 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32117" type="text/javascript"></script> |
|
|
ทำดีเพื่อแผ่นดิน
" ถ้าเราเรียน หรือศึกษาดูงาน โดยใช้เงิน งบประมาณ ของแผ่นดิน
แต่เราไม่ทำประโยชน์ให้แก่แผ่นดินอย่างคุ้มค่า ก็เรียกได้ว่า เราคือผู้ทรยศ" ดังนั้นเราทุกคนเกิดมาแล้วชีวิตหนึ่งเราควรทำดีเพื่อแผ่นดิน
ผู้เขียน: nit_n ชมแล้ว: 29,336 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 1 August 2007, 5:09 am ปรับปรุงล่าสุด: Sun 29 June 2008, 9:36 am
|
หน้าที่ 3 - สอนโดยการบูรณาการ สอดแทรกไปเสียทุกเรื่อง
กระแสสังคมในปัจจุบันนี้ รุนแรง ในความแตกแยก อ่อนแอในความดีงาม คุณธรรมต่าง ๆไม่ค่อยมีคนพูดถึง ทำให้น่าเป็นห่วงว่า ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่ของเรา จะไม่ได้เห็นความสงบสุข ความดีงาม ความเจริญรุ่งเรืองกลับคืนมาอีก ก็ได้แต่หวัง และเฝ้าคอย
ย้อนกลับมาที่ห้องเรียน ตัวครู(จะหมายถึงดิฉันเท่านั้น ไม่อาจหาญไปอ้างอิงถึงท่านอื่น)
ก็ไม่ใช่ว่าจะดีพร้อมไปเสียทุกเรื่อง ยังคงเป้นมนุษย์ที่มีอารมณ์ ความรู้สึก กิเลส ฯลฯ
แต่คิดว่ามีข้อหนึ่ง คือความขยัน เพราะเป็นพื้นฐานด้านฐานะส่วนตัว ที่มีตั้งแต่เกิดมา ถ้าไม่ขยันก็คงไม่มีอนาคต ไม่มีวันนี้ เมื่อเติบโตมา ก็ต้องขยันประกอบอาชีพ คืองานครู ตั้งแต่เริ่มบรรจุเข้ารับราชการ ก็มีความสุขกับงานมาตลอด อาชีพครูถูกหล่อหลอม เรื่อง "จิตวิญญาณครู" มาก และเป็นครูที่มุ่งมั่น ไม่ใช่อาชีพจับจด
เมื่อเราสอนนักเรียน เราก็ประเมินเขาไปด้วย พูดคุย สังเกต ตรวจงาน วิเคราะห์งาน ฯลฯ
สิ่งหนึ่งที่พบคือ นักเรียนไม่มีความขยัน ขาด ความเพียรพยายาม อาจจะเป้นเพราะเขาไม่รู้ว่าจะขยัน จะเพียรพยายามไปทำไม ก็สอนโดยการสอดแทรกเข้าไปในบทเรียน โดย
การออกบบการสอน เช่นให้เขาอ่านคำคมสั้น ๆ อาจเป็นวาทะของปราชญ์ท่านใด ๆ ก็ได้ ไม่เลือก ให้เขาอ่าน เมื่ออ่านแล้ว กระตุ้นด้วยคำถามให้เขาคิด วิเคราะห์ ตอบเข้าทางบ้างก็หาทางยกย่อง ชมเชยเขา และที่สำคัญ "ตัวอย่างที่ดี มีค่ายิงกว่าคำสอน" งานเขียน แบบฝึกหัด ของนักเรียนที่ส่งเข้ามามากมาย เราต้องรีบตรวจ แล้วส่งคืน ให้ข้อมูลย้อนกลับ ทันทีที่เราส่งงานคืนไป แล้วเพื่อนได้รับคำชม ดีมาก ดี พอใช้ นักเรียนที่ยังไม่ได้ส่ง จะรีบนำมาส่ง เป็นอย่างนี้ เราต้องหาเวลาว่างทุก 5-10 นาที เพื่อตรวจงานของนักเรียน เมื่อไปราชการ ก็มีเอกสาร ใบงาน ให้นักเรียน เมื่อเราเข้าสายเพราะมีราชการก็ต้องชี้แจงแสดงเหตุผลแก่นักเรียน อย่าให้เขาเข้าใจเราผิดว่าเราไม่ขยันสอน เจ็บป่วยถ้าไม่ถึงกับหามเข้าโรงพยาบาลก็พยายามมาโรงเรียน มานั่งสอน กำกับห้องเรียน (อย่าลืมอธิบายให้เด็กทราบ) ห้องเรียนก็จะเป็นห้องเรียน ก็ยังดีกว่าเราไม่มา และเด็กวิ่ง หรือเดินก้นว่อนแบบมดแตกรัง หรือผึ้งแตกรวง เท่านี้ เราก็จะ "ได้ใจ" เด็ก ๆ แล้วตะล่อมพูดคุยกับเขาเรื่องที่ว่า ขยันไปทำไม ขยันแล้วได้อะไร อย่างน้อย ๆ ขยันแล้วคุณครูชื่นชม แต่ต้องไม่ลืมสอนเขาว่า "ทำดีจะได้(ความ)ดี " อย่าหวังว่า "ทำดีจะได้ดี" เสมอไปนะ เพราะหลายครั้งที่เราทำดีแล้วไม่ได้ดี ขยันแล้วไม่มีคนชม แต่เราจะต้องชื่นชมตัวเอง
สอนอย่างไรให้เขาประหยัด เพราะปัจจุบันนี้ กระแสโฆษณาตามสื่อต่าง ๆ โหมเข้ามาอย่างรุนแรง ปลุกเร้าความอยากมี อยากเป็น ของผู้คนอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ครูก็สอนคุณธรรมข้อนี้ด้วยการบูรณาการเข้าไปในบทเรียน ดิฉันสอนสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ซึ่งบูรณาการ
เรื่องต่าง ๆ ได้ง่าย โดยการยึดมาตรฐานการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังเป็นหลัก ไม่ได้ยึดตำราเรียนเป็นหลัก แต่ใช้ตำราเรียนบ้าง การบูรณาการเรื่องการประหยัด
ก็อย่างเดิมคือการพูดคุย กับนักเรียน(จะทำในช่วงต้น ๆ ชั่วโมง ช่วงที่เด็กหยิบสมุด หนังสือ ฯลฯ)ออกมา เป็นช่วงว่างนิดหน่อย ดิฉันก็พร่ำสาธยาย พูดคุย มีรูปภาพ สื่อต่าง ๆ มาประกอบด้วย อย่าไปบังคับเขาว่าต้องฟังนะ เพราะถ้าบังคับเขาจะไม่ฟัง ช่วงนี้เป็นช่วงนาทีทอง ที่จะสร้างบรรยากาศของห้องเรียนให้ดี ถ้าเราดุ เขาตั้งแต่ต้นชั่วโมงแล้ว ก็จะเสียอารมณ์ไปตลอด
ก็ไม่ลืมที่จะยกตัวอย่าง (ตอนนี้ใช้ครูเป็นศูนย์กลาง) เช่นให้นักเรียนดูโทรศัพท์ของครู รุ่นที่วางลืมทิ้งไว้ก็ไม่มีวันหาย (ตอนแรกเด็กจะหัวเราะกันคิกคักเมื่อมีเสียงเรียกเข้า และครูรับโทรศัพท์ ) ก็สอนเขา ให้เขาถามตอบ เช่น นักเรียนคิดว่าครูซื้อโทรศัพท์ใหม่ได้ไหม?
ได้ -ไม่ได้ ได้มั้ง ทำไมไม่ซื้อ ? มันยังโทร.ได้ไหม แล้วสรุปเรื่องค่านิยม ความฟุ่มเฟือย
ลงไปถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ความมีเหตุผล ความพอดี ฯลฯ ไปได้เป็นคุ้งเป็นแคว พอพูดคุยจบเรื่องที่เราจะบูรณาการ อย่าลืมให้เขาสรุปเป็นข้อๆ ลงสมุด สาระสำคัญที่ได้รับคือ..... ว่าง ๆเราก็ตรวจสมุด ให้เขาดีมาก ดี พอใช้ ฯลฯ
เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีใบความรู้ ประกอบรูปภาพ สวยงาม ไว้สำรอง ไว้ให้นักเรียนอ่าน
สรุปสาระสำคัญ เนื้อหาเกี่ยวกับทุกเรื่องที่ดี ๆ ที่เห็นว่าเด็กนักเรียนน่าจะได้อ่าน ใบความรู้ ใบงานเหล่านี้ ทำขึ้นทุกวัน print สีอย่างดี (เรื่องนี้ต้องลงทุนเพราะได้เงินมา 3500 บาท เขาให้มาลงทุน)นักเรียนที่ทำงานเสร็จก่อนคนอื่นก็หยิบมาอ่าน มาเสริม ใครอ่านมาก ได้มาก เพื่อรอนักเรียนที่ยังทำงานไม่เสร็จ เมื่อเสร็จงานพร้อมกันแล้ว ครูก็จะสอนเรื่องที่ต้องเรียนพร้อม ๆ กันต่อไป
ก็สอนอย่างนี้ ถ้าจะมาถามว่าแผนการสอน(ปัจจุบันเรียกว่าแผนการจัดการเรียนรู้)เป็นอย่างไร ตอบได้ว่ามีใช้ แต่ที่เป็นฉบับup date น่ะ "เขียนไม่ทัน" เพราะเราสอนแบบฉับพลัน สอนแบบอัตโนมัติ อุปกรณ์สื่อ บางอย่างหาได้ในตอนเช้า ประมาณ ตี4 -ตี5 จากอินเทอร์เน็ตบ้าง จากรูปในหนังสือนิตยสารในบ้านบ้าง คำคม วาทะต่าง ๆ จากคำพูดของคนสำคัญ ๆ ในโทรทัศน์ ในเช้านั้นบ้าง มีเพียงแต่ว่า วันนี้ เราจะสอนสาระอะไร จะเสริมอะไร จะใช้สื่ออะไร จะใช้ประโยคไหนที่ "โดนใจ" พวกเขา จะวัดผลเขาอย่างไร
เคยให้เขาประเมินตัวเรา ก็บอกว่าชอบการสอนแบบนี้ ชอบให้แทรกการพูดคุยอย่างนี้
ไม่ได้ชมอะไรเราเลิศเลอ แต่เขาจะเขียนประเมินมาแบบซื่อ ๆ จริงใจ เท่านี้ก็มีความสุข กำลังใจก็เกิด
สอนอย่างนี้แล้วเด็กของเราเก่งไหม ? มีทุกระดับ เก่ง ปานกลาง อ่อน แต่เราก็ยังมีกำลังใจ เพราะเด็กเหล่านี้เป็นคนดี ไม่ทำเรื่องเสียหาย เชื่อว่า เมื่อเขาดี เขาก็จะเก่งได้ในภายหลัง
เราภูมิใจที่เด็กของเราดี แม้จะเก่งน้อยหน่อย แต่เราจะเสียใจมากถ้าเด็กของเราเก่ง มีสมอง สติปัญญาเป็นเลิศ แต่โกง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 10 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 1 ส.ค. 2550 (19:05) ขอเป็นกำลังใจให้ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 2 ส.ค. 2550 (21:24) "การให้ครูนำคุณธรรม 8 ประการมาสอนนักเรียน เป็นความคิดที่วิเศษมาก"
ผมไม่ได้อยู่ในแวดวงการศึกษา จึงไม่ทราบว่า คุณธรรม 8 ประการ คืออะไร
ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งในข้อนี้
"การสอนให้นักเรียน คิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้อย่างสร้างสรรค์ (ไม่ใช่แก้ปัญหา โดยการให้ปัญหาไปตกกับผู้อื่น)"
ไม่ทราบว่าคุณ nit_n สอนวิชาอะไร พอบอกได้ไหมครับ
ในความเห็นของผม เด็กปัจจุบันเหมือนกับว่าอ่อนเรื่องการใช้เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ พาลไปถึงเรื่องอื่นๆด้วย
ซึ่งในอดีตก็ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันยิ่งแย่ไปอีก
ผมเชื่อว่า คนเราต้องเริ่มต้นจาก "ความมีเหตุผลก่อน" คุณธรรมและจริยธรรมที่แท้จริงถึงตามมา ซึ่งความจริงข้อนี้ เราเรียนรู้ได้จากงานของคนรุ่นก่อน ที่สืบต่อมาเป็นพันๆปีแล้ว เ่ช่น ขงจื้อ
การเน้นคุณธรรมและจริยธรรมจนเกินเหตุผลไป ก็เป็นรูปแบบหนึ่งของความงมงาย และการใช้อำนาจ บางครั้งอาจทำให้เด็กเบื่อ และ(แอบ)ต่อต้าน เด็กเหล่านี้ไม่สามารถเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีอุดมการณ์ เสียสละ สร้างสรรค์สังคมได้อย่างแท้จริง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 2 ส.ค. 2550 (23:57) ต้องขอโทษครับ ผมยังไม่ทันได้อ่านบทความของคุณครู...ชิต
ตอนนี้ทราบแล้วครับว่าคุณธรรม 8 ประการคืออะไร
ท่านที่สนใจดูได้ที่
ปฏิรูปการศึกษากับ ๘ คุณธรรมพื้นฐานที่ควรปลูกฝัง
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?aid=32103
ขอบคุณครู...ชิตที่นำเรื่องราวดีๆมาเผยแพร่ครับ
โดยความเห็นส่วนตัว สิ่งที่สำคัญที่จะนำไปสู่การปฏิรูปที่แท้จริงได้ คือ การคิด
ผมคิดว่าในทางปฏิบัติคงเป็นเรื่องที่ยากมากๆ ที่จะสอนให้คน คิด
สังคมไทยในยุค 2550 พยายาม วางกรอบศีลธรรม ความดีงาม ไว้มาก แต่ทำไมคนถึงไม่ปฏิบัติตาม
หรือสังคมยังมอง ว่าคนที่ไม่ได้โกง ก็เพราะไม่มีโอกาส หรือเพราะไม่ฉลาด เลยโกงไม่เป็น
โดยลึกๆผมยังเชื่อว่า การศึกษาในห้องเรียนยังไม่ไปถึงจุดที่ สอนให้เด็ก ที่โตไปถ้าเป็น
คนที่ฉลาดและมีโอกาส แล้วจะไม่โกง
ของเหล่านี้ ต้องปลูกฝังอย่างยาวนานและต่อเนื่อง เท่าที่เห็นก็คงจากการอ่านงานดีๆ ของคนรุ่นก่อนๆ
มากๆ เหมือนกับรับพลังจากจิตใจที่ดีงามในอดีต
อย่างในบทความของครูชิต อาจเป็นตัวอย่างหนึ่งของข้อจำกัดทางการศึกษา(ในห้องเรียน)
เพราะอ่านจบ มันเหมือนกับรู้สึกว่า
ถ้าฉันเป็นคนดี แล้วฉันต้อง ทำ 1 2 .... 8 อย่าง นี่ก็เยอะนะครับ แล้วถ้าจะเป็น"ผู้ดี" สมัยก่อนก็ต้องอ่าน "หนังสือสมบัติผู้ดี" อีก ซึ่งก็ทำให้เป็นได้ยากเข้าไปใหญ
ท้ายที่สุดเด็กอาจตั้งคำถามว่า "ในเมื่อมันยุ่งยากนัก ทำไมหนูต้องเป็นคนดีด้วยล่ะ"
ยิ่งถ้าในแวดวงวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทางประวัติศาสตร์ มันก็ มีแค่เส้นบางๆ เท่านั้นที่คั่นระหว่างความดีกับความชั่ว บางคนอาจพูดว่า ฝ่ายชนะนั่นล่ะที่เป็นคนดี เพราะเป็นผู้ ได้เขียนประวัติศาสตร์
ยากครับ ที่จะเป็นคนดีอย่างแท้จริง เพราะถ้าจะดีเท่าไหร่ ก็ต้องเสียสละมากเท่านั้น
และสิ่งที่ต้องเสียสละอันดับ แรกสุดคือ "การที่ทำให้..คนทุกคน..เห็นว่าเราเป็นคนดี"
เพราะคนเราทุกคนไม่ว่าดี แค่ไหนก็จะต้องทำผิดพลาด ต้องขัดกับคนอื่น ส่วนคนที่ไม่เจอปัญหาเหล่านี้เลย
คนคนที่ "ตามน้ำ" ไปวันๆ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับ คนดีที่ไม่ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ผมก็เห็นคุณครู nit_n ก็เขียน vBlog ด้วยน้ำเสียงที่มีความหมายว่ากำลังต้านกับกระแสบางอย่าง
เหมือนกับว่า เราต้องเลือกอุดมการณ์อันหนึ่งและพร้อมที่จะขัดกับเรื่องอื่นๆ ที่บางเวลาสังคมเราอาจนิยามว่า ความดี
เช่น การไม่ทำอะไรแตกต่างจากเพื่อนร่วมงาน คือ ความดี ความสมานฉันท์ การเชื่อฟังผู้บังคับบัญชา ก็คือ ความดี
แต่ถ้าเราเลือก "ชาติ" แล้ว เราก็ต้องลุย แม้คนรอบข้างจะไม่เห็นว่า บางครั้งเราไม่ดี เมื่อเวลาผ่านไป วันข้างหน้า เมื่อเรามองย้อนกลับมา เราจะได้ไม่พบแต่ เวลาแห่ง ความว่าง และกลวงเปล่าของชีวิต ที่เกิดจาก สิ่งที่เราไม่ได้ทำทั้งหลายแหล่ เพียงเพราะต้องการรักษา"สภาวะคนดี(ในบางนิยาม)" ไว้ให้ได้ในวันก่อนๆ
ผมจึงคิดว่า ถ้าให้ตรงจุดที่สุด แบบที่คุณครูบอก คือ "ฉันจะไม่ทรยศชาติ" หรือถ้า ให้ น้ำเสียงเบาลงมาหน่อย คือ ฉันมีจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม
ปัญหาที่สำคัญคือ ทำอย่างไรที่จะปลูกฝังให้เด็กๆ คิดได้ว่า จิตสำนึกที่เสียสละเพื่อส่วนรวมคนละเล็กละน้อย จะทำให้ เราทุกคนอยู่อย่างสุขสงบและยั่งยืน
ความร่ำรวยที่เกิดจากการเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์อย่างไร้ยางอาย ไม่ใช่ความหมายที่แท้จริง
ของการมีชีวิต มันไม่สามารถนำไปสู่ ความสุขที่แท้จริง
แล้ว ความสุขที่แท้จริงคืออะไร อืม .. อย่างน้อยการมองกลับไปที่การกระทำในอดีตของตนเองได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ติดค้างใคร ก็เคยถูกนับว่าเป็นความสุขอย่างหนึ่ง
สิ่งเหล่านี้มนุษย์เรารู้มาตั้งแต่มีอารยธรรม และก็ตกผลึกอย่างสมบูรณ์ เป็นพันๆปีมาแล้ว อ่านได้จากงานของนักคิดสมัยโบราณทั้งหลายทางฝั่งเอเชีย ซึ่งที่จริงเราไม่จำเป็นต้องย้อนไปอ่านงานของ
ท่านเหล่านั้นจริงๆ เพราะความคิดที่ทรงคุณค่าเหล่านี้ หลอมรวมอยู่ในวัฒนธรรมไทย ซึ่งรับ อินเดีย+จีน มาผสมผสานอย่างกลมกลืนอยู่แล้ว ก็คือระบบคุณธรรมจริยธรรม ที่ถูกแต่กระแสของวัตถุนิยม อาจทำให้คนรุ่นใหม่หลงลืมไป
เหตุผลหนึ่งที่ถูกกลืน เพราะ ในอดีต เราไม่ได้สอนกันให้"เข้าใจ"ถ่องแท้ต่างหาก
เพียงแค่จำได้ไม่ได้ช่วยอะไรเลย จะนำไปสู่อาการรู้แต่ทำไม่ได้ เพราะจิตใจไม่ได้ตระหนักถึงความจำเป็น
ประมาณว่า เอาน่าใครๆก็โกงกัน
แม้แต่คนที่เข้าใจระดับหนึ่ง ถึงขั้นสอนชาวบ้านเอง ก็ยังหักห้ามใจไม่ไหวอยู่บ่อยๆ
โดยความเห็นส่วนตัวจริงๆ สิ่งหนึ่งที่เป็นปัญหาในอนาคต หากเรายัดเยียด "ความดี" ให้เด็กอย่างไม่ลืมหูลืมตา
หรือเรียกว่า "ลัทธิวัตถุนิยมความดี" อย่าให้เด็กคิดว่า การทำความดี คือ การสะสมแต้ม เพื่อเลื่อน ไปยังสถานะที่สูงกว่า
ดีกว่า วิเศษกว่า ผู้อื่นในสังคม ผมไม่เห็นว่าการศึกษาแบบนี้ จะทำให้คนเรา อ่อนน้อมถ่อม ตนได้อย่างแท้จริงได้อย่างไร
"ถ้าเด็กยังคิดว่า ถ้าผู้อื่นเห็นเรา แสดงออกภายนอก ตามคุณธรรม 8 ประการ แล้ว เค้าจะนับถือ เราให้วิเศษกว่าผู้อื่น" หลังจากนั้น ผลประโยชน์ ความได้เปรียบต่างๆของสังคม ควรจะมาหาเราผู้ซึ่งเป็น
คนที่ดีกว่าก่อน
มันก็สร้างได้แต่เปลือก แต่บางคนอาจคิดว่า ได้แค่เปลือก อาจจะดีกว่า ไม่ได้อะไรเลย
ผมแนะนำหนังเรื่อง Hero ซึ่ง คุณครูคงหาดูไม่ได้เพราะเก่าแล้ว
http://www.imdb.com/title/tt0104412/
ปี 1992 หนังฝรั่งนะครับ ไม่ใช่หนังจีนเมื่อไม่นานนี้ ในเรื่อง พระเอก Dustin Hoffman ไม่ว่าจะมองในมุมไหน ทุกสังคมก็นิยามว่า เป็นคนที่ใช้ไม่ได้ ไม่ดี ไร้ความรับผิดชอบ แต่ไม่ถึงกับชั่วเลวร้ายกาจ ขนาดทนายความรัฐแต่งตั้งให้มาช่วยก็ยังล้วงกระเป๋าเค้าหน้าตาเฉย
แต่พอมีเหตุการณ์คับขัน ที่คนอื่นๆ ได้แต่ยืนดูไม่กล้าเข้าไป แกก็จะเข้าไปช่วยเป็นคนแรกที่วิ่งใส่
หนังเรื่องนี้ เสียดสี การเป็น"คนดีแบบที่สังคมอยากเห็น" (แบบ พระรอง ซึ่ง เป็นที่รัก อ่อนน้อม สุภาพ รักเด็ก ช่วยทุกคนเมื่อมีโอกาส แต่กลัวที่จะเสี่ยงภัย) กับ คนดีได้แค่บางเวลาแต่่พึ่งพาได้ยามคับขัน
เรื่องความดี มันเป็นปัญหาปรัชญาที่เถียงกันมาเป็นพันๆปี และไม่มีทีท่าว่าจะยุติ
ส่วนเรื่องคุณธรรมพื้นฐานที่นำสังคมร่มเย็น เป็นสิ่งที่กระจ่างและยอมรับกันมานานแล้ว (ครูโบราณทางตะวันออกเรา) ที่พิมพ์มายาวๆ ไม่ได้มีอะไรมากครับ แค่แลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพราะบางทีก็อึดอัดที่เห็นว่าคนที่เราศรัทธาว่าดี บางทีก็ทำอะไรไม่ได้มาก
เมื่อดูประวัติศาสตร์รวมๆของโลก หลายครั้ง คนที่พึ่งพาได้จริงๆ ก็ไม่ใช่คนที่ดีวิเศษวิโสอะไรมากมาย
ผมยังเชื่อว่า ถ้าเมื่อไรที่คนเราเข้าถึงอุดมการณ์บางอย่าง เค้าก็จะเป็นคนที่ใช้ได้ และก็ทำอะไรเพื่อส่วนรวมได้เอง แม้จะไม่ใช่คนที่ดีได้มาตรฐาน
ในอีกมุมหนึ่ง คนแก่ ตามวัดต่างจังหวัด ก็ชอบ มาพูดกันถึง"ศีลธรรม ความดี" ตามวันพระ เพื่อสถานะบางอย่างของตนในสังคมเล็กๆดูดีขึ้น และก็แยกย้ายกันไปใช้ชีวิตแบบเดิมๆมา 10-20 ปี
ไม่มีอะไรคืบหน้า แต่มันยังก็ดีกว่า รวมหัวมั่วสุมของเยาวชน กับผู้ใหญ่เมืองในปัจจุบันเยอะทีเดียว
เอาเป็นว่า
ทุกคนรู้ล่ะครับ ความความดีคือ อะไร เด็กๆเองก็คงจะรู้ในระดับหนึ่ง แต่เหตุผลที่จะ"ต้อง"ทำความดี ต่างหาก ฝังรากแนบแน่นในจิตใจเค้าแค่ไหนกันเชียว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 4 ส.ค. 2550 (06:37) ขอบคุณทุกท่านที่อ่านเรื่องนี้ ที่ให้กำลังใจ ที่เขียนมาร่วมแสดงความคิดเห็น ก็อาจจะใช่ ที่ดิฉันพยายามจะ "ทวนกระแส" บางอย่างของสังคม คิดว่าท่านผู้อ่านหลายท่านคงอยู่นอกวงการครู
ก็อยากจะเรียนให้ทราบว่า วงการครูนั้น เป็นอะไรที่ มีเสน่ห์ น่าสนใจมาก ไม่เกิดความเบื่อหน่ายเลย กลับท้าทาย และมีความสุข ถึงแม้จะเหนื่อย และหนักหนาสาหัสในบางช่วง
แต่ครูก็ต้องการ "เพื่อสื่อแสงแจ้งสว่างพร่างตระการ กลางวิญญาณมืดมิด อวิชชา"
นำส่วนนี้มาจากบทอาขยาน ที่ให้เด็กท่อง ก็...สอนใจครูไปด้วยนะ
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 4 ส.ค. 2550 (16:44) ผมมีโอกาสได้คลุกคลีกับคนหลายระดับในวงการ การศึกษาไทย แต่ก็ไม่ได้มากจนถึงกับเรียกตัวเองได้ว่าผู้คร่ำหวอด เรียกว่าเด็ก จะเหมาะสมกว่า
เมื่อได้พบกับ นักวิชาการ นักคิด ใหญ่ๆ ในบ้านเรา ก็ประทับใจบ้าง ไม่ประทับใจบ้าง แต่เมื่อได้พบกับครูดีๆ ผมรู้สึกว่าตัวเองเทใจให้เสมอครับ และหลายปีที่ผ่านมาก็รู้สึกสงสารเหลือกำลัง
เพราะรู้สึกว่า นักการศึกษาไทย จะเร่งสร้างผลงานกันเหลือเกิน แนวความคิดที่ออกมาแต่ละอัน ฉาบฉวยจริงๆ ผมอ่านนะ พวกงานที่นักการศึกษาเหล่านี้เขียน เห็นแต่คำศัพท์มันคุ้นๆทั้งนั้น
เมื่อดูเอกสารอ้างอิง
"หลายๆครั้ง เอามาจาก หนังสือประเภทจิตวิทยา บริหารธุรกิจ ที่เค้าเขียนให้คนทั่วไปอ่านกันน่ะครับ"
อาจถืออ่านภาษาอังกฤษออก มีเงินซื้อหนังสือพวกนี้มาอ่าน(ก็เบิกบ้างอยู่ดี) และที่สำคัญคือมีเวลาว่างมาก
พูดตรงๆ ในวงการวิชาการเค้า เรียกว่า นักวิชาการชั้นสอง คือ ลอกชาวบ้านเค้ามาอีกทีนั่นแหละ
มันเป็นเรื่องหลอกลวง เรื่องเศร้า ที่ทำให้ผมสงสารครูอย่างสุดหัวใจ
คนพวกนี้ เค้าเคยแสดงหลักฐานอะไรที่เป็นชิ้นเป็นอันมั๊ย
เช่น อเมริกา ประเทศที่ เจริญแล้ว ที่พวกเค้าชอบอ้าง
เช่น ขอดู รายชื่อ มหาลัยที่เค้าทำประกันคุณภาพกันแบบบ้านเรา ว่ามีมหาลัยใดบ้าง เหอๆ
หรือ เคยตั้งคำถามกับตัวเองบ้างมั๊ย ว่าทำไม ประเทศอื่นๆ ในเอเชีย อย่าง จีน เกาหลี ญี่ปุ่น เด็กเค้าเอ็นทรานซ์กันหนักกว่าบ้านเราอีก ทำไมการศึกษาของเค้าถึงเจริญ ประเทศเค้าถึงเจริญได้
ฝรั่งถึงก็ต้องมาก้มหัวให้ในหลายๆเรื่อง
เค้าก็ทำแบบเดิมๆ มาตั้งกี่สิบ กี่ร้อยปีแล้ว ไม่เห็นต้องยุ่งยากวุ่นวายแบบบ้านเราเลย
หลังจากได้เจอครูเก่งๆ แก้ปัญหาความไม่มี ความขัดสนต่างๆ ประยุกต์สิ่งรอบตัว หาตัวอย่าง ประดิษฐ์อุปกรณ์ ทุ่มเทด้วยวิธีการต่างๆ ให้เด็กได้เรียนรู้ ได้ก้าวหน้า
ผมเทความนับถือ แบบหมดหัวใจ คิดว่าพวกท่านเก่งกว่า พวกนักการศึกษาหลายคน ที่ผมอยากเรียกว่า "พวกอ่านหนังสือไม่แตก" แต่ผมก็จนใจไม่รู้จะช่วยให้ปัญหาเบาบางได้อย่างไร
นักคิดโบราณท่านได้พูดไว้เป็นพันๆปี(น่าจะเป็นท่านเล่าจื้อ)แล้วครับ ว่า การปกครองที่ดีวิเศษสุด คือ การปกครองที่ผู้ถูกปกครองไม่รู้สึกว่าถูกปกครอง
แต่ถ้าสิ่งต่างๆ ที่ "พวกเขา" สรรค์สร้างกันออกมา รังแต่จะทำให้เกิดปัญหา วุ่นวาย เด็กเครียด ขนาดต้องสร้างเป็นหนัง ก็ไม่ต้องพูดให้มากความ ว่ามีฝีมือแค่ไหน
ทิ้งท้ายครับ ที่คุณครูกล่าวไว้
แต่ครูก็ต้องการ "เพื่อสื่อแสงแจ้งสว่างพร่างตระการ กลางวิญญาณมืดมิด อวิชชา"
นำส่วนนี้มาจากบทอาขยาน ที่ให้เด็กท่อง ก็...สอนใจครูไปด้วยนะ
นี่ล่ะครับคือความหมายที่แท้จริงของคำว่า "ครู" ที่ผมบังเอิญรู้มา
เราจะชอบบอกกันว่า ครู มาจาก คุรุ แปลว่า หนัก ต้องหนักแน่นอดทน
แต่แน่นอนที่สุด ไม่ว่าครูหรือ คุรุ มาจากคำว่า กูรู ในภาษาอินเดีย เป็นคำที่ใช้กันอย่างกว้างขวาง
เมื่อดูคำว่า guru ใน wikipedia
http://en.wikipedia.org/wiki/Guru
พบว่า กูรู ที่แปลว่าหนักน่ะเป็นความหมายเชิงคุณศัพท์ จริงๆแล้ว กูรู มาจากคำสองคำคือ
"กู" แปลว่า เงา ความมืดมิด
"รู" แปลว่า ปัดเป่า ขจัด
ดังนั้น คำว่า กูรู หรือ คุรุ หรือ ครู ก็แปลว่า ผู้ที่ปัดเป่าขจัดความมืดมิด ที่เค้าอ้างไว้ว่ามาจาก Advayataraka Upanishad
ก็ตรงกับบทอาขยานที่คุณครูยกมา
หมายเหตุ Upanishad คือ คัมภีร์โบราณอายุกว่าห้าพันปี (ถ้าจำไม่ผิด) ของชาวฮินดูนั่นเอง บ่อเกิดปรัชญาและศาสนาที่สำคัญในระแวกนี้มากมาย และพุทธศาสนาก็คงได้รับอิทธิพลจากคัมภีร์นี้ไม่มากก็น้อย ลึกซึ้งมากในปัจจุบันคนก็ยังศึกษากันอย่างจริงจังครับ
(เกร็งนิดๆครับ เมื่อรู้ว่ากำลังเขียนหนังสือให้คุณครูภาษาไทยอ่าน เพราะตอนเด็กไม่ค่อยตั้งใจเรียน
โตมาจึงรู้สึกว่าเป็นปัญหามากครับ เวลาจะเขียนอะไรทีก็ไม่ค่อยแน่ใจไปหมด)
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 4 ส.ค. 2550 (17:25) คุณ white_rabbit ช่างมีความรู้กว้าง และรู้ลึกจริง ๆ นะคะ ก็อ่านงานเขียนของคุณอยู่
เวบไซด์ที่มีเรื่องดี ๆ อย่างนี้ พยายามจะแนะนำให้นักเรียนเข้ามาในยามว่าง เพราะประเทืองปัญญา จรรโลงจิตใจดีมาก เด็ก ๆ เขาก็ค่อนข้างจะเชื่อฟัง บ้างเหมือนกัน เห็นว่านำมาคุยกันในห้องเรียน แลกเปลี่ยนเว็บไซด์ที่สร้างสรรค์ ดิฉันพยายามจะทำให้เขา "รู้เท่าทันเทคโนโลยี"
โดยพยามแทรกซึมเข้าไปทีละน้อย ๆ
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 5 ส.ค. 2550 (08:03) ขอบคุณ คุณ white_rabbit สำหรับความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษา และ งานเขียนของคุณ nit_n ที่พยายามสอดแทรก ๘ คุณธรรมพื้นฐาน จริงแล้วคุณธรรมมีอยู่มากแต่คุณธรรมดังกล่าวอาจถือว่าเป็นวาระเร่งด่วนของชาติที่จะต้องพัฒนา(การเปลี่ยนแปลง)คนโดยเฉพาะเยาวชนเหตุผลผมเปรียบเทียบดินเหนียวเมื่อจะปั้นเป็นรูปร่างอะไรก็ง่าย(เยาวชน)แต่เมื่อดินเหนียวเริ่มแห้งจนแข็งการจะนำมาปั้นใหม่ก็ย่อมมีความลำบากมากกว่าดินเหนียวแน่นอนหากพ่อ - แม่ ผู้ปกครอง ครูอยากได้ลูก ลูกศิษย์ของเราที่แท้จริงก็ควรเลี้ยงดู ปลูกฝังสิ่งดีๆให้แก่เขาตั้งแต่แรกเกิด หรือเป็นเด็กซึ่งจะง่ายกว่าเมื่อเขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วซึ่งจะปรับเปลี่ยนยากหรือแทบไม่ได้เลย(เจตคติ) ครับ การที่ปลูกฝังสิ่งดีงามหรือคุณธรรมแก่เยาวชนนั้นเป็นสิ่งที่สมควร ผลที่ตามมาย่อมเกิดแก่ตัวเขา พ่อแม่ ผู้ปกครอง สังคม ประเทศชาติหรืออาจทั้งโลกเลยก็ว่าได้ ดังนั้น การที่ทั้ง 2 ท่านนำมาเผยแพร่และปฏิบัติอยู่นั้นเป็นสิ่งที่ดีมากๆครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 9 ต.ค. 2550 (09:37) ดิฉันเป็นครูมาน้อยกว่าท่านเกือบ 10 ปีค่ะ แอบสะกดรอย...ตามมาอ่านเรื่องราวดี ๆ และน่าสนใจของผู้ที่แสดงจิตวิญญาณร่วมอุดมการณ์ในวิชาชีพค่ะ เลยได้ซึมซับความรู้สึกนึกคิดดี ๆ และมุมมองที่อาจจะเหมือนกันหรือแตกต่างกันกันบ้าง มากมายและหลากหลายซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมาก ชีวิตคุณครูต้องรักษากำลังใจของตนเองให้มั่นคงเพื่อที่จะแบ่งปันและเป็นกำลังใจให้กับคนอื่น ๆ ได้ เป็นกำลังใจให้นะคะ ด้วยความนับถือคุณครูค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 11 ต.ค. 2550 (06:16) ขอบคุณค่ะ คุณPanichaya ดีใจที่ทราบว่า ยังมีเพื่อนร่วมอุดมการณ์เดียวกัน เฝ้ามองอยู่
ทำให้รู้สึกอบอุ่น มีความหวังมากขึ้น ต้องออกตัวก่อนว่า ไม่ใช่คนดีอะไรมากนัก
เป็นคนธรรมดา ๆ ที่มีจุดมุ่งหมายของชีวิต ค่อนข้าง ตรง ไม่เคยเปลี่ยน แม้ว่ามีเส้นทางชีวิต
ที่ให้เลือกเดินได้อย่างมั่นคงอีกทางหนึ่งที่สะดวก สบาย ราบรื่น มั่นคง หรูหรา
แต่ก็ยังคงเลือกเดินทางสายเก่า ที่เคยเดินมาถึงเกือบ 30 ปี ซึ่งคุณก็เข้าใจดีอย่างลึกซึ้ง ว่าทางสายนี้เป็นอย่างไร ลำบากอย่างไร (เพราะเป็นเส้นทางเดียวกัน ที่เรากำลังเดินกันอยู่)
ขอน้อมรับกำลังใจที่ให้ คำติ คำชม ใด ๆ ขอน้อมรับเสมอ และ จะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้น
ถ้ามีคำทักท้วง ติ เตือน ก็พร้อมจะแก้ไขค่ะ
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 17 ต.ค. 2550 (05:54) ขอพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ จงทรงพระเจริญ ทรงหายจากพระอาการประชวร
โดยเร็ว ทรงเป็นมิ่งขวัญของปวงชนชาวไทย ตราบนานเท่านาน
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ
ข้าพระพุทธเจ้า nit_n
nit_n
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 43 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 160 ดวง - โหวตเพิ่มดาว