การทดลองด้านสเต็มเซลล์สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ เครื่องมืออุปกรณ์รวมทั้งสารเคมีที่ใช้มีราคาที่สูงมาก ดังนั้นผมเองไม่แปลกใจที่การรักษาด้วยวิธีการนี้จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก ปัญหามันอยู่ที่ว่า
อันนี้เองเป็นสิ่งที่แพทย์จะต้องให้ข้อมูลกับผู้ป่วยถึงปัจจัยต่างๆที่มีผลต่อการรักษา เปอร์เซนต์ของการหายจากโรค หรือโอกาสที่ดีขึ้นมีมากหรือน้อยเพียงไร ข้อดี ข้อเสีย ผลกระทบที่อาจตามมา อื่นๆ เพื่อให้ผู้ป่วยเป็นผู้ที่ตัดสินใจเองว่าเขาเองเป็นผู้ที่อยากร่วมในการรักษาหรือทดลอง และแพทย์เองก็ไม่ควรชักจูงคนไข้เพื่อให้เข้าร่วมด้วยเช่นกัน ตัวผู้ป่วยเองก็ควรซักถามข้อสงสัยจากแพทย์เพื่อให้เข้าใจทุกอย่างหรือมากที่สุดก่อนเริ่มทำการรักษาหรือทดลอง
สิ่งหนึ่งที่ผมพบเห็นคือเมื่อทำการรักษาไปถึงจุดหนึ่ง นักวิจัยเองก็คงภูมิใจกับผลงานที่ได้ถึงแม้ว่าจำนวน n ทางสถิติที่ได้ยังมีน้อยแต่ก็อยากที่จะเปิดเผยผลวิจัยให้สังคมรับรู้ ซึ่งสิ่งนี้ผมถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและเป็นก้าวแรกของการเริ่มต้นดังนั้นเมื่อนักวิจัยเสนอผลงานเหล่านี้ เราก็ควรเป็นผู้ฟังที่ดี หากสงสัยก็ถาม
สิ่งหนึ่งที่อยากบอกคือ ค่าใช้จ่ายในการทดลองที่สูงมาก ทุนที่ได้มามีไม่เพียงพอที่จะทำมากไปกว่านี้ ดังนั้นการถามจึงควรเป็นคำถามที่สร้างสรรค์มากกว่า เรื่องสเต็มเซลล์เป็นเรื่องใหม่ที่แม้แต่บุคลากรทางการแพทย์เองก็ยังมีความรู้ ความเข้าใจในศาสตร์นี้น้อยมาก หากเราย้อนไปอ่านหนังสือตำราเรื่องสเต็มเซลล์เมื่อปี ค.ศ.2004 หรือก่อนหน้านั้น หลายทฤษฏีหรือหลายหัวข้อก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไป ทุกวันนี้เรามีความเข้าใจมากขึ้นกว่าก่อนปี ค.ศ.2004 มากมายนัก
จริงๆแล้วเรื่องสเต็มเซลล์ไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่เป็นเวลากว่า 10 ปีที่เรารู้จักการปลูกถ่ายไขกระดูก ซึ่งจริงๆก็คือสเต็มเซลล์รูปแบบหนึ่งที่ปัจจุบันเราสามารถแยกสเต็มเซลล์ออกได้จากส่วนต่างๆของร่างกายไม่ว่าจะเป็น จากเลือด จากฟันน้ำนม จากผิวหนัง จากไขมัน หรือหากเป็นสเต็มเซลล์จากตัวอ่อนก็มีวิธีการใหม่ในการแยกเซลล์ในระยะ 4 blastomeres ออกมาเพื่อไม่ให้เซลล์ตัวอ่อนนี้ต้องตายไป ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้มีพัฒนากันอยู่ตลอดเวลา
(MNC) ก็ได้ จากจุดนี้เราจะพบแพทย์บางส่วนทั้งในและต่างประเทศที่ไม่สนใจการศึกษาเชิงลึกของสเต็มเซลล์ แต่ต้องการประยุกต์การใช้ โดยการฉีดจำนวน MNC ในระดับสูงเข้าหลอดเลือดแดงของผู้ป่วย ซึ่งตามทฤษฏีแล้วมันมีความเป็นไปได้ แต่ก็ควรศึกษาให้ลึกซึ้งต่อไปน่าจะก่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า
การจะเข้าใจให้ถึงเรื่องของสเต็มเซลล์นั้น ผู้ที่ศึกษาควรจะให้ความสำคัญของเรื่องการแบ่งตัวของเซลล์ที่แบ่งออกเป็น 3 ชั้น คือ Endoderm , Ectoderm และ Mesoderm ซึ่งจาก 3 ชั้นนี้เองที่เราแยกเอาส่วนของสเต็มเซลล์ในชั้นเหล่านั้นมาสร้างเป็น Progenitor cells เพื่อเข้าไปซ่อมแซมอวัยวะที่มาจากชั้นนั้นๆนั่นเอง
โรค ก่อนตอบคำถามนี้จะต้องแยกแยะให้ออกก่อนว่าเราจะใช้สเต็มเซลล์ชนิดไหน (ขอพูดแต่ Adult stem cell) อวัยวะเป้าหมายนั้นสร้างมากจากชั้นไหน ก็ต้องใช้สเต็มเซลล์ที่มีพื้นฐานจากชั้นนั้นเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น จะให้ไปสร้างเลือด ก็ต้องใช้ Hematopoietic stem cell จะให้ไปสร้างกระดูก ก็ต้อง Mesenchymal stem cell แต่จากความรู้ใหม่เราจะพบว่าสเต็มเซลล์ทั้ง 2 ชนิดนี้อาจใช้ร่วมกัน แล้วเสริมประสิทธิภาพให้กันได้เช่นกัน กลับมาที่คำตอบ การที่สเต็มเซลล์จะวิ่งไปยังเซลล์เป้าหมายหรือที่เราเรียกว่า Homing นั้น เซลล์ที่มีปัญหาเองนั้นก็จะหลั่งสาร Chemokine และ Chemokine receptor ในขณะที่ตัวสเต็มเซลล์ก็จะวิ่งไปตาม chemokine ที่หลั่งออกมาและมีตัวจับ หรือ receptor ที่เข้ากันได้พอดี และเราจะรู้ได้อย่างไรว่ามันไปจริงๆ ก็มีการทดลองว่าหากเรามีผู้ป่วยเพศหญิง แต่เราใส่สเต็มเซลล์ของเพศชายลงไป เราก็จะพบยีนส์เพศชายอยู่ในเซลล์ของผู้ป่วยเพศหญิงนั่นเอง
ยกตัวอย่างอีกกรณี เช่น รู้ได้อย่างไรว่าสเต็มเซลล์นี้หลั่งอินซูลินได้ นักวิจัยก็ใช้ maker ที่จะปรากฎเรืองแสงสีเมื่อเซลล์ที่หลั่งอิซุลินหลั่งออกมา หากสเต็มเซลล์ที่เราใส่เข้าไปแล้วปรากฎยังเป้าหมายและปรากฎสารเรืองแสงขึ้น
นั่นก็แสดงว่าเซลล์กลับมามีคุณสมบัติหลั่งอินซูลินอีกครั้ง หรือเรียกว่า Insulin-like cell เป็นต้น
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 13 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 8 ส.ค. 2550 (13:54) ขอบคุณ คุณหมอที่เป็นอีกแรงหนึ่งในการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับสเต็มเซลล์ โดยทำด้วยความเป็นกลาง และมีมุมมองในทางบวก เห็นด้วยกับมุมมองต่างๆ ที่คุณหมอพูดถึงในเนื้อหาทั้ง 3 หน้าครับ
นำชัย
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 2 8 ส.ค. 2550 (18:02) ขอบคุณคุณนำชัยครับ
ช่วงนี้กระแสแรง รวมทั้งมีข้อมูลที่ออกมาเยอะมาก และจากการที่ผมว่างงานนั่งตบยุงอ่านหนังสือมาหลายเดือนก็ทำให้พอจะจับข้อมูลได้ว่า ช่วงก่อนปี 2004 ข้อมูลด้านสเต็มเซลล์ยังค่อนข้างใหม่และสับสน ดังนั้นหากใครสนใจด้านนี้ก็ขอให้อ่านข้อมูลตั้งแต่ปี 2004 ขึ้นมาจะดีกว่าครับ เพราะข้อมูลใหม่และเก่าหลายๆเรื่องที่มันไม่เหมือนกันเลย แต่จะอ่านปี 2004 ก็ไม่เสียหายครับเป็น Black ground ที่ดีใช้ได้ครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 3 12 ส.ค. 2550 (12:13) อ่านแล้วทำให้ได้รับความเข้าใจเพิ่มขึ้นครับ แม้จะยังไม่ค่อยเข้าใจสักเท่าไหร่
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 12 ส.ค. 2550 (21:23) เสต็มเซลล์มานคืออะไรหรอคะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 5 13 ส.ค. 2550 (09:27) สเต็มเซลล์ (Stem cell) คำว่า Stem = ลำต้น หรือ โคน (ต้นไม้) ดังนั้นหากแปลตรงๆก็คือ เซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์ทั่วๆไป หรือ เซลล์แรกๆเลยที่จะเปบี่ยนไปเป็นเซลล์ต่างๆของร่างกายครับ
ปัจจุบันเราทำการศึกษาด้านนี้มากขึ้น เพราะเป็นความรู้เทคโนโลยีใหม่ที่จะนำไปใช้ในการรักษาคนหรือสัตว์ในโรคที่ปัจจุบันยังรักษาไม่ได้ หรือรักษาได้ไม่ดี ครับ
ลองอ่านดู
http://www.vcharkarn.com/include/article/showarticle.php?aid=18516
อาจจะยากที่จะเข้าใจสำหรับคุณน้อง ม.3 แต่ลองศึกษาไปเรื่อยๆ โตขึ้นหากเรียนสายวิทย์หรือทางด้าสนการแพทย์ วันนั้นผมเชื่อว่าสเต็มเซลล์คงเป็นเรื่องธรรมดาของการรักษาโรคในสมัยน้องโตแน่นอนครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 6 18 ส.ค. 2550 (11:50) อันนี้ขอลากความเห็นจากบทความเก่าๆมาลง มคิดว่าน่าจะลงในบทความฉบับนี้มากกว่าครับเลยเอามาลงที่นี่ ยังไงก็แลกเปลี่ยนความรู้กันครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 16 17 ส.ค. 2550 (14:53) แจ้งลบความเห็นนี้
เวลาคนสูงอายุป่วยเป็นโรคหัวใจที่ต้องผ่าตัดแล้วแพทย์ไม่แน่ใจว่าการผ่าตัดจะเป็นการต่ออายุหรือบั่นทอนอายุผู้ป่วย ทางเลือกที่เสี่ยงน้อยกว่าคือ Cell Therapy แบบจีนโบราณ กล่าวคือ ถ้าผู้ป่วยเป็นโรคหัวใจ เยื่อหุ้มหัวใจ หมอโบราณก็จะหาหัวใจหมูมาปรุงกับตัวยาสมุนไพรให้ดื่มหรือกิน หากการวินิจฉัยโรคถูกต้อง อาการป่วยจะดีขึ้นและหายได้ ไม่ต้องเสี่ยงกับการผ่าตัด
นอกจากนี้การเปลี่ยนอวัยวะ (Implantation) ก็ยังต้องใช้ยาประคับประคองชีวิตหลังการผ่าตัด เช่น ผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนไตก็ต้องกินยากดภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แพทย์แผนปัจจุบันจากรพ.จุฬาและรามาธิบดี หลายท่านยืนยันว่า การใช้ Stem cell เพาะอวัยวะในรูปแบบ Cell therapy นั้นปัจจุบันทำได้สำเร็จกับการปลูกถ่ายไขกระดูกเท่านั้น กับอวัยวะอื่นๆ ยังลองผิดลองถูกอยู่แต่มีราคาแพงมาก
คนเราเกิดมาแล้วก็ต้องตาย และเสียภาษี (หนีไม่พ้น) อยู่ถึง 100 ปีแต่ไม่เกิดประโยชน์กับตนเอง (ตัดภพชาติให้สั้นลง) หรือทำประโยชน์ให้ผู้อื่นไม่ได้ พระพุทธเจ้าตรัสว่าสู้คนเกิดมาอยู่เพียง 1 วันแล้วทำภพชาติสิ้นลงไม่ได้
ไม่อยากป่วย เจ็บ หรือตาย ก็ไม่ควรเกิด เกิดมาแล้วก็ต้องป่วย เจ็บ ตายเป็นธรรมดา อยากอยู่นานๆ ก็ทำความดีมากๆ ๆ แล้วก็จะป่วยน้อย เจ็บน้อย ตายช้า อาศัย อิทธิบาท ๔ บำรุงธาตุให้กับร่างกายนี้ ไม่เห็นแก่ความเอร็ดอร่อยมากเกินไป ชีวิตคนในยุคพระพุทธเจ้าโคดม ก็ประมาณ 100 ปี ซึ่งก็น่าจะพอแล้ว
yama
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 45 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 50 ดวง - โหวตเพิ่มดาวให้สมาชิกท่านนี้
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 17 18 ส.ค. 2550 (11:48) ความเห็นของฉัน แก้ไข แจ้งลบความเห็นนี้
ขออณุญาติคุณ Yama แสดงความคิดเห็นครับ
1 หาก cell Therapy ได้ผล Stem cell ก็ต้องได้ผลดีกว่า และจากข้อมูล ณ ปัจจุบับพบว่า ยังไงการปลูกถ่ายข้าม species ก็ไม่ดีเท่ากับของตัวผู้ป่วยเอง หรืออย่างน้อยก็ขอเป็นสปีชี่ย์เดียวกันครับ
2 ไม่ใช่ผมไม่เชื่อ Cell therapy นะครับ เพราะพวกผมก็มาจากจุดนี้เช่นกันก่อนที่จะมาเป็น Stem cell therapy
3 ส่วนเรื่องที่หมอบางที่ได้กล่าวอย่างที่คุณเขียนไว้ในความเห็น ผมขอบอกอย่างนี้ครับ
...แพทย์ทั้งหลายขอความกรุณานึกถึงคน 65 ล้านคนตาดำๆ มากกว่าการนึกถึงแต่สถาบันของท่านเอง
4 จากข้อ 3 ผมไม่อยากพูดมาก และก็คงพูดมากไม่ได้ เพราะที่นี่เป็นสาธารณะมันไม่สมควร
สุดท้าย ผมขอเล่านินานเรื่องนึงครับ....เรื่องมีอยู่ว่า เสือ 2 ตัว ทำงานด้านเดียวกัน วันนึง เสือตัวหนึ่งขอความช่วยเหลือ แต่อีกตัวก็ดันไม่ว่างสักที มัวแต่ทำของตัวเองก็เลยไม่สนใจ ด้านเสือที่ขอความช่วยเหลือก็เก่ง และฉลาดอยู่แล้ว ก็เลยยิ่งรู้สึกว่าชั้นก็เป็นหนึ่งในด้านกัดเหยื่อ ใยฉันต้องให้คู่แข่งอยู่เหนือกว่า ในเมื่อวิธีการที่ฉันทำฉันทำมานานแล้ว เรื่องไรล่ะ...
แล้ววันนึงความจริงจะปรากฎครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 20 ส.ค. 2550 (09:03) ขอบคุณสำหรับความรู้ ดีดี ค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 31 ส.ค. 2550 (11:06) ปัจจุปันผมอายุ 35-36 ปี ผมพิการมาได้ 14-5 ปีแล้ว เป็นอัมพาตแขน, ขาและลำตัว ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้เลย (ซึ่งเกิดจากกระดูกต้นคอหัก (C4-C5 complete injury)
1. อยากทราบ ความเป็นไปได้ในการรักษาคนพิการ (เป็นอัมพาตเนื่องจากไขสันหลังชำรุด) ด้วยสเต็มเซลล์ ในเมืองไทย มีมากน้อยแค่ไหน ??? (ณ ปัจจุปันนี้ คืบใกล้ความเป็นจริงแค่ไหน? หรือยังเป็นแค่ความหวัง? หรือเป็นได้เพียงแค่ความฝันของคนพิการทั่วๆไปที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร?)
2. ผมพิการไม่มีงานทำ-ไม่มีรายได้ อาศัยอยู่กับพ่อที่มีฐานะปานกลาง-ไม่ร่ำรวยอะไร อยากเป็นอาสาสมัครเข้ารับการทดลองวิธีการรักษาคนพิการที่เกิดจากไขสันหลังชำรุด อยากทราบว่าในเมืองไทยมีหน่วยงานใดบ้าง ที่ศึกษาค้นคว้าและทดลองวิธีการรักษาคนพิการที่เกิดจากไขสันหลังชำรุด ?
ฅ.พิการ-อัมพาต
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 1 ก.ย. 2550 (18:54) สวัสดีครับคุณ Nayphara ตั้งแต่ผมทำงานที่เก่าก็ได้พบเจอคนที่มีปัญหาอัมพาตหลายราย ผมอยากขอให้ทุกท่านมีกำลังใจเป็นอับดับแรกครับ คนเราทุกคนมีความหวังได้ กลับมาเข้าเรื่องนะครับ
ข้อ 1 ...เมืองไทยคงต้องรอพอสมควรครับ ผมเชื่อว่าใน 5 ปีนี้คงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงแน่นอนในเรื่องของอัมพฤกษ์ อัมพาต มีงานวิจัยหลายชิ้นในต่างประเทศที่ให้ผลในทางบวก ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายอันนี้ผมเชื่อว่าคงเอาเรื่องหลักหลายแสนเป็นอย่างต่ำ หากภาครัฐเข้ามาช่วยก็คงดีครับ
ใกล้ความเป็นจริงแค่ไหน สำหรับผมที่เป็นสัตวแพทย์ก็ได้เตรียมขอทุนวิจัยเรื่องนี้ในสุนัขครับ แต่ก็คงรองบประมาณปี 52 จะเริ่มได้ก็คงประมาณ ต.ค. ปี 51 ในคนก็คงอยู่ที่หมอคนว่าเค้าคิดยังไงน่ะครับ
ข้อ 2 ผมยังไม่เห็นนะครับ
สุดท้ายที่อยากฝากไว้คือว่า หากที่ไหนอ้างว่ารักษาได้ ก็ขอให้พิจารณาให้รอบคอบ ผลดี ผลเสีย ผลที่อาจตามมานะครับ เพราะมีคนบางกลุ่มอ้างการรักษาด้วยสเต็มเซลล์แต่ก็เป็นแค่การหาเงินเท่านั้นครับ
รูปนี้เป็นรูปที่ผมได้มาจากการประชุมที่ซิดนีย์เมื่อ 2 เดือนที่แล้ว รักษาคนเป็นอัมพาตครับ ดูแล้วหวังว่าคงมีความหวังและกำลังใจมากขึ้นนะครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 1 ก.ย. 2550 (19:14) โอ้ว....รูปใหญ่มาก....โทษทีนะครับ สงสัยกดผิด ไม่ได้เลือกรูปที่ลดขนาดครับ แต่ก็ดูชัดดีครับ และรูปนี้ขอสงวนสิทธิ์นะครับ ไม่อนุญาตให้ผู้ใดนำไปใช้เพื่อการค้าใดๆทั้งสิ้น หากผู้ใดต้องการจริงๆก็ติดต่อขออณุญาตก่อนครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 21 ก.ย. 2550 (16:11) ตอนนี้ผมเรียนอยู่คณะวิทยาศาสตร์และมีความสนใจเกี่ยวกับเรื่องstem cell มากถึงมากที่สุดจึงอยากถามว่าผมควรทำอย่างไรถึงจะมีโอกาสวิจัยและเรียนรู้และในอนาคตประเทศไทยจะมีหลักสูตรเกี่ยวกับเรื่องนี้มั้ยครับและผมควรเรียนต่อทางไหนดีครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 22 ก.ย. 2550 (15:50) ตอบยากนะครับ เพระอย่างที่ผมทำอยู่ก็มีทั้งจบแพทย์ สัตวแพทย์ เทคนิคการแพทย์ วิทยาศาสตร์ ทั้งหมดมารวมกัน ช่วยซึ่งกันและกันอ่ะครับ จบวิทย์ด้านไหนดีผมว่ามันได้หลายด้านนะครับ เช่น Molelular Bio , Bio, Gene อื่นๆ เพราะมันเป็นศาสตร์ประยุกต์และเชิงลึกจริงๆจะเป็นความลับอ่ะครับ อย่างพวกผมเองยังต้อง Sign Confidential agreement เพื่อไม่เปิดเผยเทคนิค วิธี หรือความลับมากเกินไปสู่สาธารณะมากนัก เอาอย่างนี้สนใจก็หลังไมค์มานั่งคุยกัน ดูสิว่าเราสนใจจริงๆแค่ไหน ชอบจริงไหม ดีกว่าไหมครับ
supasek_s@yahoo.com
ปล.มันเป็นเรื่องใหม่และมันเป็นสิ่งที่ยากที่จะทำให้คนเชื่อว่ามันทำได้จริงครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 14 11 ม.ค. 2551 (13:44) ขอทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Stem Cell พร้อมค่าใช้จ่าย และหากจะเก็บ Stem Cell ตอนน้องเขาโตขึ้นแล้วยังสามารถเก็บได้หรือไม่ มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร รบกวนส่งเมล์ที่ sakulras@bot.or.th ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ