 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/321" type="text/javascript"></script> |
|
|
โฟโตอิเล็กทริก ปรากฏการณ์ธรรมดาที่เปลี่ยนโลกทั้งใบ
แสงคืออะไร ? เสมียนหนุ่มวัยแค่เพียง 26 ปี เจ้าหน้าที่รับหน้าที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์คนหนึ่ง ในกรุงเบอร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ชื่อ อัลเบริต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein) ที่เป็นพระเอกขี่ม้าขาว มาไขปริศนานี้ ได้อย่างชัดเจน
post ครั้งแรก: Sat 21 January 2006, 12:16 am ปรับปรุงล่าสุด: Sat 21 January 2006, 12:16 am
|
หน้าที่ 2 - พระเอกขี่ม้าขาว ที่ชื่อ อัลเบริต ไอน์สไตน์
ผศ.
ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ
ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT)
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
ชุดอุปกรณ์นี้ เริ่มจากแหล่งกำเนิดแสงด้านซ้ายมือ ที่ส่องแสงผ่านปริซึม เพื่อแยกเอาเฉพาะแสงในช่วงความถี่ที่ต้องการ
แสงความถี่ที่ถูกเลือกแล้ว ก็จะผ่านช่องเล็กๆ ก่อนจะตกกระทบกับแผ่นโลหะ ตรงนี้เอง
ที่จะมีอิเล็กตรอนหลุดออกจากแผ่นโลหะ ซึ่งเลนาร์ดต้องการวัดพลังงาน ของอิเล็กตรอนที่หลุดออกมา
โดยการต่อกระแสไฟฟ้า ในทิศทางที่สวน กับการวิ่งของอิเล็กตรอน คือ ขั้ว(แผ่นโลหะ)
ที่อิเล็กตรอนวิ่งเข้าหาก็ต่อไว้กับขั้วลบ เพราะจะเกิดแรงผลัก จากสนามไฟฟ้าที่กระทำต่อตัวอิเล็กตรอน
โดยหากว่าสนามไฟฟ้าต้านอ่อนไป อิเล็กตรอน ก็ยังวิ่งฝ่าสนามไฟฟ้าไปได้ เพราะพลังงานที่ได้รับมาจากแสง
แต่ถ้าสนามไฟฟ้าแรงไป ก็จะไม่มีอิเล็กตรอนหลุดออกมาหรือวิ่งไปไมุ่ถึง
ภาพที่ 3 แสดงถึงอุปกรณ์การทดลองเรื่องโฟโตอิเล็กทริกที่คิดค้นโดย ฟิลิป เลนาร์ด
(ที่มา: http://nobelprize.org/physics/educational/quantised_world/waves-particles-1.html)
ดังนั้นหากปรับค่าสนามไฟฟ้าให้มีความแรงพอดีแล้วทำให้อิเล็กตรอนหลุดไปถึงอีกขั้วได้พอดีเป๊ะ
เราก็สามารถประมาณพลังงานของอิเล็กตรอนที่หลุดออกมา ได้จากการคำนวณจากพลังงานไฟฟ้าที่ต้องใช้ในการต้านทานการวิ่งของอิเล็กตรอนนั่นเอง
จากการทดลองของเลนาร์ด พบว่าเมื่อมีลำแสงตกกระทบ กับแผ่นโลหะ ก็จะทำให้เกิดรังสี
ที่เค้่าเรียกว่ารังสีคาโทด (Cathods - ซึ่งในภายหลัง ก็ทราบว่าแท้จริงแล้ว มันไม่ใช่รังสี
แต่เป็นอิเล็กตรอน) และสามารถตรวจวัดพลังงานของอิเล็กตรอน ที่หลุดออกมาได้อย่างแม่นยำ
แต่ที่เป็นปัญหาก็คือว่า นักวิทยาศาสตร์ยุคนั้น ไม่สามารถใช้ทฤษฎีเกี่ยวกับแสง ที่มีอยู่ อธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน
คำอธิบายที่พอจะหาได้ในตอนนั้นก็คือว่า อิเล็กตรอนบนแผ่นโลหะได้รับพลังงานจลน์จากแสง
(ที่เข้าใจกันว่าเป็นคลื่น) ที่ตกกระทบแผ่นโลหะ โดยที่คลื่นแสง ถ่ายทอดพลังงาน
ให้อิเล็กตรอน เหมือนกับคลื่นทะเลพาหิน จากพื้นทะเลมาที่ชายฝั่ง (ขอให้สังเกตุว่าคำอธิบายนี้บอกว่า
เป็นพลังงานจากคลื่นทะเล ไม่ใช่ น้ำ ที่เป็นตัวพาหินมาสู่ชายฝั่ง) แต่นั่นก็แปลว่า
โดยทฤษฎีแล้ว พลังงานที่ถูกถ่ายทอด ไปให้ก้อนหินที่โดนคลื่นซัด น่าจะเป็นสัดส่วนโดยตรงของความแรงคลื่น
(เช่น เมื่อคลื่นแรงก้อนหินก็ปลิวไปไกล) เช่นเดียวกัน พลังงานของอิเล็กตรอน ที่หลุดออกมาน่าจะเป็นสัดส่วนตรง
ขึ้นกับความเข้มของแสงที่ส่องลงไป
แต่สิ่งที่เลนาร์ดพบจากการทดลอง กลับทำให้โลกของฟิสิกส์สมัยนั้นถึงกับตลึง เพราะไม่สามารถอธิบายได้ว่า
ทำไมพลังงานของอิเลคตรอน ที่หลุดออกมาจากแผ่นโลหะ จึงไม่ประพฤติตัว แบบเดียวกับก้อนหิน
ที่โดนคลื่นตามสมมติฐาน ผลการทดลองของเลนาร์ดบอกว่า พลังงานของอิเลคตรอนที่หลุดออกมานั้น
ไม่ขึ้นกับความเข้ม(ความสว่าง) ของแสงเลยแม้แต่น้อย (ความเข้มแสงเปรียบได้กับความสูงของคลื่นทะเล)
เลนาร์ดทำการทดลอง ซ้ำแล้วซ้ำอีก ในหลายๆข้อจำกัด ก็ยังได้ผลเหมือนเดิม
และอีกปริศนา ที่สร้างความสับสนจากการทดลอง ก็คือ ถ้าแสงมีความถี่ต่ำกว่าค่าค่าหนึ่งแล้ว
(ภายหลังค่าความถี่นี้ถูกตั้งชื่อว่า ความถี่ขั้นต่ำ (cut-off frequency)) จะไ่ม่มีอิเล็คตรอนหลุดออกมาเลย
แต่เมื่อไหร่ ที่แสงที่ตกกระทบแผ่นโลหะ มีความถี่มากกว่าค่าดังกล่าว ก็จะมีอิเล็กตรอนบางตัว
ที่สามารถถูกผลักให้หลุดออกมาได้ และอิเลคตรอนที่หลุดออกมานี้ กลับมีพลังงานเป็นสัดส่วนตรงกับความถี่
ทั้งที่ทฤษฎีคลื่นของแสง ทำนายว่า ไม่ว่าคลื่นแสงความถี่เท่าใด ก็น่าจะมีพลังงานพอ
ที่จะถ่ายทอดให้อิเลคตรอนได้หลุดออกจากโลหะได้
ปริศนาของเรื่องโฟโตอิเล็กทริก ได้ถูกไขอย่างกระจ่าง ในเวลาต่อมาไม่นานนัก
แต่คนที่อธิบายเรื่องนี้ได้ กลับไม่ใช่คนในวงการมหาวิทยาลัย ที่เป็นที่นับหน้าถือตาของคนยุคนั้น
แต่กลับเป็นเสมียนหนุ่มวัยแค่เพียง 26 ปี เจ้าหน้าที่รับหน้าที่จดทะเบียนลิขสิทธิ์คนหนึ่ง
ในกรุงเบอร์น ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ ที่ชื่อ
อัลเบริต ไอน์สไตน์ (Albert Einstein)
ที่เป็นพระเอกขี่ม้าขาว มาไขปริศนานี้ได้อย่างชัดเจน
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 30 ความเห็น, หน้า่ |
1| -
2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 11 ก.พ. 2549 (05:16) ผมอยากอ่านหนังสือที่มีโจทย์ให้ทำเยอะ อาจารย์มีโจทย์ให้ทำไหมเฉลยด้วยนะครับ
มีวิธีทำด้วย เรื่องทฤษฎีสัมภาพ ฟิสิกส์ควอนตัม ฟิสิกส์นิวเครียส อยากอ่านมา ถ้ามีผมขอหน่อยครับ เด็กวิดวะพระจอมเกล้าลาดกระบัง
olerock1@hotmail.com (IP:61.47.101.46,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 13 ก.พ. 2549 (21:51) !!!ทามไงให้ได้ทุนเรียนสูงๆอย่างง้านบ้างอ่ะคะ เก่งจัง ^_^
Inlove Physic (IP:61.47.121.138,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 13 ก.พ. 2549 (21:55) ^_^ ^_^ ชอบวิชาการ.คอมจังเลย มีคนเก่งๆให้ความรู้ด้วย
phyPhy (IP:61.47.121.138,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 19 ก.พ. 2549 (22:12) ใครก็ได้ช้วยทีแสงคืออะไร? ไม่เอาคุณสมบัติ ไม่เอาเป็นได้ทั้งอนุภาและคลื่น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 20 ก.พ. 2549 (19:19) copy ความเห็นเพิ่มเติมที่12 และ 14
ขอถามหน่อยนะครับ.. ++ ถ้าหากเราอยู่ในอวกาศแล้วพบวัตถุขนาดไม่ใหญ่นัก เเล้วต้องการรู้นำหนักจะวัดได้รึเปล่า
ถ้าหากมีอุปกรณ คือ
1.สปริง (รู้ค่า k ค่านิจของสปริง) 2.รู้ว่าเราใช้แรงดึงเท่าไร
!! ขอบุณมากครับผม !!
โดย: ตจว.อยากรู้ [IP: 203.113.71.136,,] วันที่ 2 ก.พ. 2549 - 21:57:21
ตอบคำถามคุณ12 ได้ครับ ถึงแม้ว่าในอวกาศจะไม่มีแรงดึงดูดเหมือนกับโลก อวกาศ=ไม่มีแรงดึงดูด แค่นี้คงจะรู้ได้แล้วนะครับ คงไม่ต้องบอก วิธีวัดน้ำหนักในอวกาศคือใช้สปริงดึงวัตถุนั้นที่ความเร็วคงที่ น้ำหนักของวัตถุก็เท่ากับแรงดึงที่คงที่นั้นแหละครับ
โดย: IQ-คันซากิ อุรูมิ [IP: 61.19.162.38,,] วันที่ 3 ก.พ. 2549 - 09:50:00
สงสัยจัง.. ในอวกาศไม่มีแรงดึงดูด ทำไมดาวเดราะห์จึงโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้ ถ้าไม่มีแรงดึงดูดหรือแรงโน้มถ่วงจริงวัตถุในอวกาศนั้นไม่ว่าก้อนเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีน้ำหนักเหมือนกัน( เข้าใจถูกหรือเปล่า) แล้วแรงดึงคงที่ (แรงคงที่)จะได้มาซึ่งความเร็วที่คงที่หรือ(บนพื้นโลกไม่น่าได้นะ แต่ในอวกาศเป็นยังไงไม่รู้) หากสามารถวัดแรงที่ปรากฎได้แรงนั้นจะเป็น นน.ของวัตถุหรือเป็นแรงต้านอะไรสักอย่างที่กระทำต่อวัตถุเช่นแรงต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ ทั้งทิศทางหรือระยะทางและความเร็ว ของวัตถุนั้น ก็ได้ แหม..งงจริง ๆ ไครรู้ช่วยตอบหน่อย
เศรษฐ์ (IP:203.188.3.60,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 21 ก.พ. 2549 (12:28) ความคิดดีนิ
552266@chaiyo.com (IP:203.172.224.154,192.168.1.144,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 25 ก.พ. 2549 (08:15) น้ำหนักนั้น หมายความว่าเเรงๆหนึ่งซึ่งกระทำอยู่ในสถานที่ที่มีเเรงโน้มถ่วง ส่วนมวลนั้นจะมีอีก ความหมายหนึ่งเเต่มีใจความเดียวกัน เเต่เรื่องของเเรงดึงดูด มีทฤษฎีว่าด้วยเเรงดึงดูดระหว่างมวล เพราะอย่างงี้การคำนวณมวลของดาวเคราะส่วนใหญ่ จึงใช้การเบื่ยงเบนไปของวิถีของยานอวกาศ จะสามารถคำนวณได้ เช่น การทำเเผนที่เเรงโน้มถ่วงของโลก นั้นได้โดยการนำดาวเทียม 2 ดวง มาโคจรใกล้กัน เมื่อดวงเเรก ถูกเเรงโน้มถ่วง จะทำให้ระยะห่างของดาวเทียม 2 ดวงไม่เท่ากันเเล้ว นำมาคำนวณว่าเเรงโน้มถ่วงนั้นมีค่าตามทฤษฎีหรือมากกว่า ใช้วิธีนี้กับดาวต่างๆด้วย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 25 ก.พ. 2549 (08:19) เเละในสุญญากาศ นั้นเเทบจะไม่มีเเรงต้านอยู่เลยเเต่จะมีเเรงดึงดูจากดาวมากกว่า
เเละ ขอถาม ว่า สมมุติ เรามี ดาวอยู่1ดวง เเละเมื่อตอนดาวเกิดใหม่ๆนั้น ถูกอถตกาบาตชนที่ข
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 25 ก.พ. 2549 (08:20) ต่อ ชนที่ ขั้วเหนือด้วยความเเรงมากๆอยากทราบว่า เเกนของดาวนั้น จะหมุนไปตามเเรงของดาว หรือ จะคงที่
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 25 ก.พ. 2549 (08:23) เเละวัตถุที่เคลื่อนที่นั้นจะต้วงมีเเรงมากระทำให้เคลื่อน ที่เสมอเเต่ถ้าเเรงต้านนั้น บนพื้นโลกอาจจะเทียบได้กับ เเรงเสียดทานของวัตถุ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 2 มี.ค. 2549 (19:25) คห. 25
ในอวกาศมีแรงดึงดูดนะ(จากสูตร คห 6 แรงดึงดูดไม่มีทางเป็นศูนย์) แต่มวลของวัตถุไม่ใหญ่ค่ะ แรงดึงดูดระหว่างวัตถุที่อยู่รอบ ๆ มานจึงมีผลต่อมันน้อย ดูเหมือนจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ แล้วก้อคุณ 14 บอก ดึงด้วยความเร็วคงที่ แรงคงที่ ก้องงเหมือนกันค่ะ แต่คิดว่าเรารู้แรงดึง รู้เวลาที่ใช้ดึงจนวัตถุเลื่อนแล้ว รู้ระยะทางจาก k (k = F/S) ก้อจะรู้ความเร็ว ก้อหามวลได้จากพลังงานจลน์ค่ะ (ที่จิงน่าจามีวิธีคิดง่ายก่านี้อีกต้องขอคำชี้แนะอีกค่ะ)
eika
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 25 มี.ค. 2549 (10:11) ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
มีโอกาสอยากเขียนบ้างจังครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 2 ก.ค. 2549 (14:14) ThAnk yOu !!
เขียนได้ดีมากครับ อจ.
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 7 ก.ค. 2549 (23:37) ได้ความรู้จริงๆครับ
ผมชอบ ไอน์สไตน์มากๆเลย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 19 ส.ค. 2549 (13:20) อยากถามครับอาจารย์ (หรือใครจะตอบแทนก็ได้ครับ จะถูกหรือผิดไม่สำคัญ อยากทราบความคิดเห็น)
1. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำไมมีความเร็วคงที่ ไม่ว่าจะเป็นย่านความถี่ใดก็ตาม และอะไรทำให้คลื่นแม่เหล้กไฟฟ้ามีความเร็วคงที่?
2. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (โฟตอน) (มีคุณสมบัติเป็นอนุภาคด้วยและเป็นคลื่นด้วย) ถ้าเคลื่อนที่ไฟได้ระยะทางหนึ่ง ความร็วลดลงหรือไม่ และความถื่และความยาวคลื่นมีการเปลี่นแปลงหรือไม่? (เช่นแสงสีม่วงสุดท้ายจะเป็นแค่อินฟราเรดอะไรทำนองนี้ เป็นอย่างนี้หรือเปล่าครับ)
ขอบคุณครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 31 ส.ค. 2549 (22:11) เพิ่มเติมความเห็นที่25
ที่ยกตัวอย่างว่าดาวเคราะห์หมุนรอบดวงอาทิตย์น่ะ มันเป็นเพราะแรงดึงดูดระหว่างมวลไม่ใช่หรือ
ส่วนความเห็นที่39นั้น
ข้อแรก ไม่รู้จริงๆอ่ะ
ข้อ2 ความเร็วไม่ลดลง(นะถ้าจำไม่ผิด) ความยาวคลื่นเปลี่ยนไม่ได้ไม่ใช่รึ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 29 ธ.ค. 2549 (10:15) มีดีมาดกว่านี้
บู ณ โนนเจริญครีบ (IP:203.113.57.36)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 3 ม.ค. 2550 (11:59) เคยศึกษาเกี่ยวกับ ไอน์สไตน์มาบ้างเล็กน้อย ก็เลยขอแจมบ้างน่ะครับ
ผมว่าเว็บนี้น่าจะมีประโยชน์กับคนไทยและชาวโลกมากๆเลยครับ
ขอให้เว็บนี้อยู่คู่คนไทยและชาวโลกทุกๆคนตลอดไปครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 10 มี.ค. 2550 (20:47) โอ้ว...
งั้น ขอถามไรหน่อยนะครับ
ใน วงโคจรของดาวแต่หล่ะดวงเนี่ย มานไม่มี พวก เนบิวลา หรือ ดาวเคราะห์ น้อยๆ ขวางอยู่เหรอ
แล้วถ้ามีมานจะกระทบ ต่อระยะเวลา การโครจของดาวดวงนั้นๆ หรือป่าวครับ
ปล. ยังเหลือแกหลายข้อ เด๋วมาถามใหม่ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 19 ก.ย. 2550 (10:55) คนไทยก็เก่งไม่แพ้คนต่างชาติ
เวปบอร์ดนี้เต็มเปี่ยมด้วยผู้ที่มีความรู้จริงๆ
นับถือๆ