความเห็น 43 10 มี.ค. 2550 (20:47)
โอ้ว...

งั้น ขอถามไรหน่อยนะครับ

ใน วงโคจรของดาวแต่หล่ะดวงเนี่ย มานไม่มี พวก เนบิวลา หรือ ดาวเคราะห์ น้อยๆ ขวางอยู่เหรอ

แล้วถ้ามีมานจะกระทบ ต่อระยะเวลา การโครจของดาวดวงนั้นๆ หรือป่าวครับ



ปล. ยังเหลือแกหลายข้อ เด๋วมาถามใหม่ครับ
† G 0 |2 N † เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน54 ครั้ง - ดาว 149 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 44 19 ก.ย. 2550 (10:55)
คนไทยก็เก่งไม่แพ้คนต่างชาติ



เวปบอร์ดนี้เต็มเปี่ยมด้วยผู้ที่มีความรู้จริงๆ



นับถือๆ
Tanmodify เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน843 ครั้ง - ดาว 257 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็น 45 1 ก.ค. 2554 (08:52)
ชอบลำดับการนำเสนอค่ะ
nosart เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปัน1 ครั้ง - ดาว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาว




อ๊อฟ
(บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 36,944 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 11 ปี
แบ่งปันความรู้ 804 ครั้ง
ได้รับดาว 262 ดวง

โหวตเพิ่มดาว

 



ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
องค์ความรู้ เว็บเพื่อนบ้าน
  • scimath
  • ฟิสิกส์ราชมงคล
  • โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์
  • ติดต่อเรา ข้อมูลทั่วไป
  • ติดต่อลงโฆษณา
  • ร่วมงานกับเรา
  • ติดต่อสำนักงานวิชาการ
  • หน้าแรกวิชาการดอทคอม
  • วิชาการดอทคอมคือใคร
  • กฎ กติกา มารยาท
  • ผู้สนับสนุน คลิีกดูสถิติ
    อีเมล : star@vcharkarn.com
    โทรศัพท์ : 02-9620127
    Creative Commons License สงวนสิทธิ์บางประการภายใต้สัญญาอนุญาต ครีเอทีฟคอมมอนส์ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 3.0 ประเทศไทย.
    ท่านสามารถนำเนื้อหาในส่วนบทความไปใช้ แสดง เผยแพร่ โดยต้องอ้างอิงที่มา ห้ามใช้เพื่อการค้าและห้ามดัดแปลง
    Page generated in1.3303 seconds !