<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/322" type="text/javascript"></script> |
|
ก๊าซธรรมชาติ "เอ็นจีวี" (NGV) พระเอกตัวจริงช่วงวิกฤตน้ำมันแพง
โชคดีที่คนไทยมีทางเลือก เรื่องเชื้อเพลิง เรามี ก๊าซธรรมชาติ ของเราเอง (จากแหล่งอ่าวไทย) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาด ไม่สร้างมลพิษ ทั้งยังมีความปลอดภัยมากกว่าการใช้น้ำมันเสียอีก ดร.อรสา ชวนให้เรามารู้จักก๊าซธรรมชาติกันเถอะ
post ครั้งแรก: Sat 31 March 2007, 8:05 pm ปรับปรุงล่าสุด: Sat 31 March 2007, 8:05 pm
|
ดร. อรสา อ่อนจันทร์
นักวิทยาศาสตร์
กรมวิทยาศาสตร์บริการ กระทรวงวิทยาศาสตร์
นักเขียนประจำ วิชาการ.คอม
โดยปกติก๊าซธรรมชาติจะไม่มีสี ไม่มีกลิ่น และไม่มีพิษ ซึ่งเราสามารถนำก๊าซธรรมชาติ มาใช้แทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเมื่อเอาก๊าซธรรมชาติมาเผา จะเผาได้ค่อนข้างสมบูรณ์ ไม่ค่อยมีก๊าซพิษออกมานัก จึงถือว่าเป็นเชื้อเพลิงที่ค่อนข้างสะอาด ดังนั้นก๊าซธรรมชาติจึงได้ชื่อว่าเป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลอื่นๆ จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันนี้รถประจำทางของ
ขสมก. ได้เอาก๊าซนี้มาใช้ และโฆษณาว่าเป็นรถปลอดมลพิษ (ถ้าใครยังไม่เคยนั่งล่ะ ตกยุคแย่เลย)

รถ NGV ที่เห็นวิ่งอยู่ในบ้านเรา
แหล่งกำเนิดก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยมี 2 แหล่งด้วยกันคือ
การใช้ประโยชน์จากก๊าซธรรมชาติ
ดังที่กล่าวข้างต้นว่า ก๊าซธรรมชาติ มีก๊าซหลายอย่างประกอบเข้าด้วยกัน ซึ่งมีชื่อทางวิทยาศาสตร์แตกต่างกันไป คือ ก๊าซมีเทน อีเทน โพรเพน และบิวเทน
ก๊าซพวกนี้เป็นสารไฮโดรคาร์บอนทั้งสิ้น เมื่อจะเอามาใช้ต้องแยกก๊าซออกจากกันและกันเสียก่อน จึงจะใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ ในปัจจุบันประเทศไทยมีโรงแยก/แปรสภาพก๊าซธรรมชาติ 2 แห่งด้วยกันคือ
- โรงแยกก๊าซธรรมชาติของการปิโตรเลียม แห่งประเทศไทย ต.มาบตาพุด อ.เมือง จ.ระยอง
- โรงแยกก๊าซธรรมชาติของการปิโตรเลียม แห่งประเทศไทย ต.ท้องเนียน อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช
กระบวนการแยกก๊าซธรรมชาติ เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ตามความเหมาะสม และให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด จะแตกต่าง จากกระบวนการกลั่นน้ำมัน ที่เริ่มต้นการกลั่น ด้วยการแยกองค์ประกอบน้ำมัน ส่วนที่เบาที่สุด ออกมาก่อน ขณะที่การแยกก๊าซธรรมชาตินั้น สารประกอบไฮโดรคาร์บอน ส่วนที่หนักที่สุด จะถูกแยกออกเป็นลำดับแรก ผลิตภัณฑ์ที่ได ้จากโรงแยกแปรสภาพก๊าซธรรมชาติ สามารถจำแนกตามลักษณะ ของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่แยกออก และนำไปใช้ประโยชน์ต่อกระบวนการผลิตอื่น ๆ ดังนี้
1. ก๊าซมีเทน (C1) : ใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับผลิตกระแสไฟฟ้าในโรงงานอุตสาหกรรม และนำไปอัดใส่ถังด้วยความดันสูง เรียกว่าก๊าซธรรมชาติอัด สามารถใช้เป็นเชื้อเพลิงในรถยนต์ รู้จักกันในชื่อว่า ก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (Natural Gas for Vehicles : NGV)
2. ก๊าซอีเทน (C2) : ใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้น สามารถนำไปใช้ผลิตเม็ดพลาสติก เส้นใยพลาสติกชนิดต่าง ๆ เพื่อนำไปใช้แปรรูปต่อไป
3. ก๊าซโพรเพน (C3) และก๊าซบิวเทน (C4) : ก๊าซโพรเพนใช้เป็นวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีขั้นต้นได้เช่นเดียวกัน และหากนำเอาก๊าซโพรเพนกับก๊าซบิวเทนมาผสมกัน อัดใส่ถังเป็นก๊าซปิโตรเลียมเหลว (Liquefied Petroleum Gas : LPG) หรือที่เรียกว่าก๊าซหุงต้ม สามารถนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงในครัวเรือน เป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ และใช้ในการเชื่อมโลหะได้รวมทั้งยังนำไปใช้ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภทได้อีกด้วย โอ้โฮ! มีประโยชน์มากจริงเลยน่ะ
4. ไฮโดรคาร์บอนเหลว (Heavier Hydrocarbon): อยู่ในสถานะที่เป็นของเหลวที่อุณหภูมิและความดันบรรยากาศ เมื่อผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิต สามารถแยกจากไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซบนแท่นผลิต เรียกว่า คอนเดนเสท (Condensate) สามารถลำเลียงขนส่งโดยทางเรือหรือทางท่อ นำไปกลั่นเป็นน้ำมันสำเร็จรูปต่อไป
5. ก๊าซโซลีนธรรมชาติ : แม้ว่าจะมีการแยกคอนเดนเสทออกเมื่อทำการผลิตขึ้นมาถึงปากบ่อบนแท่นผลิตแล้ว แต่ก็ยังมีไฮโดรคาร์บอนเหลวบางส่วนหลุดไปกับไฮโดรคาร์บอนที่มีสถานะเป็นก๊าซ เมื่อผ่านกระบวนการแยกจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติแล้ว ไฮโดรคาร์บอนเหลวนี้ก็จะถูกแยกออก เรียกว่า ก๊าซโซลีนธรรมชาติ หรือ NGL (natural gasoline) และส่งเข้าไปยังโรงกลั่นน้ำมัน เป็นส่วนผสมของผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปได้เช่นเดียวกับคอนเดนเสท และยังเป็นตัวทำละลาย ซึ่งนำไปใช้ในอุตสาหกรรมบางประเภทได้เช่นกัน
6. ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ : เมื่อผ่านกระบวนการแยกแล้ว จะถูกนำไปทำให้อยู่ในสภาพของแข็ง เรียกว่า น้ำแข็งแห้ง นำไปใช้ในอุตสาหกรรมถนอมอาหาร อุตสาหกรรมน้ำอัดลมและเบียร์ ใช้ในการถนอมอาหารระหว่างการขนส่ง นำไปเป็นวัตถุดิบสำคัญในการทำฝนเทียม และนำไปใช้สร้างควันในอุตสาหกรรมบันเทิง อาทิ การแสดงคอนเสิร์ต หรือการถ่ายทำภาพยนต์ ซึ่งผลิตภัณฑ์นี้วัยรุ่นคุ้นเคยเป็นอย่างดีล่ะซิ
ในต่างประเทศโดยเฉพาะประเทศที่มีแหล่งก๊าซของตัวเอง เมื่อแยกก๊าซอื่น ๆ ออกไปแล้วก็จะนำส่วนที่มีปริมาณก๊าซ มีเทนมากนี้มาใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับรถยนต์ เดิมเรียก ก๊าซธรรมชาติอัด (Compressed Natural Gas CNG) แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเรียกใหม่เป็น ก๊าซธรรมชาติสำหรับ ยานพาหนะ หรือ Natural Gas For Vehicles NGV หรือที่เรียกกันว่า เอ็นจีวี) ซึ่งสำหรับในประเทศไทยของเราก็ได้มีมาตรการส่งเสริมให้ใช้พลังงานสะอาดในยานพาหนะ โดยมีการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ดำเนินโครงการทดลองการดัดแปลงเครื่องยนต์เพื่อใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง รายละเอียดของการนำก๊าซธรรมชาติมาใช้สำหรับยานพาหนะของเราจะเป็นเช่นไร มีผลดี ผลเสียอย่างไรนั้น...ต้องติดตามต่อไปนะค่ะ
ก๊าซธรรมชาติในสถานะต่างๆที่ควรรู้จัก
1. Pipe Natural Gas หรือก๊าซธรรมชาติที่ขนส่งโดยทางท่อ เรียกชื่อทางการตลาดว่า Sale Gas คือ ก๊าซธรรมชาติที่มีก๊าซมีเทนเป็นส่วนใหญ่ ถูกขนส่งด้วยระบบท่อเพื่อส่งให้กับผู้ใช้ที่เป็นลูกค้า นำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตกระแสไฟฟ้า หรือในโรงงานอุตสาหกรรมในปัจจุบันนี้ประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นพลังงานหลักในการผลิตกระแสไฟฟ้า โดยคิดเป็นกว่าร้อยละ 60 ของพลังงานทั้งหมดที่ใช้ผลิตไฟฟ้า
2. NGV หรือ Natural Gas for Vehicles คือ รูปแบบของการใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงสำหรับยานยนต์ ส่วนใหญ่เป็นก๊าซมีเทน เมื่อขนส่งก๊าซธรรมชาติมาทางท่อ จะส่งเข้าสถานีบริการ และเครื่องเพิ่มความดันก๊าซ ณ สถานีบริการจะรับก๊าซธรรมชาติที่มีความดันต่ำจากระบบท่อมาอัดเพิ่มความดันประมาณ 3,000-3,600 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว จากนั้น ก็จะสามารถเติมใส่ถังเก็บก๊าซฯ ของรถยนต์ต่อไป
(บางท่านอาจจะสงสัยว่า 3,600 ปอนด์ต่อตารางนิ้วเนี่ยมันมีแรงดันมากแค่ไหนกันน่ะ จริงๆ แล้วเป็นแรงดันที่ค่อนข้างสูงมากทีเดียว คิดแล้วเท่ากับ 240 เท่าของความดันบรรยากาศ หรือ ลองคิดว่ามีของหนักถึงประมาณ 38,730 กิโลกรัมอยู่บนฝ่ามือข้างเดียวของท่านดูซิค่ะ ฮึม
หนักมากๆ เลยละค่ะ)
3. LNG หรือ Liquefied Natural Gas ในการขนส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตไปยังบริเวณที่ใช้ ปกติจะขนส่งโดยระบบท่อ แต่ในกรณี ที่ระยะทาง ระหว่างแหล่งผลิตกับบริเวณที่ใช้ มีระยะทางไกลเกินกว่า 2,000 กิโลเมตร การวางท่อส่งก๊าซฯ จะต้องใช้เงินลงทุนเป็นจำนวนมาก จึงมีการขนส่งด้วยเรือที่ถูกออกแบบไว้เฉพาะ โดยการทำก๊าซธรรมชาติ ให้กลายสภาพเป็นของเหลว เพื่อให้ปริมาตรลดลงประมาณ 600 เท่า โดยทั่วไปจะมีอุณหภูมิ -160 องศาเซลเซียส (ต่ำกว่าอุณหภูมิที่ขั้วโลกเสียอีกนะค่ะ จากสถิติอุณหภูมิต่ำสุดของโลก คือ ที่ วอสตอก ทวีปแอนตาร์กติก อุณหภูมิอยู่ในระดับ -89.2 องศาเซลเซียส เป็นอุณหภูมิที่วัดในวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ.2526) ซึ่งการขนส่งก๊าซในรูปของ LNG นี้ จะประหยัดค่าใช้จ่าย มากกว่าการขนส่งด้วยระบบท่อ
![]()
เหอ ๆ เขียน ข้อความ ลง ใน เว็บ อย่าง นี้ อ่าน ยาก นะ ครับ
เห็น ใจ คน อ่าน ด้วย เต๊อะ
เขียนติดๆกันไปเหอะครับ จะได้วรรคตอนง่ายๆหน่อย
เว้นทุกคำแล้วมึน
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 11 14 ก.พ. 2549 (22:15)
ขณะนี้ MTC กับทหารที่ลพบุรี กำลังจับมือกันสร้างถังโลหะบรรจุก๊าซซึ่งมีความดันสูงมาก ไม่เกินปีครึ่งน่าจะเริ่มผลิตได้ค่ะ รายละเอียดจะแจ้งต่อไป
ถ้าทำถังเองได้ในประเทศ ราคาจะถูกลงมามากค่ะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 12 14 ก.พ. 2549 (22:17)
ขออภัย แก้คำ MTC เป็น MTEC (ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ)
ตอบคุณ Nuchana
คห.ที่ 3 และ คห.ที่ 7
ขอบคุณค่ะสำหรับ comment เกี่ยวกับชื่อ topic
จริงแล้วถูกต้องตามที่คุณ Nuchana ชี้แจ้งแล้ว ซึ่งความหมายโดยละเอียดผู้เขียนได้บรรยายไว้เรียบร้อยแล้วในตอนที่ 2 (ซึ่งยังไม่ได้ post ในขณะนี้ อดใจรอหน่อยนะค่ะ) ทั้งนี้บทความได้ถูกแบ่งออกเป็นทั้งหมด 4 ตอนค่ะ อย่าลืมติดตามอ่านให้ครบน่ะคะ
อย่างไรก็ตามการตั้งหัวข้อหรือ topic ในที่นี้อาจจะไม่ถูกตามหลัก เพราะต้องการให้ดูน่าสนใจ จึงใช้คำที่คนทั่วไปคุ้นเคย คือ "เอ็นจีวี" เหมือนกับการเขียน Head line ทั่วๆ ไปหน่ะ
คห.ที่ 4
ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยชี้แจงอย่างละเอียด
ใช่ค่ะ ก๊าซเอ็นจีวีที่นำมาอัดใส่ถัวความดันสูงทั่วไปไม่ได้เป็นก๊าซมีเทนบริสุทธิ์ ส่วนใหม่มักจะประกอบด้วย 5-20 เปอร์เซ็นต์ ของก๊าซอื่นๆ
อีกเช่นกัน คือ
ต่อค่ะ
คห.ที่ 4
ขอบคุณอีกครั้งที่ช่วยชี้แจงอย่างละเอียด
ใช่ค่ะ ก๊าซเอ็นจีวีที่นำมาอัดใส่ถังความดันสูงทั่วไปไม่ได้เป็นก๊าซมีเทนบริสุทธิ์ ส่วนใหม่มักจะประกอบด้วย 5-20 เปอร์เซ็นต์ ของก๊าซอื่นๆ ซึ่งมีทั้ง อีเทน โพรเพน และบิวเทน
คห. ที่ 5
คอนเดนเสทที่กล่าวถึงในที่นี้เป็นส่วนที่มีปริมาณน้อยได้จากการแยกก๊าซธรรมชาติ
ผมติดตั้งระบบใช้แก๊ส NGV เมื่อเดือนสิงหาคม 2548 คล้าย ๆ กับหนูทดลองของบริษัทฯ ผู้ติดตั้ง การใช้งานก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอด ต้องคอยแก้ปัญหาเอาเอง เนื่องจากไปติดตั้งที่กรุงเทพฯ แต่ภูมิลำเนาอยู่ระยอง อยู่ใกล้โรงแยกก๊าซของ ปตท. วันดี คืนดี เครื่องเติมก๊าซก็ขัดข้อง บางครั้งก๊าซก็หมด เข้ากรุงเทพฯ ก็พกแผนที่จุดเติมก๊าซ (เดิมมีประมาณ 38 แห่ง - ทั่วประเทศ) ก็ยังไม่วายไปเจอ ก๊าซหมดเป็นประจำ บางครั้งขับรถหาที่เติมเป็นสิบ ๆ กิโลเมตร แต่ไปเจอปั๊มที่ก๊าซหมด ก็ถึงกับสบถเลย ครับ! ไม่ทราบจะไปร้องเรียนที่ไหนกันดี แต่ยอมรับอยู่อย่าง ว่าราคาถูกมาก ปัจจุบันกิโลกรัมละ 8.50 บาท (ตั้งแต่ ส.ค.48) ใช้แล้วประหยัดเงินเหลือเพียง 1 ใน 3 ของการใช้น้ำมัน
ใครจะติด gas ให้เทียบข้อมูลดังนี้ เพื่อประโยชน์ของผู้บริโภคเอง
NGV
- มีเจ้าเดียวที่ผูกขาด (กำไร...กลับคืนไปที่ใคร) จะอิงราคาที่ไหนก็ตามเเต่ผู้ถือหุ้น
- ถังทนความดันสูง 2000 บาร์ ช่างในบ้านเราตอนนี้ ใช้ถังเหล็กหนา หนัก 70 กก
- อัดก๊าชได้ 15 กก
- น้ำหนักรวมเเล้วเท่ากับเเบกลูกช้างหนึ่งตัว ระวังหน้ากระดก
- บรรจุเต็มถังวิ่งได้ไม่เกิน 200 กม
- จำนวนสถานี มีพอให้รอต่อคิวได้
- มีแผนอันไกล ขยายตัวไปต่างจังหวัด
- ก๊าชรั่ว ไม่ลอยหนีไปหรอก ติดตั้งกระโปรงหลังจะลอยไปไหน นึกถึงระบบปิด
LPG
- ก๊าชชนิดนี้ ใช้ในบ้าน+ในโรงงาน มากกว่า 90 % ที่เหลือ 5 % ใช้ก่ะรถ
- ราคาปรับตัวสูงมากไม่ได้ ขืนปรับล่ะก็ข้าวเเกงจาน 50 บาทเเน่
- ถังทนความดัน 7-8 บาร์ เหล็กหนาขนาดถังเเก้สหุงต้ม ทั่วไป (อาจจะหนากว่า)
- น้ำหนัก ???ตามขนาดบรรจุ ตั้งเเต่ 35 -70ลิตร ( 2 ลิตร ~ 1 กก)
- น้ำหนักรวมเเล้วเท่ากับเเบกหมูหนึ่งตัว เติมหนึ่งครั้งวิ่งได้กี่โล 200 - 400 โล หนักเท่าไหร่ เลือกเอา
- บรรจุเต็มถังวิ่งได้ไม่เกิน 400 กม
- ปั้มป์หาง่ายทั้งในเมืองเเละต่างจังหวัด ตามร้านเเก้ส ไม่ก็แบกถังเเก้สหุงต้มขึ้นรถเลย
- ก๊าชรั่ว ไม่ลอยหนีเช่นกัน ติดตั้งกระโปรงหลัง เป็นระบบปิด
เเก้ (0 เกินไปหนึ่งตัว)
- ถังทนความดันสูง 200 บาร์ ช่างในบ้านเราตอนนี้ ใช้ถังเหล็กหนา หนัก 70 กก
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 19 20 ก.พ. 2549 (16:40)
NGV: LPG
1) น้ำหนัก ทั้งเนื้อแก๊ส+ถัง..... .......................... 85:45
2) ราคาชุดติดตั้งเสร็จ....................................... 55,000:12,000
3)ราคาเชื้อเพลิง approx. (bht/km)
0.60:1.10
เบ็ดเสร็จแล้ว NGV จะคุ้มเห็นชัด เมื่อวิ่งวันละไกลๆ เช่น 100 กม. ขึ้นไป
ติดมาแล้วจึงรู้จ้ะ
แวะมาอ่าน (แอบมาอ่าน (มุดมาอ่าน (ขุดมาอ่าน)))
O_o <<< นี่ฉานเป็นอะไร (กำลังคิดตามไง)
ก๊าซธรรมชาติประกอบด้วยสารไฮรโดรคาร์บอนเป็นหลัก จัดอยู่ในอนุกรมพาราฟิน มีสภาพอิ่มตัวในบรรยากาศ ไม่เปลี่ยนแปลงทางเคมีใดๆในสภาวปกติ มีเทนมีน้ำหนักเบาที่สุด และจุดเดือดต่ำที่สุด เมื่ออยู่ใต้ผิวโลกมีอุณหภูมิสูงและความดันสูงจะมีสภาพเป็นก๊าซ เมื่อขึ้นมาสู่ผิวดิน จึงเรียกว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว จะอย่างไรก็ตามก๊าซธรรมชาติจัดอยู่ประเภทที่ใช้แล้วหมดไปหรือใช้เวลาสร้างตัวเองนับล้านๆ ปีไม่สามารถสร้างทดแทนขึ้นใหม่ได้ในเวลาอันสั้น ปัจจุบันเราใช้ทรัพยากรเชื้อเพลิงกันมากจนกระทั้งอาจหมดไป ภายในไมกี่ร้อยปีข้างหน้า ก็ลองนึกดูชีวิตที่ปราศจากเชื้อเพลิงจากซากดึกดำบรรพ์
เมื่ออยู่ใต้ผิวโลกมีอุณหภูมิสูงและความดันสูงจะมีสภาพเป็นก๊าซ เมื่อขึ้นมาสู่ผิวดิน จึงเรียกว่า ก๊าซธรรมชาติเหลว.....
ไม่เสมอไปฮะ เฉพาะส่วนที่หนัก ขึ้นมาจึงเป็นคอนเดนเสท หรือก๊าซธรรมชาติเหลว ตัวที่เบาตัวอื่น ขึ้นมาจะยังคงอยู่ในสถานะก๊าซฮะ
ผมอยากให้เปลี่ยนเทียบเรื่องความปลอดภัยของ NGV กับ LPG ด้วยครับ
ความปลอดถัยเหรอ ได้เลยคุณ POK
ในแง่ของการติดไฟ
LPG หนักกว่าอากาศ เวลารั่วจะแพร่กระจายไปตามพื้น ล่องลอยไปตามกระแสลม เวลาไปเจอะกะไฟเข้า มันก็จะลุกไหม้และกระจายไปตามแนวราบ ตายหมู่ครับท่าน (เหมือนที่ ถ. เพชรบุรี) ส่วน NG หรือก๊าซธรรมชาติ เบากว่าอากาศ เวลารั่วก็จะลอยขึ้นสูง ๆ และกระจายออกไป ส่วนผสมก็จะจางลง ติดไฟได้ยาก ถึงจะติดไฟก็เป็นลำพุ่งขึ้นทางสูง ตายน้อยหรือไม่ตายครับ แต่จะอันตรายอย่างอื่นแทน
ในแง่การระเบิด
ถัง LPG บรรจุที่ความดันต่ำ ๆ ถังทนแรงดัน 7-8 Kg / Cm2 (บาร์) อย่างที่ คุณ ton ว่า(ขนาดนี้ก็ยังพังบ้านได้เป็นหลัง ๆ) แต่ว่า ถัง NGV ติดท้าย Taxi น่ะความดัน 200 Kg / Cm2 (บาร์) ถ้าหัววาล์วมันหลุดนะ พุ่งเป็นจรวดเชียวล่ะ ร้ายกว่านั้นนะ ที่ปั๊มเขาเก็บกันที่ความดันสูงกว่านี้ บ้านใครใกล้ก็ระวังหูฉีกไว้บ้าง
ในแง่ของมาตรฐานความปลอดภัย
น่าเสียใจ บ้านเรายังไม่สามารถผลิตถังเองได้ และก็ยังไม่มีมาตรฐานถังบรรจุก๊าซ NGV และรถขน NGV จากคลังมาที่ปั๊ม ต้องอ้างถึงมาตรฐานเมืองนอกเขา
ท่าน ดร. อรสา ครับ
ขอเพิ่มเติมเรื่อง LNG และ CNG ซักเล็กน้อยครับ
LNG เป็น C1 ที่ถูกทำให้เป็น ก๊าซเหลว อัตราส่วน ก๊าซ / ก๊าซเหลว = 618 / 1 (โดยปริมาตร)อุณหภูมิจุดเดือด - (ลบ) 162 เซลเซียส ภาชนะเก็บและขนส่งเรียกว่า cryogenic vessel ซึ่งมีกรรมวิธีการผลิตพิเศษเพื่อให้เก็บก๊าซที่อุณหภูมินี้ได้ สามารถขนส่งไปที่ไหนก็ได้ที่รถบรรทุกสามารถเข้าถึง ประเทศไทย(โดย ปตท)จะมีการนำ LNG มาใช้ในภาคอุตสาหกรรมและยานยนต์ในประมาณปี 2009 น่ายินดีครับ ประเทศไทยผลิตถังเหล่านี้ได้เอง
LNG มีความบริสุทธิ์สูง 98 - 100 % ต่างจาก CNG ที่ปัจจุบันใช้กันมากในประเทศ ซึ่งมีปริมาณ C1 สูงสุดเพียง 76 % เท่านั้น ที่เหลือเป็น C2, C3,C4, คาร์บอนไดออกไซด์, ไนโตรเจนและอื่น ๆ โดยเฉพาะ คาร์บอนไดออกไซด์, ไนโตรเจน มีปัญหากับเครื่องยนต์ กล่าวคือมันจะไปทำให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ และเครื่องกระตุก ๆ ต้องปรับแต่งกันพอสมควร
จากความเห็นผม ศักยภาพของเมืองไทยตอนนี้
ถ้าเราส่งเสริมให้ใช้ ngv เลยเราคงต้องใช้งบประมาณสูงมากส่งเสริมให้มีการเปิดปั๊มก๊าซและขนส่งก๊าซไปยังปั๊มน้ำมัน ในต่างจังหวัด และตอนนี้วิกฤตการณน้ำมันก็ค่อนข้างน่าเป็นห่วง ผมคิดว่ารัฐบาลต้องเร่งแก้ปัญหาน่าจะส่งเสริม LPG บ้างในตอนนี้ เพราะค่าใช้จ่ายไม่สูงมาก การขนส่งก็ไม่ยากนัก ปั๊มก็มีอยู่หลายที่แล้ว ทั้งน้ำหนักเบาและวิ่งได้ไกลเมื่อเทียบกับการเติมแต่ละครั้ง แล้วก็ส่งเสริมพัฒนาการศึกษะ NGV ไปพร้อม ๆ กันอีกด้วย
แค่ความคิดเห็นนะ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 31 9 มิ.ย. 2549 (16:35)
NGV LPGต่างกันอย่างไร
แล้ว ก๊าช NGV นี่ถือเป็นเทคโนโลยีชีวภาพรึเปล่าครับ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 33 11 ส.ค. 2549 (11:52)
ตอบคุณ knowing NGV คือยานพาหนะที่ใช้ก้าสธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง ไม่น่าจะเกี่ยวกับเทคโนโลยีชีวภาพครับ
เล่าเรื่องจริงให้ฟังครับ มีลูกค้าเป็นเจ้าของรีสอร์ท ที่จังหวัดจันทบุรี ใช้รถยนต์ นิสสันเซอฟิโร แต่ก่อนใช้เบนซิน ไปกลับ กรุงเทพฯ จันทบุรี ใช้เงินค่าน้ำมัน เที่ยวละ 3,000 บาท ว่งที่ความเร็ว 140-160 กม./ชม.(ตอนไม่มีตำรวจ) ปัจจุบัน ใช้ NGV เติมขามีจันทบุรี 95 บาท วิ่งที่ความเร็วเท่าเดิม) ขากลับต้องเติมน้ำมัน เพื่อจะไปเติม NGV ที่ชลบุรี แล้วค่อยเข้ากรุงเทพฯ คนขับเล่าว่า ความเร็วไม่ตก แต่ตอนสตาร์ทใหม่ๆ ต้องค่อย ๆ เร่ง ไม่งั้นดับ
จากเรื่องจริงที่เล่าให้ฟัง สรุปได้ว่า NGV ถูกจริง น่าใช้มาก แต่ ภาคตะวันออกไม่ค่อยมีใช้เท่าไหร่เนื่องจากปั้มไม่มี
ที่จังหวัด จันทบุรี มีรถที่ใช้ LPG เยอะมาก(เนื่องจากน้ำมันแพง) เห็นได้จาก การต่อแถวเติมก๊าซ ยาวเป็นหางว่าวเลย รถของบริษัทผมเองไปเติมที เป็นชั่วโมงเลย จึงอยากให้ทาง ) ปตท. พิจารณาปั้ม NGV ด้วย


Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |