 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32181" type="text/javascript"></script> |
|
การเปลี่ยนแปลงพรมแดนความรู้ : คติทางศิลปะ-ภูมิสถาปัตยกรรม ของวัดสองฝั่งโขง
คติจักรวาลในไตรภูมิ ที่ในอดีตนิยมใช้ตีความตามความหมายของสถาปัตยกรรมเก่า กับหลักเหตุผลของช่างในการสร้างสรรค์รูปแบบศิลปกรรมและจินตนาการของแนวคิดภูมิสถาปัตยกรรม ซึ่งสะท้อนโลกทัศน์ทางระบบนิเวศ หรือ สิ่งแวดล้อมของชุมชน
post ครั้งแรก: Wed 8 August 2007, 12:40 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 8 August 2007, 3:42 pm
|
หน้าที่ 1 - คติทางศิลปะ-ภูมิสถาปัตยกรรม ของวัดสองฝั่งโขง
อรรคพล สาตุ้ม
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นตอนที่ 1 ของบทความชุด การเปลี่ยนแปลงพรมแดนความรู้ : คติทางศิลปะ-ภูมิสถาปัตยกรรมและระบบนิเวศของวัด ซึ่งปรับปรุงเพิ่มเติม และตัด เชิงอรรถกับบรรณานุกรมบางส่วนออกไป เพื่อให้เหมาะสมกับการนำเสนอในเวบไซต์ประชาไท โปรดดูเพิ่มเติมในผลงานชื่อหัวข้อเดิม คือ การเปลี่ยนแปลงพรมแดนความรู้ : คติทางศิลปะ-ภูมิสถาปัตยกรรมระบบนิเวศของวัดในชุมชนชายแดนสองฝั่งโขง ในวารสารชุดภูมิภาคศึกษา สำหรับรวมบทคัดย่อและข้อเขียน อาจารย์ นักศึกษาปริญญาโท ภูมิภาคศึกษา ปีที่1 ฉบับที่1 ,2549: 90-103 และ บทความนำเสนอ ใน การประชุมทางวิชาการระดับชาติ สาขาสังคมวิทยา ครั้งที่ 3 เรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการพัฒนาภูมิภาคนานาชาติ 15-16 ธันวาคม 2549 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
ภาพแผนที่มีแม่น้ำของ (หรือแม่น้ำโขง) ในสมัยอยุธยา ซึ่งแสดงชื่อเมือง และสถานที่สำคัญทางพุทธศาสนา มีเจดีย์ รอยพระพุทธบาท เป็นต้น ( ที่มา: สมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงศรีอยุธยาหมายเลขที่ ๖ )
บทความชุดนี้ มุ่งเน้นนำเสนอถึงการเปลี่ยนแปลงพรมแดนความรู้ รวมถึงวัดในชุมชนของอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงราย ประเทศไทย และชุมชนในเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวซึ่งเป็นวัดในชุมชนที่อยู่อาศัยใกล้แม่น้ำโขงโดยเบื้องต้นด้วยข้อมูลเอกสารและการลงพื้นที่เพื่อเก็บข้อมูล เพื่อวิเคราะห์ถึงการก่อสร้างศิลปะ-ภูมิสถาปัตยกรรม และการเปลี่ยนแปลงของแผนที่รัฐสยาม โดยผู้เขียนได้ตั้งข้อสังเกตว่าการที่รัฐชาติสยามได้เขียนแผนที่ดังกล่าว อาจจะส่งผลต่อผลกระทบต่อวัดและชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขง
โดยบทความนี้ ได้นำแนวคิด คติจักรวาลในไตรภูมิ ที่ในอดีตนิยมใช้ตีความตามความหมายของสถาปัตยกรรมเก่า กับหลักเหตุผลของช่างในการสร้างสรรค์รูปแบบศิลปกรรมและจินตนาการของแนวคิดภูมิสถาปัตยกรรม ซึ่งสะท้อนโลกทัศน์ทางระบบนิเวศ หรือ สิ่งแวดล้อมของชุมชน
ทั้งนี้เปรียบเสมือนกับการสร้างบ้านของเราเอง ที่ตัวเราสามารถกำหนดออกแบบสร้างสถาปัตยกรรมของบ้านเราในรูปแบบที่มีสัญลักษณ์ต่อตัวเราเอง ซึ่งคงไม่มีใครคิดที่จะสร้างบ้านโดยไม่มีความหมายสำหรับตัวเขาเอง และคงไม่มีการออกแบบตกแต่งใดไร้ซึ่งความหมายโดยสิ้นเชิงของยุคปัจจุบัน ตามตรรกะนี้เราจะได้รู้จักและเข้าใจภูมิสถาปัตยกรรม ซึ่งคำว่า ภูมิ นิยามความหมายแรกว่า แผ่นดิน ที่ดิน ความหมายที่สอง คือ พื้น ชั้น พื้นเพ (ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า Land) ส่วน ภูมิสถาปัตยกรรม อ่านออกเสียงว่า พู-มิ-สะ-ถา-ปัด-ตะ-ยะ-กัม มาจากศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Landscape architecture คือศาสตร์และศิลป์ในการวางแผน และจัดการที่อยู่อาศัย-ที่ดินสำหรับมนุษย์อยู่อาศัยกัน
การย้อนดูนิยามของสถาปัตยกรรมนั้น เพื่อเป็นการศึกษาสถาปัตยกรรมในเชิงระบบการก่อสร้างการจัดแบ่งพื้นที่ที่สนองความจำเป็นขั้นพื้นฐาน ในการดำรงชีวิตทางกายภาพอันเป็นเนื้อแท้โดยตรงทาง สฺถาปัตฺย กรฺมนฺ หรือสถาปัตยกรรมเพียงด้านเดียวย่อมไม่ครอบคลุมความหมายได้ทั้งหมด เพราะสถาปัตยกรรม คือวิชาการก่อสร้าง ซึ่งสมัยโบราณเรียกว่า นวกรรม แต่นวกรรมนั้นรวมเอาวิชาช่างแขนงอื่นๆเข้าไปด้วย เช่น ช่างเขียน ช่างปั้น งานสถาปัตยกรรมเป็นศัพท์บัญญัติขึ้นการสืบสาวที่มาของคำว่า สถาปัตยกรรม หรือ สฺถาปัตฺย ( น่าจะมาจาก สฺถาปตฺย การวาง,การกำหนดหรือที่อาศัย) กับ กรฺมนฺ (การกระทำ) สถาปัตยกรรมมิใช่เป็นผลผลิตทางการแก้ปัญหาทางด้านเทคนิควิทยาการก่อสร้างเท่านั้น
แต่สถาปัตยกรรมยังเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงโลกทัศน์และความต้องการที่อยู่เหนือสภาวะทางกายภาพอันลี้ลับ เพื่อขจัดความกลัว และสร้างความหวังที่เป็นอุดมคติให้แก่ชีวิตอันเป็นระบบความเชื่อต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ ที่อยู่นอกเหนือความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ ประเพณีคติความเชื่ออันยังผลให้เกิดโลกทัศน์นั้น ถือได้ว่าเป็นคลังความรู้ที่สำคัญของท้องถิ่นที่คนยุคปัจจุบันไม่ควรละเลย (วิวัฒน์ เตมียพันธ์. 2534 : 201-202) ดังนั้นการกล่าวถึงแนวคิดปรัชญา หรือโลกทัศน์มีความสลับซับซ้อนมาก ถ้าอธิบายอย่างสื่อเข้าใจง่ายแล้ว จึงต้องนิยาม หรือยกตัวอย่างเชิงอุปมาอุปมัย เปรียบเทียบสถาปัตยกรรมกับบ้าน เพื่อทำให้เกิดความชัดเจนจะได้ไม่ถูกกล่าวหาด้วย อคติว่าตีความเอาเอง และสื่อความหมายไม่ได้แล้ว
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม