 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32244" type="text/javascript"></script> |
|
|
นับถอยหลัง รับ-ไม่รับ ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ การเมืองไทยจะไปทางไหน ?
ถ้ารัฐธรรมนูญมิใช่เพียงตัวบทกฎหมาย หากยังเปรียบเหมือนอัตชีวประวัติของสัมพันธภาพทางอำนาจในรัฐ ดังที่ ศ. เสน่ห์ จามริก ว่าไว้ (๑) ร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ กำลังบอกอะไรแก่เรา...
post ครั้งแรก: Tue 14 August 2007, 4:12 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 15 August 2007, 12:27 pm
|
หน้าที่ 5 - (ไม่รับ)
รศ. ดร. วรเจตน์ ภาคีรัตน์
หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน คณะนิติศาสตร์ ม. ธรรมศาสตร์
การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเหตุผลหลักๆ คือ ไม่รับในแง่ของที่มาและกระบวนการซึ่งไม่มีฐานความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และในแง่เนื้อหานั้นไม่มีฐานคิดที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ ทั้งยังถอยหลังกว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ด้วยซ้ำไป
ระบบเลือกตั้ง ส.ส. แบบใหม่ได้ทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองและไม่ตอบคำถามในเรื่องนโยบายเลย ทั้งยังสร้างความไม่เสมอภาคในการออกเสียงของประชาชน
ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แสดงให้เห็นการกลับมาของกลุ่มพลังข้าราชการระดับสูง ซึ่งจะมีผู้แทนจากองค์กรตุลาการเป็นตัวนำ
การไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเหตุผลหลักๆ คือไม่รับในแง่ที่มาของร่างรัฐธรรมนูญ กระบวนการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ทั้ง ๓ ประเด็นเมื่อพิจารณาโดยรวมแล้วผมเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่นำมาออกเสียงประชามตินั้น คงจะไม่สามารถยอมรับได้
ในแง่ที่มาของร่าง รธน. ๒๕๕๐ โดยปรกติการจัดทำหรือแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้นจะมีขึ้นก็โดยอาศัยอำนาจจากบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเอง อย่างเช่นการเปลี่ยนผ่าน รธน. ปี ๒๔๗๕ ไปสู่ รธน. ปี ๒๔๘๙ หรือการปฏิรูป รธน. ปี ๒๕๓๔ โดยยกร่างใหม่ทั้งฉบับไปเป็น รธน. ปี ๒๕๔๐ โดยกระบวนการเปลี่ยนผ่านแบบนี้ รัฐธรรมนูญใหม่ที่เกิดขึ้นจะมีความเป็นประชาธิปไตยสูง ขณะที่รัฐธรรมนูญที่เกิดจากการทำรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญเดิมทิ้ง ทำรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว แล้วจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ขึ้น เท่าที่ผ่านมาในทางประวัติศาสตร์นั้นล้วนแล้วแต่เป็นรัฐธรรมนูญที่มีปัญหาในทางประชาธิปไตยทั้งสิ้น
เรื่องของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญ ร่าง รธน. ปี ๕๐ ไม่ได้ถูกร่างขึ้นในสถานการณ์ปรกติของประเทศ แต่เป็นไปตามมาตรา ๑๙ ของ รธน. (ชั่วคราว) ปี ๔๙ ซึ่งเป็นผลผลิตโดยตรงจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ ๑๙ กันยา ๔๙ คือกำหนดให้มีสมัชชาแห่งชาติ ๒,๐๐๐ คน ให้เลือกกันเองเหลือ ๒๐๐ คน แล้วให้ คมช. คัดเหลือ ๑๐๐ คนเป็น สสร. หลังจากนั้นให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการยกร่าง ๓๕ คน โดย สสร. เลือกมา ๒๕ คน และ คมช. เลือกอีก ๑๐ คนมาเป็นคนยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วให้ สสร. เป็นคนพิจารณา ดังที่ได้ทำกันไปแล้ว เราจะพบว่ากระบวนการตั้งแต่ต้นจนถึงตรงนี้เป็นกระบวนการซึ่งผู้ทำรัฐประหารมีส่วนร่วมทั้งสิ้น
ในแง่ของตัวผู้ร่างรัฐธรรมนูญนั้นก็ไม่ปรากฏกฎเกณฑ์การแบ่งแยกตัวบุคคลที่มีความทับซ้อนในเชิงอำนาจ หลายคนดำรงตำแหน่งอยู่ตามองค์กรที่เกิดขึ้นหลังจากการรัฐประหาร หรือองค์กรที่แม้มีอยู่ตาม รธน. ปี ๔๐ แต่ได้รับการแต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร เช่นบุคคลใน ป.ป.ช. หรือ กกต. ก็มามีส่วนร่วมในการจัดทำรัฐธรรมนูญ ทั้งๆ ที่ ๒ องค์กรนี้เป็นองค์กรซึ่งต่อไปจะได้รับผลกระทบจากรัฐธรรมนูญ มิหนำซ้ำบุคคลที่ร่างนั้นยังมีส่วนในการจัดทำประชามติอีกด้วย ความทับซ้อนในทางประโยชน์ของคนซึ่งมาร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กล่าวมานี้ขัดกับหลักการทั่วไปที่ควรจะเป็น และแม้ว่าจะมีการกำหนดให้กรรมาธิการยกร่างห้ามลงสมัครเป็น ส.ส. และ ส.ว. แต่ไม่มีเครื่องประกันเลยว่าบุคคลเหล่านี้จะไม่ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นตามร่าง รธน. นี้ มิหนำซ้ำข้อห้ามนี้ก็ยังไม่มีการใช้กับ สสร. ที่ไม่ได้เป็นกรรมาธิการยกร่างอีกด้วย พูดอีกอย่างก็คือแม้ว่าร่าง รธน. นี้ในด้านหนึ่งจะมีการเน้นเรื่องจริยธรรมคุณธรรมต่างๆ แต่ตัวคนร่างเองนั้นกลับมีประโยชน์ทับซ้อน แล้วคุณจะมาอ้างเรื่องคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างไร
ในแง่ของกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญก็มีปัญหา จริงอยู่มีการรับฟังความคิดเห็น แต่ผลการรับฟังเป็นอย่างไรเราเห็นกันอยู่แล้วจากร่างฉบับสุดท้าย นั่นหมายความว่าสิ่งที่ไปรับฟังมานั้นไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาซึ่งถูกวางไว้เรียบร้อยแล้ว ยกตัวอย่างในชั้นการรับฟัง ทุกฝ่ายไม่เห็นด้วยกับการมีบทบัญญัติเรื่องการนิรโทษกรรม แต่สุดท้ายบทบัญญัตินี้ยังคงอยู่ มิหนำซ้ำในบางเรื่องยังหนักไปกว่าตอนรับฟังความคิดเห็นอีก แต่ว่าเอาละ ที่มาเป็นปัญหา กระบวนการเป็นปัญหา ถ้าเราหรี่ตาสักข้างหนึ่งแล้วเราได้รัฐธรรมนูญที่มีเนื้อหาอันเลิศ ผมก็คิดว่าเราอาจจะรับได้ แต่ปรากฏว่าเนื้อหาในร่างฉบับนี้หลายเรื่องถอยหลังไปกว่า รธน. ปี ๔๐ ด้วยซ้ำไป
ข้อบกพร่องของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายประเด็น อาจจะแบ่งได้เป็น ๒ ส่วน ส่วนหนึ่งคือข้อบกพร่องในทางเทคนิคที่เป็นความบกพร่องในแง่มุมของกฎหมายมหาชน ซึ่งมันจะประจักษ์ในวันข้างหน้าเมื่อเริ่มมีการใช้รัฐธรรมนูญ อีกส่วนหนึ่งเป็นปัญหาในทางหลักการที่คนทั่วไปอาจมองเห็นและเข้าใจได้ไม่ยากนัก
ประเด็นที่ ๑ คือเรื่องของระบบเลือกตั้งซึ่งผมเห็นว่าไม่มีฐานคิดที่ถูกต้องตามหลักวิชา รธน. ปี ๔๐ กำหนดให้ ส.ส. ๕๐๐ คน มาจากระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ๔๐๐ คน มาจากระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คน ระบบนี้ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา แต่ว่ามันมีฐานคิดที่ดีพอสมควรและมีเหตุผลในเชิงคำอธิบาย ว่า ส.ส. ๔๐๐ คนนั้นมาจากผู้แทนของเขต ๔๐๐ เขตทั่วประเทศ ประชาชนแต่ละเขตมีผู้แทนได้เท่าๆ กันเขตละ ๑ คน ส่วนระบบบัญชีรายชื่อ ๑๐๐ คนก็สะท้อนให้เห็นถึงนโยบายของพรรคการเมืองว่าจะต้องจูงใจคนทั้งประเทศให้เลือกบัญชีรายชื่อของพรรคนั้นๆ เมื่อได้สัดส่วนของคะแนนก็เอามาคำนวณแล้วกระจายกลับไปยังพรรคการเมืองว่าเขาจะได้ที่นั่งจากระบบบัญชีรายชื่อกี่ที่นั่ง ในเชิงการทำนโยบายนั้น พรรคก็จะถูกบังคับให้ทำนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของคนส่วนใหญ่ทั้งประเทศเพื่อจะเลือกพรรคนั้นทั้งบัญชี ตรงนี้มันมีฐานคิดที่ดีพอสมควร แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปมองเรื่องผลสำเร็จของพรรคไทยรักไทยที่มีคุณทักษิณเป็นผู้นำ แล้วก็กลัวว่าจะเกิดปรากฏการณ์ของการได้คะแนนอย่างถล่มทลาย ๑๔ ล้านเสียงหรือ ๑๙ ล้านเสียง พอมองว่าพรรคการเมืองเข้มแข็งมากเกินไป จึงต้องลดทอนความเข้มแข็งของพรรคการเมืองลง โดยการออกแบบระบบเลือกตั้งใหม่ ลดจำนวน ส.ส. เหลือ ๔๘๐ คน มาจากระบบแบบแบ่งเขต ๔๐๐ คน และระบบสัดส่วน ๘๐ คน มองเผินๆ อาจไม่ต่างจากเดิมนัก แต่ในเชิงระบบเลือกตั้งต่างกันมากครับ
ประการแรก ส.ส. จากระบบบัญชีรายชื่อ ๘๐ คนนั้น ไม่ใช่บัญชีเดียวทั้งประเทศแบบเดิม แต่เขาจะแบ่งประเทศนี้ออกเป็น ๘ กลุ่มจังหวัด โดยที่ไม่รู้ว่าจะเอาจังหวัดไหนไปรวมกับจังหวัดไหน และให้มี ส.ส. ได้กลุ่มจังหวัดละ ๑๐ คน ซึ่งไม่ตอบคำถามเลยว่าคนที่เป็น ส.ส. แบบสัดส่วนจากกลุ่มจังหวัดหนึ่งๆ คุณเป็นผู้แทนของอะไร การกำหนดประเทศเป็นเขตเลือกตั้งตอบคำถามเรื่องนโยบายในภาพรวมของพรรคการเมืองที่จูงใจคนทั้งประเทศ ถ้าจะเปลี่ยนไปใช้เขตเลือกตั้งแบบใหม่ คุณต้องมีฐานคิดนะครับว่าเขตเลือกตั้งมันเป็นตัวแทนของอะไร เช่นคุณอาจแบ่งตามภูมิภาค ภาคเหนือเป็นบัญชีรายชื่อของภาคเหนือ ภาคใต้เป็นบัญชีรายชื่อของภาคใต้ ฯลฯ และจำนวน ส.ส. จากระบบบัญชีรายชื่อของแต่ละภาคมันไม่ต้องเท่ากัน เพราะประชากรในแต่ละภูมิภาคมีไม่เท่ากัน บัญชีรายชื่อแบบนี้จะตอบคำถามของนโยบายที่พรรคแต่ละพรรคต้องแข่งขันกันในระดับภาค อันนี้ถึงจะถูกต้องและมีฐานในเชิงคำอธิบาย แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญไปติดในตรรกะที่ว่าแต่ละเขตต้องเท่ากัน ก็เลยเอากลุ่มจังหวัดมารวมกัน ผมถามว่าคุณเอาภาคกลางจำนวนหนึ่งไปรวมกับจังหวัดในภาคใต้ตอนบน คุณตอบคำถามอะไร การแบ่งกลุ่มจังหวัดมันไม่มีหลักคิดนะครับ หลักคิดมีอย่างเดียวคือทำลายระบบบัญชีรายชื่อที่สร้างความเข้มแข็งในลักษณะนโยบายระดับประเทศของพรรคการเมือง แทนที่จะทำให้พรรคการเมืองกำหนดนโยบาย อย่างน้อยที่จะตอบสนองความต้องการของคนทั้งประเทศหรือทั้งภูมิภาค กลับทำให้การคิดนโยบายของพรรคการเมืองไม่ตอบคำถามอะไรเลย
ประการต่อมา ส.ส. จากระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง เดิม ส.ส. ๔๐๐ คนมาจาก ๔๐๐ เขตทั่วประเทศ คราวนี้ผู้ร่างรัฐธรรมนูญเลิกระบบนี้แล้วแบ่งเขตใหม่ โดยย้อนกลับไปใช้ระบบก่อน รธน. ปี ๔๐ นั่นคือให้แต่ละเขตมี ส.ส.ได้ไม่เกิน ๓ คน โดยใช้จังหวัดเป็นฐานในการแบ่ง บางจังหวัดมี ส.ส. ได้ ๑ คน ก็มีเขตเลือกตั้งเขตเดียว คนในเขตนั้นเลือกผู้แทนได้คนเดียว จังหวัดไหนมี ส.ส. ๖ คน ก็แบ่งเป็น ๒ เขต เขตละ ๓ คน ประชาชนออกเสียงได้ ๓ คะแนน โดยที่ไม่จำเป็นต้องเลือกผู้สมัครจากพรรคการเมืองเดียวกัน เช่น พรรค A ส่งเบอร์ ๑, ๒, ๓ พรรค B ส่งเบอร์ ๔, ๕, ๖ พรรค C ส่งเบอร์ ๗, ๘, ๙ อาจจะเลือกเบอร์ ๑, ๕, ๘ ได้ ท่านก็บอกอาจจะดีสิ แต่ผมเรียนนะครับว่า โดยระบบแบบนี้มันทำให้ หนึ่ง ความไม่เท่าเทียมกันในแง่การออกเสียงลงคะแนนของประชาชนเกิดมีขึ้นแล้ว สอง มันทำให้เกิดการแตกตัวในแง่ของการเลือก คนก็จะหันกลับไปดูคะแนนนิยมของ ส.ส. เป็นหลัก เมื่อประกอบกับระบบแบบสัดส่วน ก็ยิ่งทำให้คนเน้นไปเลือกตัวบุคคลมากขึ้น เรื่องซื้อเสียงเราปฏิเสธไม่ได้ในวังวนการเมืองไทย แต่ในอีกด้านหนึ่งประชาชนมีการศึกษาพอที่จะตัดสินใจเลือกนโยบายของพรรคการเมืองแล้ว ซึ่งก็ต้องค่อยๆ พัฒนาไปแล้วแยกสองส่วนนี้ออกจากกัน แต่เรากำลังจะย้อนยุค ทำให้พรรคไม่ต้องแข่งกันในเชิงนโยบาย กลับไปเน้นตัวบุคคลอย่างเดียว ระบบเลือกตั้งแบบนี้มันจึงทำลายความเข้มแข็งของพรรคการเมืองในทางอ้อม แล้วก็มีแนวโน้มว่าถ้าไม่มีพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่งครองใจประชาชนได้จริง ก็จะกลายเป็นระบบหลายพรรคการเมืองเข้าสู่สภา เกิดเป็นรัฐบาลผสมขึ้นอีก ซึ่งอาจจะเป็นความต้องการของผู้ร่างก็เป็นได้
แต่ผมคิดว่าในมุมหนึ่งผู้ร่างรัฐธรรมนูญตีโจทย์ผิด เพราะประชาธิปไตยมันดำเนินต่อไปโดยระบบผู้แทนซึ่งมันขึ้นอยู่กับพรรคการเมือง ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่ระบบเลือกตั้ง ถ้าจะแก้ปัญหาเรื่องพรรคการเมืองเข้มแข็งเกินไป คุณต้องปรับปรุงกฎหมายพรรคการเมือง แต่อันดับแรกต้องสนับสนุนให้เขาเข้มแข็งก่อน แต่เข้มแข็งบนฐานของความโปร่งใสทางประชาธิปไตย ไม่ใช่ไปทำลายโดยการออกแบบระบบเลือกตั้งที่ไม่เอื้ออำนวยให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง ปัญหาของ รธน. ปี ๔๐ คือเราแยก ส.ส. ออกจากรัฐมนตรีอย่างเด็ดขาด ซึ่งร่าง รธน. ฉบับนี้ก็แก้ไข คือไม่แยก ส.ส. กับรัฐมนตรีออกจากกัน ทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกฯ ในสภาทำได้ง่ายขึ้น แก้ในทิศทางนี้ผมเห็นด้วยครับ แต่ถ้าคุณเลยไปถึงการทำลายฐานของระบบเลือกตั้ง ทำลายแนวคิดเรื่องนโยบายของพรรคการเมืองในระดับชาติ สร้างความไม่เสมอภาคในการออกเสียงลงคะแนนให้แก่ประชาชน ผมคิดว่าคุณผิดทางแล้ว พูดง่ายๆ คือคุณสวิงจากขั้วหนึ่งที่รัฐบาลเข้มแข็งมาก แล้วปรับทอนกลไกทุกอย่างลงไปเป็นอีกขั้วหนึ่ง เพียงเพราะคิดถึงใบหน้าของคุณทักษิณเท่านั้น
ประเด็นถัดไปคือ การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา รธน. ปี ๔๐ กำหนดให้ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ๒๐๐ คน เกิดข้อครหาเรื่องสภาผัวเมีย เรื่อง ส.ว. เป็นพวกเดียวกับฝ่ายการเมือง ผมเรียนนะครับว่า ก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจธรรมชาติทางการเมืองก่อน วุฒิสภามาจากการเลือกตั้งถือเป็นองค์กรทางการเมือง ต้องยอมรับสภาพความเป็นการเมืองของมัน จุดอ่อนของ รธน. ปี ๔๐ คือพยายามปิดบังความเป็นองค์กรทางการเมืองของวุฒิสภาเอาไว้ พอเขาเป็นกลางทางการเมืองไม่ได้ ก็ไปโจมตีว่าเขาไม่เป็นกลางทางการเมือง ผมถามว่าเราจะกลัวอะไรถ้าเราได้ ส.ว. ที่กล้าแสดงความเห็นทางการเมือง แล้วตรวจสอบกันตรงๆ วิจารณ์เขาเต็มที่ ดีชั่วแบบองค์กรทางการเมือง ไม่ใช่องค์กรผู้วิเศษ เพราะมันไม่มีหรอกครับเทวดาทางการเมือง ถ้ารับหลักการตรงนี้ คุณสร้างกลไกในการที่จะทำให้เขาใช้อำนาจอยู่ในกรอบอันสมควร อย่าสร้างกลไกที่บอกว่าต้องเป็นกลางทางการเมือง แล้วพอเป็นกลางไม่ได้ก็ไปทำลายตัวกลไกตรงนี้ โดยเปลี่ยนใหม่ให้ ส.ว. มาจากการสรรหา ผมถามว่าแล้วใครเป็นคนสรรหา อำนาจของคุณมาจากไหนที่จะมาสรรหาผู้แทนปวงชนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเข้าไปนั่งในสภา แล้วใช้อำนาจตรงนี้ไปแต่งตั้งคนในองค์กรอิสระต่อ ถ้า ส.ว. มีอำนาจถึงขั้นถอดถอนนายกฯ ถอดถอนรัฐมนตรี คุณไม่มีทางอื่นครับนอกจากต้องเชื่อมกับประชาชน ต้องมีฐานความชอบธรรมมาจากการเลือกตั้ง จะโดยตรงโดยอ้อมว่ากันอีกที แต่ถ้า ส.ว. ไม่มีอำนาจถอดถอนนักการเมือง ไม่ได้ตั้งคนเข้าสู่องค์กรอิสระ เป็นสภาพี่เลี้ยงคอยกลั่นกรองกฎหมาย เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิ ผมรับได้ถ้าจะมีกระบวนการสรรหาคนที่มีความรู้เข้าไปช่วยในทางเทคนิค ในส่วนของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งตามร่าง รธน. ฉบับนี้ก็มีปัญหา ถามว่าอะไรคือฐานคิดของ ส.ว. จังหวัดละ ๑ คน จังหวัดใหญ่มีประชากร ๑๐ ล้านคน แต่มี ส.ว. ๑ คน เท่ากับจังหวัดเล็ก คุณตอบคำถามนี้ได้อย่างไรในเรื่องวิธีคิด
ประเด็นเรื่องการสรรหาคนเข้าสู่องค์กรอิสระนี้ยิ่งหนักครับ กลายเป็นว่าเอาคนจากองค์กรตุลาการ คือบรรดาประธานศาลเข้ามาเลือก หรือบุคคลที่ศาลเลือกให้เป็นกรรมการสรรหา บวกกับประธานสภาผู้แทนราษฎร ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ตอบคำถามอะไรเลยว่าคนพวกนี้เป็นใคร และความชอบธรรมที่จะมาเลือกคนไปใช้อำนาจนี้มาจากไหน ที่สำคัญอำนาจของกรรมการสรรหาในการเลือกคนเข้าสู่องค์กรอิสระตามร่างรัฐธรรมนูญนี้ มีมากกว่าอำนาจของกรรมการสรรหาตาม รธน. ปี ๔๐ อีกครับ นี่คือการกลับมาอย่างเห็นได้ชัดของกลุ่มพลังข้าราชการระดับสูง ซึ่งจะมีผู้แทนจากองค์กรตุลาการเป็นตัวนำ
ผมจึงบอกให้นะครับว่าที่ศาลเป็นกลางเพราะศาลนั้นตัดสินคดี แต่เมื่อใดก็ตามที่คนในองค์กรศาลออกมาสู่ตำแหน่งเหล่านี้แล้วต้องตัดสินใจเลือกคน คุณจะเป็นกลางได้อย่างไร โดยสารัตถะของอำนาจตุลาการ ลักษณะการใช้อำนาจนั้น passive เพราะว่ามันแลกมากับการให้คำพิพากษาของศาลเป็นที่สุด ขณะที่อำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารเป็นอำนาจที่ active เพราะเป็นอำนาจในทางการเมืองและอำนาจในทางปกครอง ประเทศชาติจะเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าก็โดยอำนาจนิติบัญญัติอำนาจบริหาร แต่ประเทศชาติจะสงบร่มเย็นเป็นสุขในทางกฎหมายก็โดยอำนาจตุลาการ แต่ละอำนาจมีภารกิจที่แตกต่างกันและมีหลักกำกับความเป็นไปหรือมีดุลยภาพแห่งอำนาจของมันอยู่ เพราะฉะนั้นตามหลักคนที่เป็นตุลาการต้องห้ามในแง่การเข้ามาทำกิจการในทางปกครองหรือทางบริหาร เพราะมันขัดกับสภาพของอำนาจหน้าที่หรือตำแหน่งของตัว ด้วยระบบที่ผ่านมาเราค่อนข้างเคร่งครัด จึงทำให้ศาลดำรงตนอยู่เป็นที่น่าเชื่อถือของประชาชน รธน. ปี ๔๐ ทำให้อำนาจบริหารขยายมากและการตรวจสอบทำได้ยาก ซึ่งก็กำลังจะมีการปรับปรุงแก้ไขกันอยู่ แต่ร่าง รธน. ฉบับนี้จะทำให้ดุลยภาพแห่งอำนาจเสียไป โดยหนักไปในทางตุลาการ ในทางทหาร ในทางข้าราชการ ถ้าเราดูบริบทในทางการเมืองที่เกิดขึ้นในเวลานี้พร้อมๆ กับกฎหมายอื่นๆ ที่จะออกมา เช่น ร่าง พ.ร.บ. ความมั่นคงฯ หรือบทบัญญัติเรื่องการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เขียนไว้ในมาตรา ๗๗ ซึ่งมันก็สอดรับกับการเพิ่มงบประมาณอย่างก้าวกระโดดของทหารในการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี ทั้งหมดนี้มันสถาปนาพลังของกลุ่มข้าราชการ กลุ่มทหาร และกลุ่มตุลาการขึ้น กลายเป็นกลุ่มคนที่กำหนดทิศทางความเป็นไปของประเทศในอนาคต
ผมเรียนว่าการสืบทอดอำนาจแบบเดิมมันไม่มีแล้ว วิธีการจะต้องแนบเนียนขึ้น ต้องเข้าใจว่าสถานะของการรัฐประหาร ๑๙ กันยาไม่เหมือนกับการรัฐประหารอื่นๆ ในเชิงของอุดมการณ์การสร้างฐานมันมีมาก่อนหน้านั้น โดยมีกลุ่มนักวิชาการ ปัญญาชนจำนวนไม่น้อยที่ร่วมอยู่ในทางความคิด เพราะฉะนั้นเฉพาะคนที่มีความคิดในลักษณะเดียวกันเท่านั้นจึงจะสืบทอดตรงนี้ต่อไป บุคคลที่มาจากการสรรหาก็ถูกครอบงำโดยฐานความคิดที่เชื่อว่ากลุ่มคนที่เข้ามาทำงานตรงนี้เป็นคนที่มีคุณธรรมจริยธรรม จึงมีสิทธิในการกำหนดชะตาของบ้านเมือง นี่คือการสืบทอดในความหมายของผม ซึ่งมันอาจจะไปรับกับเรื่องการลงจากตำแหน่งของ คมช. ด้วย ก็เพราะในเชิงความคิดเขาสนับสนุนการเปลี่ยนแปลงโดยวิธีการรัฐประหาร ฐานความคิดนี้ยังดำรงอยู่และครอบงำในหมู่ชนชั้นนำทั้งหมดว่าสังคมไทยต้องเดินไปในทิศทางนี้ ภายใต้การกำกับของกลุ่มบุคคลที่เชื่อว่าทรงคุณธรรมและจริยธรรมแบบนี้ ซึ่งมันจะไม่รับกับการเปลี่ยนแปลงของโลก มันจะทานกระแสของประชาธิปไตยไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็ว
ประเด็นสุดท้ายคือจุดดำหรือรอยด่างซึ่งผมคิดว่าเพียงพิเคราะห์บทบัญญัติในส่วนนี้ก็เพียงพอแล้วที่จะบอกว่าไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คือส่วนที่อยู่ในบทเฉพาะกาล โดยเฉพาะ ๒ มาตราสุดท้ายที่เป็นตัวแทนของรัฐธรรมนูญทั้งฉบับก็ว่าได้
มาตรา ๓๐๘ สื่อวิธีคิดของคนร่างรัฐธรรมนูญอย่างไร ผมเรียนอย่างนี้นะครับว่า เดิมทีมาตรานี้ปรากฏอยู่ในร่าง รธน. ฉบับรับฟังความคิดเห็น ว่าให้มีการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายที่มีการดำเนินการเป็นอิสระ แต่ไม่ได้บอกให้คณะรัฐมนตรีชุดไหนเป็นคนตั้ง ซึ่งความจริงควรจะเป็น ครม. ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมีความชอบธรรมในการใช้อำนาจ แต่ว่าในฉบับลงประชามติกลับเขียนไว้ให้ ครม. ที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้เป็นคนแต่งตั้ง ผมถามว่าคุณมีความชอบธรรมอะไรมาแต่งตั้งคณะทำงานปฏิรูปกฎหมาย แล้วมันเร่งด่วนประการใดที่จะต้องให้ ครม. ชุดนี้ตั้งไว้ก่อน นี่คือการวางตัวคนให้อยู่ในองค์กรปฏิรูปกฎหมาย เพื่อที่จะกุมอำนาจในแง่ของการกำหนดทิศทางของกฎหมายของประเทศต่อไป ผ่านตัวบุคคลซึ่งแต่งตั้งขึ้นโดย ครม. ชุดนี้ใช่ไหม
แต่หนักที่สุด เพียงแค่บทบัญญัติในมาตราสุดท้ายก็ทำลายคุณค่าของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ลงอย่างสิ้นเชิง มิพักต้องพูดถึงว่ามีบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพหอมหวานเพียงใด พูดอีกอย่างก็คือ หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญถูกประกาศในมาตรา ๖ และถูกทำลายลงในมาตรา ๓๐๙ คือเรื่องของการนิรโทษกรรม ความจริงการนิรโทษกรรมทำไปแล้วใน รธน. (ชั่วคราว) ปี ๔๙ ไม่มีความจำเป็นต้องทำในร่าง รธน. นี้อีก แล้วถ้อยคำในมาตรานี้ก็เป็นการเขียนแบบครอบจักรวาล อ่านโดยรวมแล้วได้ความว่า 'บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๔๙ ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ (แม้ว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าว ไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ (แม้ว่าจะไม่ชอบด้วยกฎหมายและไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ) ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้' อันตรายที่สุดครับ มันเป็นการทำลายหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ เป็นการดูถูกเจตจำนงของประชาชน คือให้ประชาชนไปออกเสียงประชามติ โดยเอาบทบัญญัติเรื่องสิทธิเสรีภาพเรื่องจริยธรรมมาล่อประชาชน พร้อมกับแฝงบทบัญญัติเรื่องนิรโทษกรรมไว้ด้วย เพราะเมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้ มันสถาปนาระบบใหม่ขึ้น การกระทำใดที่แปลกปลอมจากรัฐธรรมนูญนี้ก็ต้องถูกชี้ว่าไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ สมมุติว่าวันนี้ คมช. กระทำการโดยไม่สุจริตในการใช้อำนาจหน้าที่ เอางบประมาณไปใช้โดยไม่ชอบด้วยกฎหมายขณะนี้ เมื่อรัฐธรรมนูญใหม่เกิดขึ้น การกระทำนั้นก็ถูกวัดโดยรัฐธรรมนูญนี้ ถามว่าการกระทำที่ตอนนี้ไม่ชอบ คุณรับว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ หมายถึงตรวจสอบไม่ได้ใช่ไหม หนักไปกว่านั้น เมื่อประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว คมช. ยังไม่พ้นจากอำนาจจนกว่าจะมีการเลือกตั้งได้ ครม. ชุดใหม่ ผมถามว่าหลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้ว คมช. กระทำการอันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ คุณยังถือว่าการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ ซึ่งหมายถึงตรวจสอบไม่ได้ใช่ไหม อ่านจากถ้อยคำ มันคือใช่ครับ
ในอีกแง่หนึ่ง ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาทำเวลานี้หรือจะทำหลังจากร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ชอบด้วยกฎหมายหมด เขาย่อมไม่ต้องกังวล เพราะอย่างไรมันก็ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีความจำเป็นต้องนิรโทษกรรม การนิรโทษกรรมนี้หมายถึงการนิรโทษกรรมในสิ่งซึ่งมันไม่ชอบ ทั้งไม่ได้เป็นการนิรโทษกรรมในอดีตเท่านั้นนะครับ แต่ยังเป็นการนิรโทษกรรมในปัจจุบันซึ่งเราไม่รู้เลยว่ามีอะไรบ้าง และนิรโทษกรรมไปในอนาคตด้วย นี่คือผลอันรุนแรงที่สุดของมาตรา ๓๐๙ ส่งผลให้การกระทำทุกอย่างที่ได้กระทำไปไม่ว่าชอบหรือไม่ชอบนั้น มันถูกบังคับโดยรัฐธรรมนูญซึ่งต่อไปจะมีคนอ้างว่าผ่านประชามติว่ามันชอบด้วยรัฐธรรมนูญ บางคนบอกว่าบทบัญญัตินี้รับรองเฉพาะการมีองค์กร คตส. ผมก็บอกว่าคุณจะรับรองอะไรคุณเขียนเป็นเรื่องๆ ไม่ใช่เขียนครอบจักรวาล นี่คือเทคนิคการเขียนกฎหมายในช่วงหลังๆ ที่พัฒนาไปสู่จุดสูงสุด คือการเขียนกฎหมายรับใช้อำนาจ ให้มีผลย้อนหลังก็ได้ นิรโทษกรรมไปข้างหน้าก็ได้
ถ้าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติ ผมคิดว่าปัญหาจะถูกสะสมเอาไว้ สังคมจะถูกบีบไปสู่ทางที่ตีบตันแล้วมันจะไปปะทุข้างหน้า เหมือนกับว่าผู้กุมอำนาจ ชนชั้นนำของสังคมในเวลานี้ พยายามขันนอตสังคมให้เกลียวมันแน่นขึ้นๆ บังเอิญนอตที่ขันมันผิดล็อก แต่ก็ยังขันไปเรื่อยจนในที่สุดจะถอยก็ไม่ได้ไปข้างหน้าก็ไม่ได้ แล้วการแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ใช่ของง่าย เพราะเวลารัฐธรรมนูญประกาศใช้กลไกพวกนี้มันเดิน การจะแก้ได้ต้องใช้พลังในทางสังคม พลังในทางวิชาการ พลังหลายภาคส่วนกดดัน สู้กับกลุ่มผลประโยชน์ที่ค่อยๆ เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญเป็นลำดับจนกลไกมันดำรงอยู่อย่างสมบูรณ์ คำถามคือพลังแบบนั้นมันจะเกิดไหมล่ะหลังจากที่ร่าง รธน. นี้ประกาศใช้ เพราะฉะนั้นที่บอกว่ารับไปก่อนแล้วค่อยแก้ ไม่ง่ายหรอกครับ
ถ้าคะแนนเสียงไม่รับมากกว่า ผมเสนอให้นำ รธน. ปี ๔๐ มาประกาศใช้ทันที แล้วเติมบทเฉพาะกาลสัก ๓-๔ มาตรา ในส่วนที่ว่าด้วยเหตุการณ์ในทางกฎหมายที่เกิดขึ้นหลัง ๑๙ กันยา ๔๙ จนถึงปัจจุบัน พร้อมกับปลดล็อกเรื่องการสังกัดพรรคการเมืองไม่น้อยกว่า ๙๐ วัน แล้วจัดการเลือกตั้งโดยไม่ต้องทำกฎหมายเลือกตั้งใหม่ ให้เลือกตั้งในระบบเดิม โดยเลือกตั้ง ส.ส. ก่อน แล้วเลือกตั้ง ส.ว. ทันที ดังนั้นเมื่อร่าง รธน. ไม่ผ่านประชามติ คมช. จึงสามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้เลยภายใน ๗ วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ คมช. และ ครม. ว่าจริงใจในการคืนอำนาจให้แก่ประชาชนมากแค่ไหน การเลือกตั้งครั้งนี้เพื่อเปิดทางให้ทุกคนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ให้อำนาจกลับมาอยู่ในมือประชาชน แล้วกำหนดวาระความเป็นไปในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะรัฐประหารกลับเข้ากรมกองไป คดีของ คตส. โอนมาให้ ป.ป.ช. ว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม นี่คือทางออกที่ไม่บีบเราไปทางใดทางหนึ่ง เรายังไม่รู้ว่ารัฐธรรมนูญที่จะทำขึ้นใหม่หน้าตาเป็นอย่างไร แต่อย่างน้อยให้คนที่มาจากการเลือกตั้งโดยมีฐานความชอบธรรมในทางประชาธิปไตยของประชาชนร่วมกำหนด อะไรที่มันเขม็งเกลียวขึ้นจะคลายตัวลง
แน่นอนความแตกแยกในทางความคิดยังมีอยู่ต่อไป คณะรัฐประหารทำรัฐประหารเพราะอ้างความแตกแยกไม่ใช่หรือ แต่ผมบอกแล้วว่ารัฐประหารไม่ใช่หนทางแก้ไขความแตกแยก เพราะฉะนั้นเรื่องความแตกแยกเลิกพูดเลยครับ เวลานี้มันเป็นเรื่องของสิทธิในทางการเมืองที่ประชาชนมีอยู่ประการเดียวคือสิทธิในการออกเสียงประชามติ แม้ว่ากระบวนการทำประชามติตั้งแต่ต้นจนจบนั้นหาความเป็นธรรมให้แก่ประชาชนไม่ได้เลยก็ตาม แล้วก็ไม่ควรพูดว่ารับแล้วสมานฉันท์ มันไม่เกี่ยวแล้วครับตอนนี้ เพราะว่าคนซึ่งทำให้ความสมานฉันท์ไม่เกิดก็คือคนที่ทำรัฐประหาร ซึ่งมันพิสูจน์มาทั้งโลกนี้แล้วว่ามันแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วมันจะค่อยๆ พิสูจน์ตัวมันเองให้เห็นเรื่อยๆ ตอนนี้พิสูจน์ไม่ได้ก็ต้องยกหน้าคุณทักษิณขึ้นมา ให้คุณทักษิณกำหนดวาระความเป็นไป คุณทักษิณเลยกลายเป็นของขม เราจะทำให้คุณทักษิณต้องหลอกหลอนพวกเราไปอีกนานแค่ไหน ผมอยากถามว่าการยกหน้าคุณทักษิณขึ้นมาชู ทำให้ใครต่อใครได้ประโยชน์กันไปมากเท่าไรแล้วในเวลานี้ มันไหวหรือครับสังคมแบบนี้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 6 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 15 ส.ค. 2550 (16:52) ขออนุญาต แสดงความคิดเห็นต่อข้อความ
" ภายใต้วังวนของการร่าง ประกาศใช้ และถูกฉีกโดยอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ "
ดังนี้
1) อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ คือ อะไร มีอยู่จริงหรือไม่ และเป็นอำนาจที่ดี หรือ ไม่ดีอย่างไร ?
2) อำนาจของทหาร เป็นอำนาจนอกรัฐธรรมนูญ หรือไม่?
3) การที่ผู้บริหาร เช่น นายกรัฐมนตรี (จากการเลือกตั้ง) ใช้อำนาจในทางที่ผิด การใช้อำนาจที่ผิดนี้ เป็นอำนาจในรัฐธรรมนูญ ใช่หรือไม่ ?
การที่ทหารมีกำลังอยู่ในมือ เพื่อปกป้องประเทศนั้น เป็นอำนาจโดยธรรมชาติอยู่แล้ว
ดังนั้น จะมีรัฐธรรมนูญหรือไม่ ทหารย่อมมีอำนาจจากกำลังที่มีอยู่
ทหารที่ดี ย่อมใช้อำนาจไปในทางที่ดี
ทหารที่ไม่ดี ก็อาจจะใช้อำนาจไปในทางที่ไม่ดี
ดังนั้นการใช้อำนาจของทหาร มีอยู่ 2 ลักษณะคือ ใช้ไปในทางที่ดี กับ ใช้ไปในทางที่ไม่ดี
ขึ้นอยู่ว่าผู้บริหารของกองกำลังทหารเป็นคนดีหรือไม่
การใช้กำลังทหารทำการปฏิวัติ จึงเป็นเรื่องที่ต้องวิเคราะห์เป็นกรณี
อาจจะวิเคราะห์ว่า เป็นการใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญ ก็ได้
และก็อาจจะวิเคราะห์ว่า เป็นการกระทำที่ดีได้
กล่าวคือ การกระทำหรือการใช้อำนาจที่อาจจะมองว่าเป็นอำนาจนอกรัฐธรรมนูญนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ดีก็ได้
และการใช้อำนาจภายในรัฐธรรมนูญโดยนายกจากการเลือกตั้งที่ขาดคุณธรรม ก็ทำให้เป็นการกระทำที่เลวได้
ความดี หรือ ความเลว จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าต้อง อยู่ในหรือนอกรัฐธรรมนูญ
แต่อยู่ที่ตัวบุคคลว่าได้กระทำสิ่งที่ดี หรือทำสิ่งที่เลว
การปฏิวัตินั้นถ้าหากไม่มีเหตุผลความชอบธรรมเพียงพอ ย่อมไม่อาจจะอยู่ได้นาน
และเหตุผลหนึ่งของการปฏิวัติก็คือ ฝ่ายบริหารประเทศชุดเดิมนั้นทำในสิ่งที่เลวร้ายขาดคุณธรรม ขาดจริยธรรม และในตัวระบบเดิม(ภายใต้รัฐธรรมนูญ) ไม่สามารถแก้ปัญหาให้คลี่คลายออกไปได้
ผมมองว่า การปฏิวัติ เป็นเรื่องธรรมชาติ พอๆ กับการร่างและรับเอารัฐธรรมนูญขึ้นมาใช้
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ หลักคุณธรรม ความถูกต้องดีงาม ซึ่งย่อมเปิดโอกาส ให้กับคำตอบหรือทางเลือกที่ดีกว่า
การปฏิวัติ เมื่อต้องเกิดขึ้น เราก็สามารถทำให้ดีได้ และทุกๆคนก็ช่วยกันทำให้ดีได้ ... แต่นั้น เราต้องเข้าใจบทบาทที่สำคัญของการปฏิวัติ
การปฏิวัติที่มีเป้าหมายเพื่อสิ่งที่ดี ก็จึงอาจเกิดขึ้นได้เสมอ ... และผมก็อยากจะเชื่อว่า การปฏิวัติครั้งนี้ก็มีเป้าหมายเช่นนั้น
การได้อ่านร่างรัฐธรรมนูญ และการไปลงประชามติ จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เราแต่ละคนสามารถทำได้
และการที่เราจะเลือกไม่ยอมรับในสิ่งที่ได้เกิดขึ้นแล้ว เป็นสิ่งหนึ่งที่เราควรที่จะพิจารณาหาเหตุผลให้เพียงพอ
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 4 16 ส.ค. 2550 (19:08) เราควรต้องระวังอย่างยิ่ง ที่จะแยกแยะความชอบใจ ออกจากความชอบธรรม หรือ ความถูกต้อง
การแสดงความคิดเห็นในเรื่องสำคัญเช่นนี้ ก็เช่นกัน เราควรต้องหลีกเลี่ยง
- การกล่าวอ้าง ที่ไม่มีหลักฐาน (ของตัวเราเอง)
- การมุ่งเน้นแสดงอารมณ์ความรู้สึก มากกว่าเหตุผล
- การใช้ข้อมูลบางส่วนที่ไม่ครบถ้วน หรือใช้ข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง
- การพยายามให้เกิดการแตกแยกเป็นขั้ว เป็นฝักเป็นฝ่าย แทนที่จะปรองดองเข้าหากัน
- การไม่พยายามมองให้ครบทุกด้าน จงใจเลือกเฉพาะด้านที่ถูกใจชอบใจเราเท่านั้น
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 7 16 ส.ค. 2550 (22:07) คิดผิด ก็เป็นทุกข์เพราะความคิด
คิดผิด ก็กระทำผิด ก่อเวรกรรมที่ไม่ดีไม่จบสิ้น!
ขอจงมีความสุขเถิด
อย่าได้พยาบาท เบียดเบียนต่อกันและกันเลย !
ขอให้ธรรมรักษาคุ้มครองผู้ประพฤติธรรม
ขอให้กำลังกาย ใจ สติปัญญานำเราไปสู่สิ่งที่ดีงามด้วยเถิด
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 8 17 ส.ค. 2550 (14:28) การลงมติเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรธน.ฉบับปี 2550 ไม่ใช่หลักประกันของการพัฒนาประเทศ 100% เพราะกติกานั้นคนขี้โกงก็หาช่องโหว่ได้เสมอ เมื่อมีคนขี้โกงก็มีผู้ปราบคนขี้โกงในที่สุด สำคัญก็แต่หิริโอตัปปะ ความละอายชั่วกลัวบาปที่นับวันจะน้อยลงๆ ทุกทีไม่ว่าจะเป็นนักบวช หรือฆราวาส ศีล ๕ ข้อมันเว้าแหว่งไม่เต็มกันสักทีหนึ่ง โลกมันจึงร้อนขึ้นๆ ด้วยกิเลสตัณหา ราคะ โลภะ โทสะ โมหะ กิเลสนี้แหละจะพาคนไปสังเวยชีวิต และจิตวิญญาณ
ทั้งๆ ที่รู้ว่าแก้วน้ำนี้มันจะแตกสักวันหนึ่ง แต่ตราบใดที่มันยังไม่แตก เราก็ต้องดูแลรักษาแก้วนี้ไว้ ทำความสะอาด เช็ดแห้ง ไว้ใส่น้ำดื่มกิน วันใดแก้วน้ำนี้มันพลาดหลุดมือ หรือขยายตัวเร็วช้าไม่เท่ากันที่ผิวภายในภายนอก มันก็แตกเท่านั้น เราก็ไปหาแก้วมาใหม่ที่มันแข็งแรงกว่าเก่า
อุปมาอุปมัยนี้ใช้กับรัฐธรรมนูญได้ ไม่ต้องจริงจังเกินไปกับความเปลี่ยนแปลงของสังคม แต่ควรจะจริงจังกับการเปลี่ยนแปลงของความดี ของคนดี ซึ่งบกพร่องมากขึ้นๆ เรื่อยๆ เพราะขาดมโนธรรม หิริโอตัปปะ
yama
ร่วมแบ่งปันความรู้และความเห็นแล้ว 53 ครั้ง - ได้รับดาวแล้ว 152 ดวง - โหวตเพิ่มดาว
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 9 20 ส.ค. 2550 (16:59) ตรงใจกับเนื้อหาของบทความที่ว่า
"ประเด็นในขณะนี้มิได้อยู่ที่เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ หากโจทย์ที่แท้จริงคือ คำถามว่าจะเอาอย่างไรกับอำนาจทหาร อภิชน อำมาตยาธิปไตยในการเมืองไทย (๒)ต่างหาก"
ไม่ว่าร่างจะผ่านหรือไม่ผ่าน อย่างไรซะก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้ง
หากคะแนนรับร่างน้อยกว่า ก็ยังมีรัฐธรรมนูญฉบับ 2540 ที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงนั้น รอให้หยิบยกเอามาใช้อยู่
แน่นอนที่สุด ที่จะไม่เป็นข้อครหา ในเวลาที่บ้านเมืองเผชิญอำนาจวิกฤตเช่นนี้
แม้ว่าเนื้อหา ใน รฐน. 2550 จะแก้ไขจุดบกพร่อง แต่จะเชื่อได้อย่างไรว่า จะพาประเทศสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างมั่นคง
ง่ายจริงหรือที่ว่า ให้รับร่างไปก่อน เมื่อการเลือกตั้งลุล่วง ค่อยลงชื่อ 50,000 คน มาแก้ไขกันใหม่
ยังมีประชาชนบางกลุ่มที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่ใส่ใจระบอบทักษิณ และไม่เต็มใจรับกับอำนาจทหาร นั้นมีทางเลือกอื่นไหม
ตัวอย่างมีให้เห็นเสมอมาบนเส้นทางสายนี้ "อำนาจไม่เข้าใครออกใคร อยู่ที่ว่าจะใช้เพื่อสันติหรือเพื่อสนองประโยชน์ส่วนตน"
การดื่มแอลกอฮอล์ทำให้สติสัมปชัญญะลดลง 40 % แต่การดื่มด่ำอำนาจทำให้ขาดสติสัมปชัญญะโดยสิ้นเชิง
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 10 10 ก.ย. 2550 (19:43) สวัสดีทีมงานวิชาการดอทคอมค่ะ
คุณเคยเจอความสงบสัก3วินาทีไหมค่ะ
ลองย้อนดูสิ