สารบัญ
หน้าที่ 3 - โนเบลฟิสิกส์ รางวัลแด่คนช่างฝัน
ผศ.
ดร. บุญญฤทธิ์ อุยยานนวาระ
ภาควิชาเทคโนโลยีสารสนเทศ
สถาบันเทคโนโลยีนานาชาติสิรินธร (SIIT)
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
บทความวิชาการของไอน์สไตน์ อธิบายปริศนาของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก ได้อย่างสวยงาม
เพียงแค่อาศัยสมมติฐานเบื้องต้นว่า แสงที่ถูกส่องไปยังโลหะนั้น ประพฤติตัวเสมือนหนึ่งว่า
ประกอบไปด้วยกลุ่มของอนุภาค ที่ภายหลังเรียกว่าอนุภาคแสง หรือ
โฟตอน (photon) (คำนี้ถูกตั้งโดย
กิลเบอร์ต ลูอิส (Gilbert Lewis) ในปี 1926)
สมมติฐานดังกล่าว ก็ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แบบคิดเอาเอง (เหมือนสมัยที่ ไอแซค นิวตัน ซึ่งเป็นคนแรกของโลก ที่เคยตั้งข้อสังเกตุว่า แสงเป็นอนุภาค มา 200 ปี ก่อนหน้าไอน์สไตน์แล้ว) แต่เกิดจากการคำนวณ ต่อยอดมาจากกฏของเวนน์ ที่ว่าด้วยการกระจายความยาวคลื่นแสง ของวัุตถุเปล่งรังสีความร้อน และบทความวิชาการของแพลงค์ (ที่ตีพิมพ์ในปี 1900) ว่าด้วยเรื่องของพลังงานประหนึ่งเป็นกลุ่มของพลังงาน (Quanta)
เมื่อคิดว่าเป็นอนุภาค การอธิบายการถ่ายเทพลังงานของอนุภาค 2 ตัวชนกัน ก็ทำได้ง่ายขึ้น (แม้จะไม่เหมือนกับการถ่ายเทพลังงานของวัตถุใหญ่ซะทีเดียว) และเป็นไปตามกฏอนุรักษ์พลังงาน (แม้ภายหลัง ในช่วงกลางของศตวรรษที่ 20 นักวิทยาศาสตร์อีกหลายคน
รวมถึง ริชาร์ด ฟายน์แมน (Richard Fyneman) จะอธิบายขยายความต่อ เรื่องของโฟตอน กระทำกิริยากับอิเล็กตรอน ได้อย่างลึกซึ้งเพิ่มขึ้น)
อย่างไรก็ตาม การอธิบายว่า แสงเป็นก้อนของพลังงาน หรืออนุภาคนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย
หนึ่ง ก็เพราะแทบจะทุกคนในยุคนั้น เชื่ออย่างสนิทใจ ว่าแสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (จากกฏคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกซ์เวลล์)
สอง ก็เพราะอนุภาคควรจะมีมวล แต่อนุภาคของแสงไม่มีมวล (แต่กลับมีโมเมนตัม - คลาสสิคอลฟิสิกส์
บอกว่าโมเมนตัม เกิดจากมวลคูณกับความเร็ว) แม้ผลจากการคำนวณของไอน์สไตน์พบว่า อนุภาคของแสงจะมีพลังงาน
เป็นแบบคงที่ โดยที่มีขนาดของพลังงาน ขึ้นอยู่กับความถี่ของแสง (ถ้าแสงมีความถี่เดียว(เช่นเลเซอร์)
พลังงานของแต่ละอนุภาคแสง จะมีค่าเท่ากันเสมอ) โดยมีค่าเท่ากับผลคูณ ของค่าคงที่ของแพลงค์
(h ซึ่งมีค่าประมาณ 6.626 x 10
-34) และความถี่ของแสง (f)
ไอน์สไตน์ได้ทำการตีพิมพ์ผลการคำนวณ เกี่ยวกับเรื่องปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก เป็นบทความวิชาการ
เป็นครั้งแรกเป็นภาษาเยอมันในปี 1905 และมีคนนำมาแปลเป็นภาษาอังกฤษในภายหลัง และนำเผยแพร่อีกครั้งบนวารสารวิทยาศาสตร์ที่ชื่อ
American Journal of Physics ในปี 1965 (A. B. Arons and M. B. Peppard, Einstein's
Proposal of the Photon Concept - a Translation of the Annalen der Physik Paper
of 1905, American Journal of Physics, Vol 33, No. 5, พฤษภาคม 1965 หน้า 367) ซึ่งสามารถหาอ่านได้ในปัจจุบัน
(
download มาอ่านเล่นแก้เหงา และโรคนอนไม่หลับได้ที่นี่
einsteinpaper.pdf 326 KB)
ผลงานตีพิมพ์ชิ้นนี้ เป็นหนึ่งในสามผลงาน ที่ไอน์สไตน์เผยแพร่ในปี 1905 ที่หลายคนยกให้เป็นปีทองของฟิสิกส์
ในงานชิ้นนี้ ไอน์สไตน์ได้เสนอแนวคิดของ "โฟตอน" เพื่อที่จะใช้อธิบายปรากฏการณ์
ที่เรียกว่า
โฟโตอิเล็กทริก และเป็นผลงานชิ้นนี้ ที่ทำให้ไอน์สไตน์ได้รางวัลโนเบล
ผลงานชิ้นนี้ไม่เพียงทำให้ ไอน์สไตน์ได้รับรางวัลสูงสุดของนักวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นผลงาน
ที่จุดประกายนักฟิสิกส์ทั่วโลก ให้เกิดแนวคิดใหม่ด้านฟิสิกส์ ที่เรียกว่า
ฟิสิกส์ควอนตัม
ที่เปลี่ยนความคิดในการมองโลก ผ่านสูตรฟิสิกส์ไปเป็นอีกยุคนึง ตอนนั้นคงไม่มีใครคาดคิดว่า
ผลการอธิบายปรากฏการณ์เล็กๆ อย่างโฟโตอิเล็กทริก จะเปลี่ยนความคิดของนักฟิสิกส์ เกือบทั้งโลกในเวลาต่อมา
อย่างไรก็ตามหลายคนในยุคนั้น ไม่เชื่อการคำนวณบนกระดาษ และหลายคนพยายาม ทำการทดลอง
เพื่อพิสูจน์ว่าไอน์สไตน์คิดผิด
โรเบอร์ต มิลิแกน (Robert A Millikan) ซึ่งขณะนั้นอยู่ทีสหรัฐอเมริกา
ก็เป็นหนึ่งในนั้น มิลิแกนใช้เวลาเกือบ 10 ในการสร้างอุปกรณ์ ที่มีความแม่นยำ และความละเอียดสูง
ในการทดลองเรื่องของประจุของอิเล็กตรอน และการทดลองทดสอบทฤษฎีของไอน์สไตน์ ในเวลาเดียวกัน
แต่ผลที่ออกมา กลับเป็นการพิสูจน์ว่าทฤษฎีไอน์สไตน์ ได้ทำนายไว้ก่อนหน้านี้เป็นจริง
พัฒนาการของโฟโตอิิเล็กทริก
| ค.ศ. |
เหตุการณ์ |
| 1704 |
กว่า 300 ปี มาแล้วที่ ไอแซค นิวตัน (Sir Isaac Newton) ได้เสนอแนวคิดในบทความวิชาการ
5 หน้ากระดาษ ว่าแสงประกอบไปด้วยอนุภาคเล็กๆและถูกปล่อยออกมาจากวัสดุเรืองแสง
ซึ่งทฤษฎีนี้ก็ได้รับการยอมรับกันแพร่หลาย จนถึงศตวรรษที่ 19 ที่ทฤษฎีนี้ถูกล้มล้างด้วยความคิดที่ว่าแสงเป็นคลื่น
โดยแมกซ์เวล์ |
| 1865 |
แมกซ์เวล์ (James Maxwell) ทำนาย(จากการคำนวณ)ว่า แสงเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิิดหนึ่ง |
| 1887 |
ไฮน์ริก เฮิร์ทซ์ (Heinrich Hertz) สนับสนุนความคิดของแมกซ์เวลลฺ์ และพบว่าเครื่องส่งสัญญาณวิทยุ
Spark-Gab generator ทำงานดีขึ้น หากมีแสงอุลตร้าไวโอเลตมาตกกระทบบนอุปกรณ์
เป็นจุดเริ่มต้นของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก |
| 1899 |
ฟิลิป เลนาร์ด (Philipp Lenard) นักฟิสิกส์ชาวเยอรมัน ทำการทดลองเพื่อหาสาเหตุตามของสังเกตุของ
เฮิร์ทซ์ โดยการฉายแสงที่มีความถี่เดียวลงบนแผ่นโลหะ เค้าพบว่ามีอิเล็กตรอนจำนวนหนึ่งถูกผลักให้หลุดออกจากโลหะ |
| 1905 |
ฟิลิป เลนาร์ด ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ สำหรับผลงานเรื่องโฟโตอิเล็กทริก |
| 1905 |
อัลเบริ์ต ไอน์สไตน์ ตีพิมพ์ผลงานเรื่อง แสงเป็นกลุ่มของพลังงาน (มีลักษณะที่จะเป็นอนุภาคมากว่าจะเป็นคลื่น)
เพื่ออธิบายปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก |
| 1912 |
โรเบอร์ต มิลิแกน (Robert A Millikan) ทำการทดลองที่มหาวิทยาลัยชิคาโก โดยเครื่องมือที่มีความละเอียดสูง
เพื่อพิสูจน์ว่าความคิดของไอน์สไตน์เป็นไปไม่ได้ แต่ผลการทดลองตลอดระยะเวลา
10 ปี กลับไม่เป็นอย่างที่มิลิแกนคิด แต่ยิ่งเป็นการพิสูจน์ว่าความคิดของไอน์สไตน์ถูกต้องไร้ที่ติ |
| 1921 |
อัลเบริ์ต ไอน์สไตน์ ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ |
| 1923 |
โรเบอร์ต มิลิแกน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ |
 |
 |
 |
ฟิลิป เลนาร์ด
ได้รางวัลโนเบล ปี 1905 |
อัลเบริ์ต ไอน์สไตน์
ได้รางวัลโนเบล ปี 1921
|
โรเบอร์ต มิลิแกน
ได้รางวัลโนเบล ปี 1923 |
รายชื่อและรูปของผู้ได้รับรางวัลโนเบล
และมีผลงานเกี่ยวเนื่องกับปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก |
จริงๆแล้วเรื่องราว ของ
ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก เป็นส่วนเล็กๆของ เรื่องราวของการถกเถียงกันว่าแสงเป็น
คลื่น หรือ
อนุภาค หรือ
เป็นทั้งสองอย่าง หรือเป็นอะไรที่เราไม่รู้จัก และจินตนาการไม่ถึงกันแน่ มีเรื่องราวสนุกสนานเกิดขึ้นมากมายในช่วง
300 ปีตั้งแต่ นิวตัน จนถึง QED ของไฟน์แมน
แหม! แต่เนื้อที่หมดแล้วครับ มีเวลาจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกครับ
เอกสารอ้างอิง
ภาพประกอบในบทความทั้งหมดนำมาจาก เว็บไซท์รางวัลโนเบล, www.nobelprize.org
Ralph Baierlein, Newton to Einstein: The Trail of Light, ISBN-10: 0521423236,
Cambridge University Press
บทความนี้ตีพิมพ์ครั้งแรกใน วารสาร อัพเดท
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 30 ความเห็น, หน้า่ |
1| -
2-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 11 ก.พ. 2549 (05:16) ผมอยากอ่านหนังสือที่มีโจทย์ให้ทำเยอะ อาจารย์มีโจทย์ให้ทำไหมเฉลยด้วยนะครับ
มีวิธีทำด้วย เรื่องทฤษฎีสัมภาพ ฟิสิกส์ควอนตัม ฟิสิกส์นิวเครียส อยากอ่านมา ถ้ามีผมขอหน่อยครับ เด็กวิดวะพระจอมเกล้าลาดกระบัง
olerock1@hotmail.com (IP:61.47.101.46,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 20 13 ก.พ. 2549 (21:51) !!!ทามไงให้ได้ทุนเรียนสูงๆอย่างง้านบ้างอ่ะคะ เก่งจัง ^_^
Inlove Physic (IP:61.47.121.138,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 21 13 ก.พ. 2549 (21:55) ^_^ ^_^ ชอบวิชาการ.คอมจังเลย มีคนเก่งๆให้ความรู้ด้วย
phyPhy (IP:61.47.121.138,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 23 19 ก.พ. 2549 (22:12) ใครก็ได้ช้วยทีแสงคืออะไร? ไม่เอาคุณสมบัติ ไม่เอาเป็นได้ทั้งอนุภาและคลื่น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 25 20 ก.พ. 2549 (19:19) copy ความเห็นเพิ่มเติมที่12 และ 14
ขอถามหน่อยนะครับ.. ++ ถ้าหากเราอยู่ในอวกาศแล้วพบวัตถุขนาดไม่ใหญ่นัก เเล้วต้องการรู้นำหนักจะวัดได้รึเปล่า
ถ้าหากมีอุปกรณ คือ
1.สปริง (รู้ค่า k ค่านิจของสปริง) 2.รู้ว่าเราใช้แรงดึงเท่าไร
!! ขอบุณมากครับผม !!
โดย: ตจว.อยากรู้ [IP: 203.113.71.136,,] วันที่ 2 ก.พ. 2549 - 21:57:21
ตอบคำถามคุณ12 ได้ครับ ถึงแม้ว่าในอวกาศจะไม่มีแรงดึงดูดเหมือนกับโลก อวกาศ=ไม่มีแรงดึงดูด แค่นี้คงจะรู้ได้แล้วนะครับ คงไม่ต้องบอก วิธีวัดน้ำหนักในอวกาศคือใช้สปริงดึงวัตถุนั้นที่ความเร็วคงที่ น้ำหนักของวัตถุก็เท่ากับแรงดึงที่คงที่นั้นแหละครับ
โดย: IQ-คันซากิ อุรูมิ [IP: 61.19.162.38,,] วันที่ 3 ก.พ. 2549 - 09:50:00
สงสัยจัง.. ในอวกาศไม่มีแรงดึงดูด ทำไมดาวเดราะห์จึงโคจรรอบดวงอาทิตย์ได้ ถ้าไม่มีแรงดึงดูดหรือแรงโน้มถ่วงจริงวัตถุในอวกาศนั้นไม่ว่าก้อนเล็กหรือใหญ่แค่ไหนก็ไม่มีน้ำหนักเหมือนกัน( เข้าใจถูกหรือเปล่า) แล้วแรงดึงคงที่ (แรงคงที่)จะได้มาซึ่งความเร็วที่คงที่หรือ(บนพื้นโลกไม่น่าได้นะ แต่ในอวกาศเป็นยังไงไม่รู้) หากสามารถวัดแรงที่ปรากฎได้แรงนั้นจะเป็น นน.ของวัตถุหรือเป็นแรงต้านอะไรสักอย่างที่กระทำต่อวัตถุเช่นแรงต้านการเคลื่อนที่ของวัตถุ ทั้งทิศทางหรือระยะทางและความเร็ว ของวัตถุนั้น ก็ได้ แหม..งงจริง ๆ ไครรู้ช่วยตอบหน่อย
เศรษฐ์ (IP:203.188.3.60,,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 26 21 ก.พ. 2549 (12:28) ความคิดดีนิ
552266@chaiyo.com (IP:203.172.224.154,192.168.1.144,)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 30 25 ก.พ. 2549 (08:15) น้ำหนักนั้น หมายความว่าเเรงๆหนึ่งซึ่งกระทำอยู่ในสถานที่ที่มีเเรงโน้มถ่วง ส่วนมวลนั้นจะมีอีก ความหมายหนึ่งเเต่มีใจความเดียวกัน เเต่เรื่องของเเรงดึงดูด มีทฤษฎีว่าด้วยเเรงดึงดูดระหว่างมวล เพราะอย่างงี้การคำนวณมวลของดาวเคราะส่วนใหญ่ จึงใช้การเบื่ยงเบนไปของวิถีของยานอวกาศ จะสามารถคำนวณได้ เช่น การทำเเผนที่เเรงโน้มถ่วงของโลก นั้นได้โดยการนำดาวเทียม 2 ดวง มาโคจรใกล้กัน เมื่อดวงเเรก ถูกเเรงโน้มถ่วง จะทำให้ระยะห่างของดาวเทียม 2 ดวงไม่เท่ากันเเล้ว นำมาคำนวณว่าเเรงโน้มถ่วงนั้นมีค่าตามทฤษฎีหรือมากกว่า ใช้วิธีนี้กับดาวต่างๆด้วย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 25 ก.พ. 2549 (08:19) เเละในสุญญากาศ นั้นเเทบจะไม่มีเเรงต้านอยู่เลยเเต่จะมีเเรงดึงดูจากดาวมากกว่า
เเละ ขอถาม ว่า สมมุติ เรามี ดาวอยู่1ดวง เเละเมื่อตอนดาวเกิดใหม่ๆนั้น ถูกอถตกาบาตชนที่ข
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 32 25 ก.พ. 2549 (08:20) ต่อ ชนที่ ขั้วเหนือด้วยความเเรงมากๆอยากทราบว่า เเกนของดาวนั้น จะหมุนไปตามเเรงของดาว หรือ จะคงที่
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 25 ก.พ. 2549 (08:23) เเละวัตถุที่เคลื่อนที่นั้นจะต้วงมีเเรงมากระทำให้เคลื่อน ที่เสมอเเต่ถ้าเเรงต้านนั้น บนพื้นโลกอาจจะเทียบได้กับ เเรงเสียดทานของวัตถุ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 34 2 มี.ค. 2549 (19:25) คห. 25
ในอวกาศมีแรงดึงดูดนะ(จากสูตร คห 6 แรงดึงดูดไม่มีทางเป็นศูนย์) แต่มวลของวัตถุไม่ใหญ่ค่ะ แรงดึงดูดระหว่างวัตถุที่อยู่รอบ ๆ มานจึงมีผลต่อมันน้อย ดูเหมือนจะไม่มีเลยด้วยซ้ำ แล้วก้อคุณ 14 บอก ดึงด้วยความเร็วคงที่ แรงคงที่ ก้องงเหมือนกันค่ะ แต่คิดว่าเรารู้แรงดึง รู้เวลาที่ใช้ดึงจนวัตถุเลื่อนแล้ว รู้ระยะทางจาก k (k = F/S) ก้อจะรู้ความเร็ว ก้อหามวลได้จากพลังงานจลน์ค่ะ (ที่จิงน่าจามีวิธีคิดง่ายก่านี้อีกต้องขอคำชี้แนะอีกค่ะ)
eika
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 10 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 151 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 35 25 มี.ค. 2549 (10:11) ขอบคุณสำหรับบทความดีๆครับ
มีโอกาสอยากเขียนบ้างจังครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 37 2 ก.ค. 2549 (14:14) ThAnk yOu !!
เขียนได้ดีมากครับ อจ.
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 38 7 ก.ค. 2549 (23:37) ได้ความรู้จริงๆครับ
ผมชอบ ไอน์สไตน์มากๆเลย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 39 19 ส.ค. 2549 (13:20) อยากถามครับอาจารย์ (หรือใครจะตอบแทนก็ได้ครับ จะถูกหรือผิดไม่สำคัญ อยากทราบความคิดเห็น)
1. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าทำไมมีความเร็วคงที่ ไม่ว่าจะเป็นย่านความถี่ใดก็ตาม และอะไรทำให้คลื่นแม่เหล้กไฟฟ้ามีความเร็วคงที่?
2. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (โฟตอน) (มีคุณสมบัติเป็นอนุภาคด้วยและเป็นคลื่นด้วย) ถ้าเคลื่อนที่ไฟได้ระยะทางหนึ่ง ความร็วลดลงหรือไม่ และความถื่และความยาวคลื่นมีการเปลี่นแปลงหรือไม่? (เช่นแสงสีม่วงสุดท้ายจะเป็นแค่อินฟราเรดอะไรทำนองนี้ เป็นอย่างนี้หรือเปล่าครับ)
ขอบคุณครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 40 31 ส.ค. 2549 (22:11) เพิ่มเติมความเห็นที่25
ที่ยกตัวอย่างว่าดาวเคราะห์หมุนรอบดวงอาทิตย์น่ะ มันเป็นเพราะแรงดึงดูดระหว่างมวลไม่ใช่หรือ
ส่วนความเห็นที่39นั้น
ข้อแรก ไม่รู้จริงๆอ่ะ
ข้อ2 ความเร็วไม่ลดลง(นะถ้าจำไม่ผิด) ความยาวคลื่นเปลี่ยนไม่ได้ไม่ใช่รึ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 41 29 ธ.ค. 2549 (10:15) มีดีมาดกว่านี้
บู ณ โนนเจริญครีบ (IP:203.113.57.36)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 42 3 ม.ค. 2550 (11:59) เคยศึกษาเกี่ยวกับ ไอน์สไตน์มาบ้างเล็กน้อย ก็เลยขอแจมบ้างน่ะครับ
ผมว่าเว็บนี้น่าจะมีประโยชน์กับคนไทยและชาวโลกมากๆเลยครับ
ขอให้เว็บนี้อยู่คู่คนไทยและชาวโลกทุกๆคนตลอดไปครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 43 10 มี.ค. 2550 (20:47) โอ้ว...
งั้น ขอถามไรหน่อยนะครับ
ใน วงโคจรของดาวแต่หล่ะดวงเนี่ย มานไม่มี พวก เนบิวลา หรือ ดาวเคราะห์ น้อยๆ ขวางอยู่เหรอ
แล้วถ้ามีมานจะกระทบ ต่อระยะเวลา การโครจของดาวดวงนั้นๆ หรือป่าวครับ
ปล. ยังเหลือแกหลายข้อ เด๋วมาถามใหม่ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 44 19 ก.ย. 2550 (10:55) คนไทยก็เก่งไม่แพ้คนต่างชาติ
เวปบอร์ดนี้เต็มเปี่ยมด้วยผู้ที่มีความรู้จริงๆ
นับถือๆ