สารบัญ
หน้าที่ 1 - การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของสองชุมชนและภายใต้อาณาจักร
อรรคพล สาตุ้ม
หมายเหตุ : บทความนี้เป็นตอนที่ 2 ของบทความชุด การเปลี่ยนแปลงพรมแดนความรู้ : คติทางศิลปะ-ภูมิสถาปัตยกรรมและระบบนิเวศของวัด ซึ่งปรับปรุงเพิ่มเติม และตัด เชิงอรรถกับบรรณานุกรมบางส่วนออกไป เพื่อให้เหมาะสมกับการนำเสนอในเวบไซต์ประชาไท โปรดดูเพิ่มเติมในผลงานชื่อหัวข้อเดิม คือ การเปลี่ยนแปลงพรมแดนความรู้ : คติทางศิลปะ-ภูมิสถาปัตยกรรมระบบนิเวศของวัดในชุมชนชายแดนสองฝั่งโขง ในวารสารชุดภูมิภาคศึกษา สำหรับรวมบทคัดย่อและข้อเขียน อาจารย์ นักศึกษาปริญญาโท ภูมิภาคศึกษา ปีที่1 ฉบับที่1 ,2549: 90-103 และ บทความนำเสนอ ใน การประชุมทางวิชาการระดับชาติ สาขาสังคมวิทยา ครั้งที่ 3 เรื่องความหลากหลายทางวัฒนธรรม และการพัฒนาภูมิภาคนานาชาติ 15-16 ธันวาคม 2549 ณ โรงแรมมิราเคิล แกรด์ คอนเวนชั่น กรุงเทพมหานคร
อ่านตอนที่ 1 การเปลี่ยนแปลงพรมแดนความรู้ : คติทางศิลปะ-ภูมิสถาปัตยกรรม ของวัดสองฝั่งโขง
..........................
ภาพแผนที่ในสมัยอาณานิคม (ที่มา: www.wikipedia.org)
การเปลี่ยนแปลงทางประวัติศาสตร์ของสองชุมชนและภายใต้อาณาจักร
ก่อนการเกิดอาณาจักรในประวัติศาสตร์ของชุมชนสองฝั่งแม่น้ำโขง ซึ่งอยู่ในรูปแบบการร่วมมือกันทางการค้าและความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทรัพยากรธรรมชาติในแม่น้ำโขง ก็เคยมีกระบวนการดำเนินการทางด้านเศรษฐกิจร่วมกันมาแล้ว ในสมัยโบราณของประเทศไทยและลาว
ซึ่งความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจที่ผูกพันมาแต่โบราณนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากพื้นฐานความสัมพันธ์ทางด้านประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านภูมิศาสตร์ที่มีอาณาเขตบริเวณใกล้ชิดกัน ตลอดจนการมีภาษาพูดที่คล้ายคลึงกัน จนสามารถเข้าใจกันได้ดี ดังจะเห็นได้จากภาพความสัมพันธ์โดยรวมของภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ในวรรณกรรมสองฝั่งโขง ซึ่ง ศรีศักร วัลลิโภดม และ ไมเคิล ไรท์ รวมถึงนักวิจัยท่านอื่นๆ ได้รวบรวมข้อมูลและนำเสนอว่า ชุมชนสองฝั่งโขงนั้นน่าจะมีการค้าขายกันเองได้อย่างสะดวก และมีมานานแล้ว
จากภาพรวมดังกล่าว ผู้เขียนสันนิษฐานว่าในสมัยประวัติศาสตร์นั้น ด้วยความใกล้ชิดและมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันในลักษณะบ้านพี่เมืองน้อง น่าจะสันนิษฐานได้ว่า ต่างฝ่ายต่างมีการพึ่งพาอาศัยแลกเปลี่ยนสินค้ากัน ซึ่งเป็นไปตามลักษณะทางเศรษฐกิจของชุมชนโบราณที่ปรากฏอยู่ในลักษณะเดียวกันเกือบทุกภูมิภาค
ดังที่กล่าวมาข้างต้น พื้นที่ชุมชนสองฝั่งโขงนี้ ในตำนาน วัดแก้ว วัดหลวง ได้กล่าวถึงพระพุทธเจ้าเลียบโลกมาถึงขรนทีคือแม่น้ำโขง ในทางประวัติศาสตร์ ตั้งแต่นครโยนกนาคพันธุ์ของสิงหนวัติ จนถึงยุคของลวจังกราช พาผู้คนอพยพมาตั้งถิ่นฐานบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนบน ใน พ.ศ. 1181 มีเมืองสำคัญ คือ เมืองหิรัญนครเงินยาง วิธีขยายอาณาเขตที่เรียกว่า ตวงบ้านตวงเมือง สมัยก่อนตั้งอาณาจักร ก็กล่าวถึง ตวงบ้านตวงเมือง คือการส่งราชบุตรออกไปสร้างเมืองใหม่ในบริเวณที่มีชัยภูมิดี เช่น อยู่ริมน้ำ ส่งผลให้อาณาเขตขยายตัวขึ้นแบ่งเป็นเขตศูนย์กลางการปกครองเดิมคือเมืองหิรัญนครเงินยาง (สันนิษฐานว่าเป็นอำเภอเชียงแสนในปัจจุบัน) เมืองฝาง และเมืองเชียงราย ซึ่งอาจจะเคยเป็นราชธานี ส่วนเมืองที่เกิดจากตวงบ้าน ตวงเมืองฐานะคล้ายลูกหลวง ได้แก่ เมืองเชียงของ และมีการบันทึกเมืองเชียงของเป็นภาษาบาลีว่า เมืองขรราช (ขรรัฐ)
ตำนาน ที่สำคัญกล่าวถึงการสถาปนาอาณาจักรล้านช้างในเขตลุ่มน้ำโขง จนถึงเจ้าฟ้างุ้ม ซึ่งถือเป็นกษัตริย์องค์แรก ที่เริ่มประวัติศาสตร์ลาว มีบทบาทรับพุทธศาสนาเข้ามาเป็นหลักเกณฑ์ของสังคมและขยายอาณาจักรพุทธศาสนาเป็นเครื่องมือทางการเมือง สะท้อนผ่านคติจักรวาลอันเกิดจากระบบไตรภูมิ
จนกระทั่งความสัมพันธ์ของทั้งสองอาณาจักรแนบแน่น เมื่อพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช มีอำนาจปกครองทั้งสองอาณาจักรล้านนา- ล้านช้าง มีการเชื่อมโยงทางสังคมวัฒนธรรม คือคติจักรวาลเป็นส่วนหนึ่งของการหล่อหลอมโลกทัศน์ชุมชนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันสะท้อนแนวคิดกำเนิดโลก ธรรมชาติและปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น โดยไม่สามารถควบคุมได้ตามกฎแห่งกรรม แสดงถึงชุมชนเลือกใช้วิธีคิดเข้ากับเงื่อนไขต่างๆ ภายในท้องถิ่นของตน โดยรับจากศาสนาฮินดู ศาสนาพุทธนิกายเถรวาท และความเชื่อพื้นบ้าน (สันฐิตา กาญจนพันธ์ 2547:123-129) ส่วนคติไตรภูมิแสดงถึงความสัมพันธ์ของคติน้ำระหว่างสัตตมหาสถานกับเมืองในชมพูทวีปคือภาพสะท้อนคติจักรวาลทางพุทธของมนุษย์และสัตว์ในป่าหิมพานต์
อย่างไรก็ดี ความเข้าใจที่เกี่ยวพันต่อสายสัมพันธ์ของชุมชนที่มีความเชื่อร่วมกันทางด้านศาสนา และด้านการปกครองในความผูกพันของอาณาจักรล้านนาและล้านช้างแล้ว ยังมีด้านปฏิสัมพันธ์ทางด้านการค้า จึงส่งผลต่อการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันเป็นตัวบ่งบอกความหมายของความสำคัญในเส้นทางการค้า และผลกระทบของปัจจุบันนี้ ว่าเหตุผลที่ทำให้ชุมชนเปลี่ยนแปลง เพราะความหมายของการรับรู้เกี่ยวกับแม่น้ำโขง ในอดีตกับโลกทัศน์ของคนปัจจุบันนี้แตกต่างกัน เนื่องจากต้องเข้าใจความหมายแผนที่ในอดีต หรือพรมแดนว่า เป็นความหมายของเส้นทางการค้านี้ ที่เคยมีระบบนิเวศเกี่ยวกับน้ำ คติจักรวาลแบบไตรภูมิ และความเป็นอิสระในปฏิสัมพันธ์ทางการค้า และการจับปลา เปลี่ยนแปลงไปดังที่จะกล่าวต่อไปถึงความสัมพันธ์ของสองชุมชนกับการเข้ามาล่าอาณานิคมของตะวันตก
ความสัมพันธ์ระหว่างอาณาจักรต่อแม่น้ำโขง และการช่วงชิงอาณานิคมของตะวันตกกับสยาม
ชุมชนภายใต้การปกครองของอาณาจักรล้านนาและล้านช้างทั้งสองฝั่งแม่น้ำโขงได้ปฏิสัมพันธ์กัน ในด้านการค้า เพราะท้องถิ่นเป็นอิสระทางเศรษฐกิจและมีส่วนร่วมในทางการค้าต่างประเทศโดยตรง (โยซิยูกิ มาซูฮารา.2546 :170) ซึ่งการค้าแต่เดิมในเชียงแสน-เชียงของ-เวียงแก่น เป็นการค้าขนาดเล็กระหว่างชุมชนสองฝั่งน้ำโขง แม่น้ำโขงมีบทบาทในการคมนาคมขนส่ง การไปมาหาสู่และการเชื่อมร้อยชุมชนต่อชุมชน และมีเมืองเชียงแสนเป็นเมืองท่าที่จะเดินทางไปสู่ตอนในของจังหวัดเชียงรายด้วยเส้นทางถนน การค้าระหว่างเมืองริมฝั่งของไทยกับลาวในลักษณะที่เรียกว่า น้ำน้อย ก็ใช้เรือน้อย ถือเป็นการค้าตามขนาดของฐานทุนทรัพยากรธรรมชาติและวัฒนธรรมของแต่ละชุมชน ส่วนการค้ากับเมือง เช่น ลาวทางเหนือหรือจีน เป็นเส้นทางการค้าทางบกใช้ม้า ล่อ ลา บรรทุกต่างสินค้า เช่นเส้นทางการค้าโบราณระหว่างเชียงของไปเชียงรุ่ง
เมื่อกาลเวลาผ่านไปแล้ว เส้นทางการค้าก็เป็นตัวบ่งบอกแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมการค้า ศาสนาอื่นๆ เชื่อมโยงปฏิสัมพันธ์แก่อาณาจักรล้านนา กับ อาณาจักรอยุธยา และอาณาจักรล้านช้าง ดังที่สะท้อนผ่านการค้าในชุมชน จวบจนอาณาจักรล้านช้างที่เคยเจริญรุ่งเรืองเรื่อยมาถึงพระเจ้าสุริยวงศาธรรมมิกราช ใน พ.ศ. 2237 เกิดการแย่งชิงอำนาจ และแตกออกเป็นสองอาณาจักร คือหลวงพระบางและเวียงจันท์ ต่อมาเวียงจันท์เกิดความวุ่นวายภายในและเกิดแย่งชิงอำนาจอีก จนกระทั่งราชครูโพนเสม็ก ผลักดันอาณาจักรจำปาศักดิ์ขึ้นทางตอนใต้ราวปี พ.ศ.2256
มีความขัดแย้งกันมากมาย ระหว่างทั้งสามอาณาจักร อันเป็นที่มาของความอ่อนแอ และทำให้ลาวตกเป็นประเทศราชของไทย ปีพ.ศ.2322 ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ยุคกรุงธนบุรี(เราคงรับรู้ว่า พระนารายณ์เคยส่งกล้องดูสุริยุปราคา ตั้งแต่ในยุคอยุธยาแล้ว และความขัดแย้งในช่วงเวลาปลายสมัยกรุงอยุธยา น่าจะทำให้เกิดแนวคิดพุทธแบบพระเจ้าตากสิน และการปรับแนวคิดพุทธในช่วงต้นรัตนโกสินทร์) เมื่อลาวตกเป็นประเทศราชอยู่นานถึง 114 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2322-2436 ระหว่างที่ไทยปกครองลาวก็เกิดกบฏเจ้าอนุวงศ์ขึ้น แต่ไม่สำเร็จ เช่นเดียวกันในยุคกรุงรัตนโกสินทร์ เมื่ออาณาจักรล้านนา หลังจากฟื้นฟูอาณาจักรขึ้นมาใหม่ ผ่านพ้นยุคพม่าปกครองก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจสยาม
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม