 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32173" type="text/javascript"></script> |
|
|
มุมมองในการใช้สเต็มเซลล์ ดีจริงหรือไม่
!!!
สะท้อนมุมมองของคุณหมอคนหนึ่ง ในสภาวะสับสนของเทคโนโลยีสเต็มเซลล์ ที่ค่อนข้างรุนแรงทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ
post ครั้งแรก: Mon 6 August 2007, 11:42 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 8 August 2007, 11:22 am
|
หน้าที่ 1 - เปิดใจรับเทคโนโลยีสเต็มเซลล์
ช่วงนี้กระแส
สเต็มเซลล์ ที่ค่อนข้างรุนแรงทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ ประชาชนทั่วไปอาจเริ่มสับสนและสงสัย ดังนั้นผมในฐานะที่ทำงานด้านนี้และมีโอกาสได้ผ่านการประชุมสัมนาทั้งในและต่างประเทศมาพอสมควรจึงอยากแสดงความคิดเห็นดังนี้ครับ
ก่อนอื่นลำดับแรกเราต้องเปิดใจกันก่อนว่าปัจจุบันเทคโนโลยีได้ก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วมาก เรียกได้ว่าทุกๆ 5 ปี ความรู้ที่เรามีอยู่จะได้รับการพัฒนาไปอีกขั้น บางครั้งความรู้ที่เราเรียนมาอาจถึงขั้นเปลี่ยนทฤษฏีไปเลยก็มี สเต็มเซลล์ก็เป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่มีบทบาทสูงในการรักษาโรค แต่ก็มีบุคคลบางกลุ่มที่อาศัยคำว่าสเต็มเซลล์นี้ในการหากิน โดยมิได้มีความรู้และไม่ได้คิดถึงเงินทองที่ผู้ป่วยอาจต้องเสียไปซึ่งเป็นมูลค่าที่สูงมาก
ดังนั้นขอแบ่งกลุ่มคนที่ใช้สเต็มเซลล์ออกเป็นกลุ่มๆดังนี้
1.
บุคคลที่นำไปใช้โดยไม่รู้จริง ไม่มีความรู้ หรือกลุ่มที่หลอกลวง ว่านี่คือสเต็มเซลล์ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มบุคคลที่น่ากลัวที่สุด เพราะคนไข้ที่หลงไปรักษาไม่ว่าจะทั้งในและต่างประเทศ แต่ผลที่ได้รับกลับมาคือ ไม่เกิดผลในเชิงบวกเลย มีแต่เสียเงินเท่านั้น และอาจเกิดปัญหาจากการรักษาตามมาได้ และกลุ่มบุคคลนี้เองที่จะทำให้เทคโนโลยีด้านสเต็มเซลล์ได้รับความเสียหายจากการเข้าใจผิดของผู้ที่ทำการรักษาแล้วไม่ได้ผล
2.
บุคคลที่เน้นการทำทัวร์คนไข้ส่งไปรักษายังต่างประเทศ คนกลุ่มนี้มีทั้งที่มีความรู้ด้านสเต็มเซลล์และบางคนก็ไม่ได้มีความรู้จริง ในต่างประเทศที่มีการใช้เซลล์จากสัตว์ไปรักษาคน (Xenograft) บางที่ก็อาจเป็นการใช้สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนของคนก็มี ข้อนี้ต้องเปิดใจยอมรับก่อนว่าหลายๆประเทศในยุโรปรวมถึงจีน รัสเซีย และยูเครน ประเทศเหล่านี้มีการใช้เซลล์มารักษาผู้ป่วยมานานแล้ว ผลการรักษาก็อยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลประเทศนั้นๆ หมอในไทยหลายคนก็เห็นโอกาสในการส่งคนไข้จากไทยไปรักษายังประเทศนั้นๆ ซึ่งบางรายก็ได้ผลดี บางรายก็ไม่ได้ผล ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสถาบันนั้นๆว่าได้รับการรับรองหรือไม่ เพราะมีทั้งของจริงและของปลอมเช่นกัน บางบริษัทก็ถูกหน่วยงานสืบสวนสอบสวนของประเทศตามจับอยู่ข้อหาหลอกลวงก็มี
3.
บุคคลที่มีความรู้ด้านเซลล์บำบัด และ/หรือ สเต็มเซลล์บำบัดในประเทศไทย มีบุคลากรทางการแพทย์ นักวิทยาศาสตร์ในไทยหลายท่านที่ได้ศึกษาเรื่องนี้จากทั้งในและต่างประเทศ บุคคลเหล่านี้มีความรู้จริง แต่ในเชิงธุรกิจการแพทย์นั้นก็คงแล้วแต่ว่าใครจะใช้โอกาสและความรู้นี้ทำประโยชน์ให้กับส่วนรวมและส่วนตัวมากน้อยเพียงไร แต่สิ่งหนึ่งที่เราต้องยอมรับคือ เครื่องมือที่ใช้ในการทำสเต็มเซลล์นั้นมีราคาที่แพงมหาศาลจริงๆ
4.
บุคคลที่ทำการทดลองด้านสเต็มเซลล์ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มนักวิจัย แพทย์ นักวิทยาศาสตร์ ที่มาทำการทดลองวิจัยด้านนี้ ซึ่งปัจจุบันในประเทศไทยก็มีหลายกลุ่มหลายสถาบัน มีทั้งภาครัฐและเอกชนที่ให้ผลการทดลองในเชิงบวก และคาดว่าจะสามารถนำมาใช้รักษาได้จริงในอนาคตอันใกล้ แต่ทั้งนี้ก็คงต้องเก็บตัวเลขข้อมูลให้ได้มากเพียงพอเพื่อนำไปใช้จริง
จากกลุ่มต่างๆที่ผมได้สรุปกว้างๆออกมานี้
ปัญหาหลักใหญ่จริงๆน่าจะอยู่ในกลุ่มที่ 1 มากที่สุดเพราะนอกจากจะไม่ช่วยก่อให้เกิดประโยชน์ใดๆแล้วยังส่งผลเสียต่อการพัฒนาสเต็มเซลล์อีกด้วย
รองลงมาคือปัญหาของกลุ่มที่ 2 อันนี้เป็นปัญหาที่พูดยาก เพราะยังมีบุคลลในประเทศไทยหลายกลุ่มที่ส่งคนไข้ไปรักษายังต่างประเทศ โดยบางครั้งอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบริษัทต่างประเทศเหล่านี้มีความรู้ในการใช้สเต็มเซลล์จริงหรือไม่ อันนี้ก็คงต้องให้ผู้ป่วยใช้วิจารณญาณให้รอบคอบก่อนไปรักษา
สำหรับปัญหาของกลุ่ม 3 ก็คงเป็นพวกที่เน้นแต่ธุรกิจ รู้ทั้งรู้ว่าโรคบางโรคไม่สามารถรักษาได้ด้วยสเต็มเซลล์แต่ก็ยังอ้างทำนองว่ารักษาได้ทุกโรค
ส่วนกลุ่มที่ 4 นั้น ผมเชื่อว่าเป็นบุคคลที่ต้องการเห็นการพัฒนาด้านสเต็มเซลล์เป็นไปอย่างสมบูรณ์แบบ และเป็นในแง่ของวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงไม่น่ามีปัญหาใดๆ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 13 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 ส.ค. 2550 (13:54) ขอบคุณ คุณหมอที่เป็นอีกแรงหนึ่งในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสเต็มเซลล์ โดยทำด้วยความเป็นกลาง และมีมุมมองในทางบวก เห็นด้วยกับมุมมองต่างๆ ที่คุณหมอพูดถึงในเนื้อหาทั้ง 3 หน้าครับ
นำชัย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 8 ส.ค. 2550 (18:02) ขอบคุณคุณนำชัยครับ
ช่วงนี้กระแสแรง รวมทั้งมีข้อมูลที่ออกมาเยอะมาก และจากการที่ผมว่างงานนั่งตบยุงอ่านหนังสือมาหลายเดือนก็ทำให้พอจะจับข้อมูลได้ว่า ช่วงก่อนปี 2004 ข้อมูลด้านสเต็มเซลล์ยังค่อนข้างใหม่และสับสน ดังนั้นหากใครสนใจด้านนี้ก็ขอให้อ่านข้อมูลตั้งแต่ปี 2004 ขึ้นมาจะดีกว่าครับ เพราะข้อมูลใหม่และเก่าหลายๆเรื่องที่มันไม่เหมือนกันเลย แต่จะอ่านปี 2004 ก็ไม่เสียหายครับเป็น Black ground ที่ดีใช้ได้ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 12 ส.ค. 2550 (12:13) อ่านแล้วทำให้ได้รับความเข้าใจเพิ่มขึ้นครับ แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 12 ส.ค. 2550 (21:23) เสต็มเซลล์มานคืออะไรหรอคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 13 ส.ค. 2550 (09:27) สเต็มเซลล์ (Stem cell) คำว่า Stem = ลำต้น หรือ โคน (ต้นไม้) ดังนั้นหากแปลตรงๆก็คือ เซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์ทั่วๆไป หรือ เซลล์แรกๆเลยที่จะเปบี่ยนไปเป็นเซลล์ต่างๆของร่างกายครับ
ปัจจุบันเราทำการศึกษาด้านนี้มากขึ้น เพราะเป็นความรู้เทคโนโลยีใหม่ที่จะนำไปใช้ในการรักษาคนหรือสัตว์ในโรคที่ปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ หรือรักษาได้ไม่ดี ครับ
ลองอ่านดู
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?aid=18516
อาจจะยากที่จะเข้าใจสำหรับคุณน้อง ม.3 แต่ลองศึกษาไปเรื่อยๆ โตขึ้นหากเรียนสายวิทย์หรือทางด้าสนการแพทย์ วันนั้นผมเชื่อว่าสเต็มเซลล์คงเป็นเรื่องธรรมดาของการรักษาโรคในสมัยน้องโตแน่นอนครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 18 ส.ค. 2550 (11:50) อันนี้ขอลากความเห็นจากบทความเก่าๆมาลง มคิดว่าน่าจะลงในบทความฉบับนี้มากกว่าครับเลยเอามาลงที่นี่ ยังไงก็แลกเปลี่ยนความรู้กันครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 17 ส.ค. 2550 (14:53) แจ้งลบความเห็นนี้
เวลาคนสูงอายุป่วยเป็นโรคหัวใจที่ต้องผ่าตัดแล้วแพทย์ไม่แน่ใจว่าการผ่าตัดจะเป็นการต่ออายุหรือบั่นทอนอายุผู้ป่วย ทางเลือกที่เสี่ยงน้อยกว่าคือ Cell Therapy แบบจีนโบราณ กล่าวคือ ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ หมอโบราณก็จะหาหัวใจหมูมาปรุงกับตัวยาสมุนไพรให้ดื่มหรือกิน หากการวินิจฉัยโรคถูกต้อง อาการป่วยจะดีขึ้นและหายได้ ไม่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัด
นอกจากนี้การเปลี่ยนอวัยวะ (Implantation) ก็ยังต้องใช้ยาประคับประคองชีวิตหลังการผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนไตก็ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แพทย์แผนปัจจุบันจากรพ.จุฬาและรามาธิบดี หลายท่านยืนยันว่า การใช้ Stem cell เพาะอวัยวะในรูปแบบ Cell therapy นั้นปัจจุบันทำได้สำเร็จกับการปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้น กับอวัยวะอื่นๆ ยังลองผิดลองถูกอยู่แต่มีราคาแพงมาก
คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย และเสียภาษี (หนีไม่พ้น) อยู่ถึง 100 ปีแต่ไม่เกิดประโยชน์กับตนเอง (ตัดภพชาติให้สั้นลง) หรือทำประโยชน์ให้ผู้อื่นไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสู้คนเกิดมาอยู่เพียง 1 วันแล้วทำภพชาติสิ้นลงไม่ได้
ไม่อยากป่วย เจ็บ หรือตาย ก็ไม่ควรเกิด เกิดมาแล้วก็ต้องป่วย เจ็บ ตายเป็นธรรมดา อยากอยู่นานๆ ก็ทำความดีมากๆ ๆ แล้วก็จะป่วยน้อย เจ็บน้อย ตายช้า อาศัย อิทธิบาท ๔ บำรุงธาตุให้กับร่างกายนี้ ไม่เห็นแก่ความเอร็ดอร่อยมากเกินไป ชีวิตคนในยุคพระพุทธเจ้าโคดม ก็ประมาณ 100 ปี ซึ่งก็น่าจะพอแล้ว
yama
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 45 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาวให้สมาชิกท่านนี้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 18 ส.ค. 2550 (11:48) ความเห็นของฉัน แก้ไข แจ้งลบความเห็นนี้
ขออณุญาติคุณ Yama แสดงความคิดเห็นครับ
1 หาก cell Therapy ได้ผล Stem cell ก็ต้องได้ผลดีกว่า และจากข้อมูล ณ ปัจจุบับพบว่า ยังไงการปลูกถ่ายข้าม species ก็ไม่ดีเท่ากับของตัวผู้ป่วยเอง หรืออย่างน้อยก็ขอเป็นสปีชี่ย์เดียวกันครับ
2 ไม่ใช่ผมไม่เชื่อ Cell therapy นะครับ เพราะพวกผมก็มาจากจุดนี้เช่นกันก่อนที่จะมาเป็น Stem cell therapy
3 ส่วนเรื่องที่หมอบางที่ได้กล่าวอย่างที่คุณเขียนไว้ในความเห็น ผมขอบอกอย่างนี้ครับ
...แพทย์ทั้งหลายขอความกรุณานึกถึงคน 65 ล้านคนตาดำๆ มากกว่าการนึกถึงแต่สถาบันของท่านเอง
4 จากข้อ 3 ผมไม่อยากพูดมาก และก็คงพูดมากไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นสาธารณะมันไม่สมควร
สุดท้าย ผมขอเล่านินานเรื่องนึงครับ....เรื่องมีอยู่ว่า เสือ 2 ตัว ทำงานด้านเดียวกัน วันนึง เสือตัวหนึ่งขอความช่วยเหลือ แต่อีกตัวก็ดันไม่ว่างสักที มัวแต่ทำของตัวเองก็เลยไม่สนใจ ด้านเสือที่ขอความช่วยเหลือก็เก่ง และฉลาดอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งรู้สึกว่าชั้นก็เป็นหนึ่งในด้านกัดเหยื่อ ใยฉันต้องให้คู่แข่งอยู่เหนือกว่า ในเมื่อวิธีการที่ฉันทำฉันทำมานานแล้ว เรื่องไรล่ะ...
แล้ววันนึงความจริงจะปรากฎครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 20 ส.ค. 2550 (09:03) ขอบคุณสำหรับความรู้ ดีดี ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 31 ส.ค. 2550 (11:06) ปัจจุปันผมอายุ 35-36 ปี ผมพิการมาได้ 14-5 ปีแล้ว เป็นอัมพาตแขน, ขาและลำตัว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย (ซึ่งเกิดจากกระดูกต้นคอหัก (C4-C5 complete injury)
1. อยากทราบ ความเป็นไปได้ในการรักษาคนพิการ (เป็นอัมพาตเนื่องจากไขสันหลังชำรุด) ด้วยสเต็มเซลล์ ในเมืองไทย มีมากน้อยแค่ไหน ??? (ณ ปัจจุปันนี้ คืบใกล้ความเป็นจริงแค่ไหน? หรือยังเป็นแค่ความหวัง? หรือเป็นได้เพียงแค่ความฝันของคนพิการทั่วๆไปที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร?)
2. ผมพิการไม่มีงานทำ-ไม่มีรายได้ อาศัยอยู่กับพ่อที่มีฐานะปานกลาง-ไม่ร่ำรวยอะไร อยากเป็นอาสาสมัครเข้ารับการทดลองวิธีการรักษาคนพิการที่เกิดจากไขสันหลังชำรุด อยากทราบว่าในเมืองไทยมีหน่วยงานใดบ้าง ที่ศึกษาค้นคว้าและทดลองวิธีการรักษาคนพิการที่เกิดจากไขสันหลังชำรุด ?
ฅ.พิการ-อัมพาต
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 1 ก.ย. 2550 (18:54) สวัสดีครับคุณ Nayphara ตั้งแต่ผมทำงานที่เก่าก็ได้พบเจอคนที่มีปัญหาอัมพาตหลายราย ผมอยากขอให้ทุกท่านมีกำลังใจเป็นอับดับแรกครับ คนเราทุกคนมีความหวังได้ กลับมาเข้าเรื่องนะครับ
ข้อ 1 ...เมืองไทยคงต้องรอพอสมควรครับ ผมเชื่อว่าใน 5 ปีนี้คงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงแน่นอนในเรื่องของอัมพฤกษ์ อัมพาต มีงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศที่ให้ผลในทางบวก ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายอันนี้ผมเชื่อว่าคงเอาเรื่องหลักหลายแสนเป็นอย่างต่ำ หากภาครัฐเข้ามาช่วยก็คงดีครับ
ใกล้ความเป็นจริงแค่ไหน สำหรับผมที่เป็นสัตวแพทย์ก็ได้เตรียมขอทุนวิจัยเรื่องนี้ในสุนัขครับ แต่ก็คงรองบประมาณปี 52 จะเริ่มได้ก็คงประมาณ ต.ค. ปี 51 ในคนก็คงอยู่ที่หมอคนว่าเค้าคิดยังไงน่ะครับ
ข้อ 2 ผมยังไม่เห็นนะครับ
สุดท้ายที่อยากฝากไว้คือว่า หากที่ไหนอ้างว่ารักษาได้ ก็ขอให้พิจารณาให้รอบคอบ ผลดี ผลเสีย ผลที่อาจตามมานะครับ เพราะมีคนบางกลุ่มอ้างการรักษาด้วยสเต็มเซลล์แต่ก็เป็นแค่การหาเงินเท่านั้นครับ
รูปนี้เป็นรูปที่ผมได้มาจากการประชุมที่ซิดนีย์เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว รักษาคนเป็นอัมพาตครับ ดูแล้วหวังว่าคงมีความหวังและกำลังใจมากขึ้นนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 1 ก.ย. 2550 (19:14) โอ้ว....รูปใหญ่มาก....โทษทีนะครับ สงสัยกดผิด ไม่ได้เลือกรูปที่ลดขนาดครับ แต่ก็ดูชัดดีครับ และรูปนี้ขอสงวนสิทธิ์นะครับ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดนำไปใช้เพื่อการค้าใดๆทั้งสิ้น หากผู้ใดต้องการจริงๆก็ติดต่อขออณุญาตก่อนครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 21 ก.ย. 2550 (16:11) ตอนนี้ผมเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์และมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องstem cell มากถึงมากที่สุดจึงอยากถามว่าผมควรทำอย่างไรถึงจะมีโอกาสวิจัยและเรียนรู้และในอนาคตประเทศไทยจะมีหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่องนี้มั้ยครับและผมควรเรียนต่อทางไหนดีครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 22 ก.ย. 2550 (15:50) ตอบยากนะครับ เพระอย่างที่ผมทำอยู่ก็มีทั้งจบแพทย์ สัตวแพทย์ เทคนิคการแพทย์ วิทยาศาสตร์ ทั้งหมดมารวมกัน ช่วยซึ่งกันและกันอ่ะครับ จบวิทย์ด้านไหนดีผมว่ามันได้หลายด้านนะครับ เช่น Molelular Bio , Bio, Gene อื่นๆ เพราะมันเป็นศาสตร์ประยุกต์และเชิงลึกจริงๆจะเป็นความลับอ่ะครับ อย่างพวกผมเองยังต้อง Sign Confidential agreement เพื่อไม่เปิดเผยเทคนิค วิธี หรือความลับมากเกินไปสู่สาธารณะมากนัก เอาอย่างนี้สนใจก็หลังไมค์มานั่งคุยกัน ดูสิว่าเราสนใจจริงๆแค่ไหน ชอบจริงไหม ดีกว่าไหมครับ
supasek_s@yahoo.com
ปล.มันเป็นเรื่องใหม่และมันเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำให้คนเชื่อว่ามันทำได้จริงครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 11 ม.ค. 2551 (13:44) ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stem Cell พร้อมค่าใช้จ่าย และหากจะเก็บ Stem Cell ตอนน้องเขาโตขึ้นแล้วยังสามารถเก็บได้หรือไม่ มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร รบกวนส่งเมล์ที่ sakulras@bot.or.th ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ