วิชาการ.คอม - คลังความรู้ ปัญญาไทย เพื่อการศึกษาไทย เพราะเรารักเมืองไทย
เว็บส่งเสริมการเรียนรู้ดีเด่น 2547 (สมาคมผู้ดูแลเว็บไทย)   |   เว็บสื่อวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549 (กระทรวงวิทย์)   |   เว็บการศึกษาที่มียอดผู้เข้าชมสูงสุด 2549, 2550 (TrueHits)
ขอขอบคุณ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และ สสวท ที่ให้การสนับสนุน  
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32244" type="text/javascript"></script>
นับถอยหลัง “รับ-ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ การเมืองไทยจะไปทางไหน ?
ถ้ารัฐธรรมนูญมิใช่เพียงตัวบทกฎหมาย หากยังเปรียบเหมือนอัตชีวประวัติของสัมพันธภาพทางอำนาจในรัฐ ดังที่ ศ. เสน่ห์ จามริก ว่าไว้ (๑) ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ กำลังบอกอะไรแก่เรา...
post ครั้งแรก: Tue 14 August 2007, 4:12 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 15 August 2007, 12:27 pm
สารบัญ
หน้า : 1 บทนำ
หน้า : 2 บทนำ (ต่อ)
หน้า : 3 (รับ)
หน้า : 4 (รับ)
หน้า : 5 (ไม่รับ)

หน้าที่ 3 - (รับ)
รศ. ดร. นครินทร์ เมฆไตรรัตน์
คณบดีคณะรัฐศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์


• แม้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีที่มาจากการรัฐประหาร แต่ควรพิจารณาที่เนื้อหาและผลลัพธ์ด้วย ถ้านำไปสู่เผด็จการยิ่งขึ้น ก็ควรแก่การประณาม แต่ถ้านำไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยสูงขึ้นและเป็นที่พึงพอใจของประชาชน ก็ถือว่ามีความชอบธรรม
• เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีความก้าวหน้าอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ และองค์กรอิสระ เป็นข้อดีที่เหนือกว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ทุกประการ
• ระบบเลือกตั้ง ส.ส. แบบใหม่ จะทำให้เกิดความเป็นธรรมในการเลือกผู้แทนของประชาชน ขณะที่ระบบ ส.ว. แบบผสม จะทำให้เกิดการกระจายตัวของ ส.ว. ที่มาจากทุกภาคส่วนของสังคมได้ดีขึ้น


“การร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่ามาจากการรัฐประหาร ความจริงการรัฐประหารเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ มันแสดงให้เห็นว่าสังคมไทยทุกฝ่ายไม่มีวุฒิภาวะมากพอที่จะช่วยกันประคับประคองระบบการเมืองให้วิวัฒนาการต่อเนื่องไปได้ และเป็นเรื่องที่น่าเสียดายอย่างยิ่งเพราะรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ควรจะมีวิวัฒนาการที่ยาวนานกว่านี้ รธน. ปี ๔๐ เขียนไว้ชัดนะครับว่าเมื่อใช้ไป ๕ ปีให้มีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญเสีย ผมถามว่าใครกันแน่ที่ไม่ทำตาม ก็ต้องบอกว่านักการเมือง พวกเรากันเองช่วยรุมสกรัม รธน. ปี ๔๐ มาเรียบร้อยแล้ว ถ้าเรารู้จักปรับปรุงกฎกติกาบ้านเมืองตามที่รัฐธรรมนูญได้ประกาศเจตนารมณ์ไว้ ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์ ๑๙ กันยา ๔๙ ขึ้น

“อย่างไรก็ตามที ขอให้สังเกตว่าเกือบทุกครั้งที่มีการรัฐประหารมักจะจบลงด้วยการฉีกรัฐธรรมนูญและร่างรัฐธรรมนูญใหม่เสมอ อาจมีรายละเอียดที่แตกต่างกันอยู่บ้าง เช่นรัฐประหารปี ๒๔๙๐ ซึ่งร่างเสร็จแล้วยกขึ้นมาใช้ เรียกกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับใต้ตุ่ม แต่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้วิธีการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ อันประกอบไปด้วยสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ คน คณะกรรมาธิการยกร่าง ๓๕ คน ถือว่าเป็นการร่างโดยคณะบุคคลที่มีจำนวนมากกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และที่สำคัญคือมีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนและการทำประชามติซึ่งไม่เคยมีมาก่อน
48716

ที่มา www.j-dom.org

“ความชอบธรรมทางการเมืองนั้นสามารถพิจารณาได้ใน ๒-๓ มิติ คือเรื่องของที่มา เนื้อหา และการยอมรับหรือความพึงพอใจของประชาชน สมมุติว่าคุณไปฉุดลูกสาวเขามา ถามว่าชอบธรรมไหม มันไม่ชอบธรรมอยู่แล้ว แต่พอแต่งงานอยู่กินกันฉันสามีภรรยามีลูกมีเต้า ผู้ชายกลับไปขอขมาพ่อตา ถามว่าชอบธรรมไหม ก็ต้องดูสิ่งที่ตามมาหลังจากนั้น ดังนั้นถ้ามองเฉพาะที่มาอย่างเดียวมันผิดอยู่แล้วเพราะมาจากการรัฐประหาร แต่ผมย้ำว่ารัฐประหารครั้งนี้ไม่ใช่ครั้งแรก ทำมาหลายครั้งแล้ว หลังจากนั้นชอบธรรมหรือไม่ชอบธรรมควรต้องดูที่เนื้อหา กระบวนการ และผลลัพธ์ของการร่างรัฐธรรมนูญว่ามีเป้าหมายไปสู่อะไร

“ในแง่กระบวนการก็ต้องดูว่าคณะกรรมาธิการยกร่างก็ดี สภาร่างรัฐธรรมนูญก็ดี มีพิมพ์เขียวอยู่หรือเปล่า ถ้ามี วิธีการก็เป็นเพียงแค่การเล่นละคร แต่ผมกลับคิดว่าในกระบวนการร่างครั้งนี้มีการรับฟัง มีการเจรจา แก้ไข และยืดหยุ่นพอสมควร กรรมาธิการยกร่างถึงแม้ ๑๐ ใน ๓๕ คนจะเป็นคนที่ คมช. แต่งตั้ง แต่ก็ไม่ได้มีเสียงเด็ดขาดที่จะชี้นำ คือมีความเป็นอิสระพอสมควร นอกจากนี้เราควรดูที่วัตถุประสงค์สุดท้ายด้วย ถ้าร่างไปแล้วเปิดทางให้เป็นเผด็จการหนักข้อยิ่งขึ้น ทหารมีอำนาจมากยิ่งขึ้น ก็เป็นเรื่องที่ควรแก่การประณาม แต่ถ้าผลปรากฏว่ามีความเป็นประชาธิปไตยในระดับที่สูงขึ้น ก็ควรจะต้องดูเนื้อหาสาระด้วย สุดท้ายถ้าประชาชนส่วนใหญ่ยอมรับว่าผลลัพธ์นั้นเป็นที่พึงพอใจ ผมก็ถือว่ามีความชอบธรรม

“เนื้อหาของร่าง รธน. ปี ๕๐ มีความก้าวหน้าอยู่มาก หมวดที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิเสรีภาพนั้นดีกว่า รธน. ปี ๔๐ เกือบทุกประการ ถามว่าดีกว่าอย่างไร ก็ต้องบอกว่าสิทธิเสรีภาพที่บัญญัติไว้ใน รธน. ปี ๔๐ มีอยู่ในร่าง รธน. ฉบับนี้ทั้งหมด และยังมีการขยายเรื่องสิทธิเสรีภาพไปอย่างกว้างขวางในหลายๆ เรื่อง เช่น ประชาชนสามารถเข้าชื่อ ๑ หมื่นชื่อเสนอกฎหมายได้ ๑ หมื่นชื่อเสนอถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ หรือ ๕ หมื่นชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ที่เหนือกว่า รธน. ปี ๔๐ คือมีการตัดคำว่า ‘ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ’ ออกเกือบทั้งหมด ร่าง รธน. ฉบับนี้ได้นำเอาหลักการทางกฎหมายชนิดใหม่สุดซึ่งอยู่ในระบบกฎหมายเยอรมันมาใช้ กล่าวคือ เมื่อรัฐธรรมนูญรับรองอะไรไว้แล้ว ให้ถือว่าบทบัญญัตินั้นมีผลบังคับใช้ทันที เช่นประชาชนสามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้ตามที่มาตรา ๒๘ รับรองไว้ มาตรา ๒๘ ถือเป็นมาตราที่ดีที่สุด โดยเฉพาะในวรรค ๒ ‘บุคคลย่อมสามารถใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้โดยตรง’ ถือเป็นหลักกฎหมายที่ก้าวหน้าที่สุดและไม่เคยมีการเขียนมาก่อน

“อีกจุดหนึ่งคือหมวดที่ว่าด้วยเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ ร่าง รธน. ปี ๕๐ มีการจัดหมวดหมู่องค์กรอิสระขึ้นมาและให้มีอำนาจหน้าที่ดีกว่าเดิมเป็นอันมาก เช่นผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา ซึ่งในอดีตเป็นแต่เพียงเสือกระดาษแท้ๆ ในร่าง รธน. ปี ๕๐ กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่เพิ่มเติม คือพิจารณาเรื่องร้องเรียนไม่เฉพาะร้องเรียนข้าราชการ นักการเมือง หรือพนักงานของรัฐที่ปฏิบัติมิชอบเท่านั้น แม้กระทั่งร้องเรียนองค์กรในกระบวนการยุติธรรม ผู้ตรวจการแผ่นดินก็ตรวจสอบได้ และยังมีอำนาจหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องประมวลจริยธรรมทางการเมือง ถ้ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ประกาศใช้ หน้าที่ของรัฐสภาคือต้องจัดทำประมวลจริยธรรมทางการเมืองภายใน ๑ ปี และเป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดินที่จะบังคับใช้และติดตามประเมินผล ผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องดำเนินการว่ารัฐธรรมนูญนี้มีผลบังคับใช้จริงๆ หรือไม่ เหมือนกับเป็นมอนิเตอร์ให้มีการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ จะเห็นได้ว่าระบบการตรวจสอบ ระบบการควบคุมดีขึ้นเป็นอันมาก รวมทั้งบทบัญญัติใหม่ๆ อีก ๓ หมวด คือหมวด ๗ ว่าด้วยเรื่องของการมีส่วนร่วมทางการเมืองโดยตรงของประชาชน หมวด ๘ การเงิน การคลัง และงบประมาณ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งของการปกครองสมัยใหม่ และที่เป็นเรื่องใหม่ที่สุดคือหมวด ๑๓ ว่าด้วยเรื่องจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมคิดว่าทั้งหมดนี้เป็นข้อดีที่เหนือกว่า รธน. ปี ๔๐ ทุกประการ

“ประเด็นที่อาจมีข้อโต้แย้งได้มีอยู่ ๒-๓ เรื่องด้วยกัน ได้แก่ ที่มาของสภา ระบบเลือกตั้ง ส.ส. ส.ว. และระบบการสรรหา หลายคนมองว่าร่าง รธน. ฉบับนี้ยึดอำนาจจากนักการเมืองมาให้ข้าราชการประจำ แต่ผมคิดว่าเราควรต้องอ่านรัฐธรรมนูญให้ดี ว่าเป้าหมายของร่าง รธน. ปี ๕๐ ต้องการที่จะให้ฝ่ายบริหารมีความอ่อนตัวลง ในขณะที่สภามีอำนาจเพิ่มมากขึ้น เพราะปัญหาใหญ่ของ รธน. ปี ๔๐ คือนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะเป็น ส.ส. มาก่อน แต่เมื่อรับตำแหน่งต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. ทันที เมื่อพ้นจากสภาไปแล้ว พวกเขาก็ไม่มีหน้าที่ต้องไปประชุมสภา สภาถามก็ไม่ตอบ ไปพูดทางวิทยุตอนเช้าวันเสาร์แทน เพราะฉะนั้นคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีจึงไม่มีความรับผิดชอบโดยตรงต่อสภา และผมเข้าใจว่ารัฐมนตรีตามโครงสร้าง รธน. ปี ๔๐ กลัวนายกฯ มาก เพราะถ้าถูกปรับ ครม. เมื่อไรก็ตกงานทันที แต่ร่าง รธน. ปี ๕๐ ต้องการให้ทั้งนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่มาจาก ส.ส. ต้องดำรงสถานภาพของการเป็น ส.ส. อยู่ตลอดไป และนายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. เท่านั้น แล้วก็มีอีกหลายมาตรการที่จะบังคับให้ท่านนายกฯ ก็ดี ท่านรัฐมนตรีก็ดี รับผิดชอบต่อสภา คือท่านต้องไปประชุมสภา ไปตอบกระทู้สภา ต้องถูกอภิปรายโดยสภา เพราะฉะนั้นอำนาจของฝ่ายบริหารอ่อนตัวลง แต่อำนาจของสภาจะสูงขึ้น พูดอย่างตรงไปตรงมาก็คือ ทำให้ระบอบการเมืองของไทยเคลื่อนที่จากระบอบที่คล้ายๆ กับกึ่งประธานาธิบดี มาเป็นระบอบรัฐสภาโดยสมบูรณ์ นี่คือการต่อสู้ในเชิงอุดมการณ์ พวกที่ร่าง รธน. ปี ๕๐ อยากให้นายกฯ และรัฐมนตรีไปสภา ซึ่งเป็นหลักการของระบอบรัฐสภาแบบประเทศอังกฤษและประเทศในยุโรปทั้งหมด รวมทั้งญี่ปุ่นและกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย หลายคนบอกว่าร่าง รธน. ฉบับนี้จะทำให้ฝ่ายบริหารอ่อนแอลงหรือไม่ ก็ตอบว่าใช่ แต่ต้องบอกว่าเมื่อฝ่ายบริหารอ่อนแอลง อำนาจไปอยู่ที่สภา สภาจะตรวจสอบฝ่ายบริหารได้มากขึ้น

“เรื่องของระบบเลือกตั้งโดยภาพรวมผมคิดว่าเมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว ร่าง รธน. ปี ๕๐ ดีกว่า รธน. ปี ๔๐ เราต้องอย่าลืมว่า รธน. ปี ๔๐ ระบุว่า ส.ส. ต้องจบปริญญาตรีนะครับ นั่นแปลว่าคน ๔๐ ล้านคนมีหน้าที่ไปออกเสียงเลือกตั้งเพื่อให้คนประมาณ ๑ ล้านคนเท่านั้นเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขณะที่คนอีก ๓๙ ล้านคนสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ คุณรอนสิทธิประชาชนไปทันทีทันใด ๓๙ ล้านคน ผมถามจริงๆ ว่าเป็นประชาธิปไตยได้อย่างไร ในทางรัฐศาสตร์เราเรียกระบอบนี้ว่าอภิชนาธิปไตยนะครับ แต่ในร่าง รธน. ปี ๕๐ เราแก้ไขเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว
“เรื่องที่เป็นข้อโต้แย้งประการแรก คือเรื่องของเขตเลือกตั้ง ตาม รธน. ปี ๔๐ เป็นแบบเขตเดียวคนเดียว แต่ในร่าง รธน. ปี ๕๐ เราเปลี่ยนมาใช้เขตเลือกตั้งที่ใหญ่ เขตหนึ่งมี ส.ส. ๓ คน บางเขตอาจมี ๒ คน บางเขตมีคนเดียวแล้วแต่พื้นที่ ซึ่งอาจจะทำให้ไม่มีความเสมอภาคในการหย่อนบัตร จุดนี้อาจเป็นข้อด้อย แต่ก็ยังอภิปรายกันได้ ผมเองคิดว่าระบบเขตเลือกตั้งเขตใหญ่เป็นระบบที่คนไทยเคยใช้มาก่อนยาวนาน อีกทั้งระบบนี้มีใช้กันอยู่ใน ๒๐ กว่าประเทศทั่วโลก เป็นระบบที่เราเชื่อกันว่ามีการใช้จ่ายเงินน้อยกว่าระบบเลือกตั้งแบบเขตเดียวคนเดียว อีกส่วนคือระบบเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ ใน รธน. ปี ๔๐ ใช้บัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ให้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง และที่สำคัญ ๑๐๐ คนนั้นตัดกันที่ ๕ % พรรคการเมืองใดไม่ถึง ๕ % ไม่นับ ถามว่าใครได้เปรียบ ผมตอบได้เลยว่าคนกรุงเทพฯ ได้เปรียบ คุณต้องอย่าลืมว่าคนดีคนเด่นคนดังจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่ในบัญชี ๑๐๐ คน คุณไม่มีทางอยู่อันดับต้นได้เลย คุณต้องอยู่อันดับท้ายเสมอ แล้วยิ่งตัดที่ ๕ % ด้วยแล้ว พรรคเล็กเสียเปรียบหมด เป็นระบบการเลือกตั้งที่ให้โอกาสแก่คนกรุงเทพฯ และพรรคการเมืองใหญ่ แต่ในร่าง รธน. ปี ๕๐ เราแบ่งบัญชีรายชื่อออกเป็น ๘ บัญชี บัญชีละ ๑๐ คน และเป็นการคิดแบบสัดส่วนอย่างละเอียด ผมตอบได้เลยว่าเราคงได้เห็นคนดีคนเด่นคนดังคนมีชื่อเสียงกระจายตัวดีกว่าที่ผ่านมา ยกตัวอย่าง ผมเป็นคนดีคนเด่นคนดังของศรีสะเกษ เป็นไปไม่ได้เลยที่ผมจะอยู่อันดับ ๑ ตามบัญชีรายชื่อแบบเดิม แต่ถ้ามีบัญชีรายชื่อในเขตนั้น ผมเชื่อว่าคนดีคนเด่นคนดังจากเขตอีสานใต้ก็ต้องอยู่อันดับ ๑, ๒, ๓ ในบัญชีเขตนั้นแน่นอน เพราะฉะนั้นระบบบัญชีรายชื่อแบบนี้ทำให้มีการกระจายตัวดีกว่า ทำให้เกิดความเป็นธรรมในการเลือกผู้แทนได้ดีกว่า

“จากระบบเลือกตั้งแบบนี้ผมบอกได้เลยว่าเราจะได้รัฐบาลผสม เรื่องรัฐบาลผสมกับรัฐบาลพรรคเดียวในทางรัฐศาสตร์ข้อโต้แย้งเรื่องนี้ไม่เป็นที่ยุติ ประเทศที่มีรัฐบาลผสมจำนวนมากอยู่ในยุโรปเกือบทั้งหมด รัฐบาลพรรคเดียวในโลกนี้มีไม่กี่ประเทศ แต่ขอให้สังเกตนะครับว่ารัฐบาลอังกฤษปัจจุบันก็มีแนวโน้มจะกลายเป็นรัฐบาลผสม ถ้าคิดว่ารัฐบาลผสมเป็นรัฐบาลที่แย่ ก็ต้องบอกว่าการปกครองในยุโรปแย่ทั้งหมด ฝ่ายที่เชื่อว่ารัฐบาลพรรคเดียวดี ก็อาจจะมองว่าดีในแง่ของความเข้มแข็งและความต่อเนื่องของนโยบาย แต่ถามว่าในระบอบประชาธิปไตย รัฐบาลที่ดีควรจะเป็นรัฐบาลที่เข้มแข็งขนาดไหน ผมกลับคิดว่ารัฐบาลผสมก็ไม่ได้เป็นรัฐบาลที่เลวร้ายเสียทั้งหมด ในแง่มุมหนึ่งถ้ารัฐบาลมีความอ่อนตัวลง กลุ่มท้องถิ่นต่างๆ ก็สามารถมีบทบาทขึ้นมาได้ ส่วนเรื่องของนโยบายจะมีการปฏิบัติต่อเนื่องได้จริงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับข้อตกลงของผู้นำรัฐบาลและโครงสร้างการตัดสินใจของรัฐบาล การมีรัฐบาลพรรคเดียวที่เรารู้สึกว่าเข้มแข็งเพราะว่าโครงสร้างการตัดสินใจมันกระจุกตัวอยู่ที่หนึ่งที่ใด แต่รัฐบาลผสมในหลายประเทศก็ใช่ว่าจะแย่ ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลนั้นจะจัดโครงสร้างการตัดสินใจอย่างไร เช่นถ้าแบ่งการตัดสินใจไปไว้ที่มุ้งต่างๆ ก็บอกได้เลยว่าการตัดสินใจในเชิงนโยบายจะไม่มีความราบรื่น แต่ถ้าเอาการตัดสินใจไปรวมไว้ที่คณะที่ปรึกษา หรือในยุโรปเรียกว่าหน่วยทางนโยบาย ผมเชื่อว่ารัฐบาลผสมก็ไม่แย่ มันขึ้นอยู่กับวิธีการว่าคุณจะเอาการตัดสินใจไปไว้ตรงไหน

“ข้อโต้แย้งอีกประการคือการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา ส.ว. ตาม รธน. ปี ๔๐ มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด ๒๐๐ คน แต่ก่อนอื่นเราต้องตั้งคำถามว่า ส.ว. ทำหน้าที่อะไร ในร่าง รธน. นี้มีวัตถุประสงค์สำคัญคือ ต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาพี่เลี้ยงคอยกรองกฎหมาย ต้องมีความชำนาญเฉพาะด้าน และทำหน้าที่ในบางเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความเห็นชอบเรื่ององค์กรอิสระ เราจึงอยากเห็น ส.ว. ที่เป็นกลาง คำถามคือว่าการเลือกตั้งเราจะได้คนที่เป็นกลางจริงหรือไม่ ซึ่งเราคิดว่ามันไม่ใช่ ดังนั้น ส.ว. ตามร่าง รธน. ปี ๕๐ จึงเป็นระบบผสม คือมาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ผมบอกได้เลยว่าต่อไป ส.ว. จะใหญ่มากๆ คนพวกนี้จะเดินนำหน้า ส.ส. ไม่ใช่เดินตามก้น ส.ส. อีกต่อไป และอีกส่วนมาจากการสรรหา ซึ่งจะได้รับการเสนอชื่อจากภาคส่วนต่างๆ หลายคนมองว่าอาจเป็นการถอยหลังเข้าคลอง ซึ่งบางท่านตีความว่าเป็นอำมาตยาธิปไตย แต่ผมขอย้ำว่า ส.ว. ในร่าง รธน. ฉบับนี้ เป็นข้าราชการไม่ได้นะครับ หลายคนบอกว่าเราร่างรัฐธรรมนูญมาให้พวกนายทหารไปนั่ง ส.ว. ผมบอกได้เลยว่ามันจะไม่มีปรากฏการณ์แบบนั้นเกิดขึ้น เพราะว่าข้าราชการก็ดี นายทหารก็ดี ไม่สามารถเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้ในเวลาเดียวกับที่ดำรงตำแหน่ง ซึ่งเป็นคุณสมบัติข้อห้ามของ ส.ว. ที่ระบุไว้ชัดเจน การที่เราให้มีระบบสรรหา ส.ว. เพราะว่าอยากให้มีการกระจายตัวของ ส.ว. โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่มาจากภาคประชาสังคม กลุ่มคนด้อยโอกาส คนพิการ ตัวแทนวิชาชีพต่างๆ เราหวังว่าจะมีการกระจายตัวของ ส.ว. ส่วนนี้ได้ดีขึ้น อาจจะบอกว่าเป็นจุดอ่อนเพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่ถามว่าเป็นจุดแข็งไหม ก็คงต้องรอดูว่าผลสุดท้ายของการสรรหาจะเป็นอย่างไร ผมเองไม่ค่อยเห็นด้วยกับระบบผสม แต่ผมอยากเห็นวิวัฒนาการ ให้ประชาชนได้เห็นว่าระหว่างเลือกตั้งกับสรรหา ส.ว. ส่วนไหนดีกว่ากัน ถ้าเลือกตั้งดีกว่าผมเชื่อว่าในอนาคตก็แก้ไขรัฐธรรมนูญสิ เผลอๆ ประชาชนอาจจะคิดว่า ส.ว. สรรหาก็ไม่เลว เราอาจได้ ส.ว. สรรหาที่ดีกว่า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งก็ได้ ก็ให้ระบบผสมนี้วิวัฒนาการไปสักระยะหนึ่ง

“ปัญหาเรื่องการแทรกแซงเป็นเรื่องใหญ่ เราจึงให้กรรมการสรรหามาจากกลุ่มบุคคลที่ถูกแทรกแซงได้ยากที่สุด คือมาจากสายศาล ให้ประธานศาลและประธานองค์กรอิสระมามีส่วนร่วมในการสรรหา ส.ว. เพราะเราเชื่อว่าฝ่ายศาลเป็นฝ่ายที่เจรจาต่อรองยากที่สุด ณ เวลานี้ ซึ่งในร่าง รธน. ปี ๕๐ กำหนดคุณสมบัติ ส.ว. ไว้ค่อนข้างสูงมาก เพราะการสรรหาที่ผ่านมา ยกตัวอย่างผมเป็นคณบดีคณะรัฐศาสตร์ ผมมีส่วนสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญด้วย อธิการบดีมหาวิทยาลัยเป็นกรรมการสรรหา ป.ป.ช. กกต. ด้วย แต่ในร่าง รธน. นี้เราตัดออกหมด เพราะเรารู้ว่าตัวแทนสถาบันอุดมศึกษาต่อรองได้ รวมถึงตัวแทนพรรคการเมืองด้วย แล้วเราใส่ตัวแทนศาลเข้าไปเพราะเราเชื่อว่าฝ่ายศาล ณ เวลานี้ต่อรองเจรจายากที่สุด ถ้าคิดว่าฝ่ายศาลไม่เหมาะสมก็ปรับเปลี่ยนกระบวนการสรรหาได้ในอนาคต

“เราต้องเข้าใจว่าสถาบันตุลาการเป็นปรากฏการณ์ของโลกอย่างหนึ่ง สถาบันตุลาการในโลกโบราณจะไม่ยุ่งกับการเมือง พูดง่ายๆ การเมืองเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารกับสภาเท่านั้น ฝ่ายบริหารมีอะไรก็ไปขอสภา สภามีอะไรก็อภิปรายฝ่ายบริหาร แล้วสภากับฝ่ายบริหารก็เป็นฉันสามีภรรยากัน เพราะนายกฯ มีเสียงข้างมากในสภาอยู่แล้ว ไปกุมเสียงสภาให้ยกมือผ่านกฎหมายก็ประกาศใช้ได้ การเมืองแบบนี้เราเรียกว่าประชาธิปไตยตัวแทนแบบโบราณ แต่ในโลกสมัยใหม่ ประชาธิปไตยตัวแทนไม่ใช่เรื่องของฝ่ายบริหารกับสภาเท่านั้น เพราะคำถามคือว่าฝ่ายบริหารก็ดี สภาก็ดี ทำหน้าที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะกฎหมายนั้นอาจขัดกับรัฐธรรมนูญนะครับ ผมอาจเอาเรื่องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญได้ หรือไม่ก็ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการฯ ก็เอาร่างกฎหมายนี้ขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ถ้าการตรากฎหมายของสภาไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ไม่ผ่าน นั่นแสดงให้เห็นว่าโครงสร้างของระบอบประชาธิปไตยตัวแทนสมัยใหม่เราไม่ปล่อยให้ฝ่ายบริหารกับสภาเจรจาอะลุ้มอล่วยกันเพียงอย่างเดียว เราเปิดช่องตั้งแต่แรกแล้วที่จะให้กระบวนการศาลเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการใช้อำนาจและการตรวจสอบการใช้อำนาจ ระบบศาลเข้ามาเป็นหุ้นส่วนหนึ่งของระบบการตรวจสอบอำนาจ ในอนาคตมติ ครม. สามารถถูกทบทวนได้โดยฝ่ายศาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ แปรรูปการไฟฟ้าฯ หรือรัฐบาลไปประกาศสงครามก็ดี ไปเจรจาข้อตกลงระหว่างประเทศก็ดี ถ้าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็ถือว่าไม่มีผลบังคับใช้ได้ หากเราไม่ยอมรับกติกานี้ก็ต้องไล่ศาลกลับไปอยู่ค่ายของตัวเอง แล้วให้นักการเมือง ส.ส. กับคณะรัฐมนตรีตกลงกันเอง เราจะเอาอย่างนั้นหรือ ถ้าเอาอย่างนั้น เราจะดึงการเมืองของเรากลับไปสู่ประชาธิปไตยตัวแทนแบบโบราณ ระบอบประชาธิปไตยตัวแทนระหว่างยุคเก่ากับยุคใหม่ต่างกันด้วยเหตุฉะนี้ ถ้าเราไม่เปิดให้ศาลหรือองค์กรตุลาการหรือองค์กรกึ่งตุลาการเข้ามามีบทบาทตรวจสอบอำนาจรัฐ การเมืองจะเป็นเรื่องของนักการเมืองระหว่างสภากับฝ่ายบริหาร ขณะเดียวกันถ้าคิดว่าศาลมีอำนาจมาก เข้ามายุ่งเกี่ยวกับฝ่ายบริหารจนเกินไป องค์กรที่จะตรวจสอบศาลได้ หนึ่งคือองค์กรฝ่ายนิติบัญญัติ ก็คือสภาซึ่งมีอำนาจตรากฎหมาย หรือถ้าองค์กรตุลาการมีอำนาจมากไป เอางบประมาณไปบาทเดียวก็พอ เพราะคนกุมด้านงบประมาณก็คือสภา สภาหรือฝ่ายนิติบัญญัติก็มีดาบสำคัญคือเรื่องของการออกกฎหมายและคุมเรื่องงบประมาณ สองก็คือการตรวจสอบกันภายใน เป็นการควบคุมกันอีกชั้นหนึ่ง ถ้าตุลาการทำมิชอบก็มีการตรวจสอบจรรยาบรรณ มีการถอดถอนตุลาการได้


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



จำนวน 6 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 15 ส.ค. 2550 (16:52)
ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นต่อข้อความ

" ภายใต้วังวนของการร่าง ประกาศใช้ และถูกฉีกโดยอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ "

ดังนี้


1) อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ คือ อะไร มีอยู่จริงหรือไม่ และเป็นอำนาจที่ดี หรือ ไม่ดีอย่างไร ?

2) อำนาจของทหาร เป็นอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ หรือไม่?

3) การที่ผู้บริหาร เช่น นายกรัฐมนตรี (จากการเลือกตั้ง) ใช้อำนาจในทางที่ผิด การใช้อำนาจที่ผิดนี้ เป็นอำนาจในรัฐธรรมนูญ ใช่หรือไม่ ?


การที่ทหารมีกำลังอยู่ในมือ เพื่อปกป้องประเทศนั้น เป็นอำนาจโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
ดังนั้น จะมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทหารย่อมมีอำนาจจากกำลังที่มีอยู่

ทหารที่ดี ย่อมใช้อำนาจไปในทางที่ดี
ทหารที่ไม่ดี ก็อาจจะใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ดี

ดังนั้นการใช้อำนาจของทหาร มีอยู่ 2 ลักษณะคือ ใช้ไปในทางที่ดี กับ ใช้ไปในทางที่ไม่ดี

ขึ้นอยู่ว่าผู้บริหารของกองกำลังทหารเป็นคนดีหรือไม่

การใช้กำลังทหารทำการปฏิวัติ จึงเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์เป็นกรณี
อาจจะวิเคราะห์ว่า เป็นการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ก็ได้
และก็อาจจะวิเคราะห์ว่า เป็นการกระทำที่ดีได้

กล่าวคือ การกระทำหรือการใช้อำนาจที่อาจจะมองว่าเป็นอำนาจนอกรัฐธรรมนูญนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้

และการใช้อำนาจภายในรัฐธรรมนูญโดยนายกจากการเลือกตั้งที่ขาดคุณธรรม ก็ทำให้เป็นการกระทำที่เลวได้

ความดี หรือ ความเลว จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้อง อยู่ในหรือนอกรัฐธรรมนูญ
แต่อยู่ที่ตัวบุคคลว่าได้กระทำสิ่งที่ดี หรือทำสิ่งที่เลว

การปฏิวัตินั้นถ้าหากไม่มีเหตุผลความชอบธรรมเพียงพอ ย่อมไม่อาจจะอยู่ได้นาน
และเหตุผลหนึ่งของการปฏิวัติก็คือ ฝ่ายบริหารประเทศชุดเดิมนั้นทำในสิ่งที่เลวร้ายขาดคุณธรรม ขาดจริยธรรม และในตัวระบบเดิม(ภายใต้รัฐธรรมนูญ) ไม่สามารถแก้ปัญหาให้คลี่คลายออกไปได้

ผมมองว่า การปฏิวัติ เป็นเรื่องธรรมชาติ พอๆ กับการร่างและรับเอารัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้

สิ่งที่สำคัญกว่าคือ หลักคุณธรรม ความถูกต้องดีงาม ซึ่งย่อมเปิดโอกาส ให้กับคำตอบหรือทางเลือกที่ดีกว่า

การปฏิวัติ เมื่อต้องเกิดขึ้น เราก็สามารถทำให้ดีได้ และทุกๆคนก็ช่วยกันทำให้ดีได้ ... แต่นั้น เราต้องเข้าใจบทบาทที่สำคัญของการปฏิวัติ

การปฏิวัติที่มีเป้าหมายเพื่อสิ่งที่ดี ก็จึงอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ... และผมก็อยากจะเชื่อว่า การปฏิวัติครั้งนี้ก็มีเป้าหมายเช่นนั้น

การได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ และการไปลงประชามติ จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราแต่ละคนสามารถทำได้

และการที่เราจะเลือกไม่ยอมรับในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นสิ่งหนึ่งที่เราควรที่จะพิจารณาหาเหตุผลให้เพียงพอ
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 16 ส.ค. 2550 (19:08)
เราควรต้องระวังอย่างยิ่ง ที่จะแยกแยะความชอบใจ ออกจากความชอบธรรม หรือ ความถูกต้อง

การแสดงความคิดเห็นในเรื่องสำคัญเช่นนี้ ก็เช่นกัน เราควรต้องหลีกเลี่ยง

- การกล่าวอ้าง ที่ไม่มีหลักฐาน (ของตัวเราเอง)

- การมุ่งเน้นแสดงอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าเหตุผล

- การใช้ข้อมูลบางส่วนที่ไม่ครบถ้วน หรือใช้ข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง

- การพยายามให้เกิดการแตกแยกเป็นขั้ว เป็นฝักเป็นฝ่าย แทนที่จะปรองดองเข้าหากัน

- การไม่พยายามมองให้ครบทุกด้าน จงใจเลือกเฉพาะด้านที่ถูกใจชอบใจเราเท่านั้น
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 16 ส.ค. 2550 (22:07)
คิดผิด ก็เป็นทุกข์เพราะความคิด
คิดผิด ก็กระทำผิด ก่อเวรกรรมที่ไม่ดีไม่จบสิ้น!

ขอจงมีความสุขเถิด
อย่าได้พยาบาท เบียดเบียนต่อกันและกันเลย !

ขอให้ธรรมรักษาคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม

ขอให้กำลังกาย ใจ สติปัญญานำเราไปสู่สิ่งที่ดีงามด้วยเถิด
MathGuy เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 2009 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 323 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 17 ส.ค. 2550 (14:28)
การลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรธน.ฉบับปี 2550 ไม่ใช่หลักประกันของการพัฒนาประเทศ 100% เพราะกติกานั้นคนขี้โกงก็หาช่องโหว่ได้เสมอ เมื่อมีคนขี้โกงก็มีผู้ปราบคนขี้โกงในที่สุด สำคัญก็แต่หิริโอตัปปะ ความละอายชั่วกลัวบาปที่นับวันจะน้อยลงๆ ทุกทีไม่ว่าจะเป็นนักบวช หรือฆราวาส ศีล ๕ ข้อมันเว้าแหว่งไม่เต็มกันสักทีหนึ่ง โลกมันจึงร้อนขึ้นๆ ด้วยกิเลสตัณหา ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสนี้แหละจะพาคนไปสังเวยชีวิต และจิตวิญญาณ

ทั้งๆ ที่รู้ว่าแก้วน้ำนี้มันจะแตกสักวันหนึ่ง แต่ตราบใดที่มันยังไม่แตก เราก็ต้องดูแลรักษาแก้วนี้ไว้ ทำความสะอาด เช็ดแห้ง ไว้ใส่น้ำดื่มกิน วันใดแก้วน้ำนี้มันพลาดหลุดมือ หรือขยายตัวเร็วช้าไม่เท่ากันที่ผิวภายในภายนอก มันก็แตกเท่านั้น เราก็ไปหาแก้วมาใหม่ที่มันแข็งแรงกว่าเก่า
อุปมาอุปมัยนี้ใช้กับรัฐธรรมนูญได้ ไม่ต้องจริงจังเกินไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ควรจะจริงจังกับการเปลี่ยนแปลงของความดี ของคนดี ซึ่งบกพร่องมากขึ้นๆ เรื่อยๆ เพราะขาดมโนธรรม หิริโอตัปปะ
yama เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 53 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 20 ส.ค. 2550 (16:59)
ตรงใจกับเนื้อหาของบทความที่ว่า

"ประเด็นในขณะนี้มิได้อยู่ที่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ หากโจทย์ที่แท้จริงคือ คำถามว่าจะเอาอย่างไรกับอำนาจทหาร อภิชน อำมาตยาธิปไตยในการเมืองไทย (๒)ต่างหาก"

ไม่ว่าร่างจะผ่านหรือไม่ผ่าน อย่างไรซะก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง

หากคะแนนรับร่างน้อยกว่า ก็ยังมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงนั้น รอให้หยิบยกเอามาใช้อยู่

แน่นอนที่สุด ที่จะไม่เป็นข้อครหา ในเวลาที่บ้านเมืองเผชิญอำนาจวิกฤตเช่นนี้

แม้ว่าเนื้อหา ใน รฐน. 2550 จะแก้ไขจุดบกพร่อง แต่จะเชื่อได้อย่างไรว่า จะพาประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคง

ง่ายจริงหรือที่ว่า ให้รับร่างไปก่อน เมื่อการเลือกตั้งลุล่วง ค่อยลงชื่อ 50,000 คน มาแก้ไขกันใหม่

ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ใส่ใจระบอบทักษิณ และไม่เต็มใจรับกับอำนาจทหาร นั้นมีทางเลือกอื่นไหม

ตัวอย่างมีให้เห็นเสมอมาบนเส้นทางสายนี้ "อำนาจไม่เข้าใครออกใคร อยู่ที่ว่าจะใช้เพื่อสันติหรือเพื่อสนองประโยชน์ส่วนตน"

การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้สติสัมปชัญญะลดลง 40 % แต่การดื่มด่ำอำนาจทำให้ขาดสติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง
anny_berry เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 8 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว

ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 10 ก.ย. 2550 (19:43)
สวัสดีทีมงานวิชาการดอทคอมค่ะ
คุณเคยเจอความสงบสัก3วินาทีไหมค่ะ
ลองย้อนดูสิ
มะกรูด มะนาว มะพร้าว ส้มโอ เก็บเข้า Contact List ส่ง vSMS
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 6 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 150 ดวง - โหวตเพิ่มดาว


กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


kykyky
(kykyky)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 6,592 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 26 ครั้ง
ได้รับดาว 186 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google  
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 086-4907600,
0-2583-2802
และ 086-4907585
สำนักงาน :   0-2642-7828
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.