<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32295" type="text/javascript"></script> |
เมื่อร่างกายคนเจริญเต็มที่จะประกอบด้วยกระดูกประมาณ 206 ชิ้นต่อกัน สามารถแบ่งเป็น 2 กลุ่มตามตำแหน่งที่อยู่ คือ กระดูกแกน(axial skeleton) และกระดูกรยางค์(appendicular skeleton)
กระดูกแกน (axial skeleton)
กระดูกแกนมี 80 ชิ้น ประกอบด้วยกระดูกกะโหลกศรีษะ กระดูกสันหลัง กระดูกอก และกระดูกซี่โครง
1.กระดูกกะโหลกศรีษะ(skull) เป็นกระดูกที่เป็นแผ่นเชื่อมติดกัน ภายในมีลักษณะเป็นโพรงสำหรับบรรจุสมอง ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้สมองรับอันตราย กะโหลกศรีษะยังรวมไปถึงกระดูกใบหน้า ขากรรไกร และฟันด้วย
2.กระดูกสันหลัง(vertebrae) ทำหน้าที่ช่วยค้ำจุนและรองรับน้ำหนักของร่างกาย ประกอบด้วยกระดูกที่มีลักษณะเป็นข้อๆต่อกัน ระหว่างกระดูกสันหลังแต่ละข้อจะมีแผ่นกระดูกอ่อน(cartilage) หรือที่เรียกกันว่า หมอนรองกระดูก ทำหน้าที่รองและเชื่อมกระดูกสันหลังแต่ละข้อเพื่อป้องกันการเสียดสี ถ้าหมอนรองกระดูกเสื่อมจะไม่สามารถเอี้ยวตัวหรือบิดตัวได้
กระดูกสันหลังแต่ละข้อ จะมีข้อให้ไขสันหลังสอดผ่านและจะมีส่วนของจงอยยื่นออกมาเป็นที่เกาะของกล้ามเนื้อและเอ็น กระดูกสันหลังช่วงอกจะมีกระดูกซี่โครงมาเชื่อมต่อกัน
3.กระดูกซี่โครง(ribs) มี 12 คู่ กระดูกซี่โครงทุกๆซี่จะไปต่อด้านข้างของกระดูกสันหลังบริเวณทรวงอก โดยปลายอีกด้านหนึ่งเชื่อมกับกระดูกหน้าอก(stemum) ยกเว้นกระดูกซี่โครงคู่ที่ 11 และ 12 จะเป็นซี่สั้นๆไม่เชื่อมต่อกับกระดูกหน้าอก เรียกว่า ซี่โครงลอย(floating rib)
กระดูกซี่โครงมีหน้าที่
1.ป้องกันอันตรายให้อวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด
2.ช่วยในการหายใจ โดยกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงแถบนอกหดตัวทำให้กระดูกซี่โครงยกตัวสูงขึ้น มีผลให้ปริมาตรช่องอกเพิ่มขึ้น อากาศจึงเคลื่อนที่เข้าสู่อกได้ ทำให้เกิดการหายใจเข้า และถ้ากลไกการทำงานของกล้ามเนื้อยึดซี่โครงและกระดูกซี่โครงในทิศทางตรงข้ามกับที่กล่าวมา จะทำให้เกิดการหายใจออก
กระดูกรยางค์(appendicular skeleton)
กระดูกรยางค์ ได้แก่ กระดูกแขน กระดูกขา กระดูกสะบัก กระดูกไหปลาร้า กระดูกเชิงกรานรวมทั้งสิ้น 126 ชิ้น แบ่งเป็น
1.กระดูกสะบัก(scapula) และกระดูกไหปลาร้า(clavicle) ติอต่อกันระหว่างกระดูกสันหลังส่วนบนและกระดูกต้นแขน
2.กระดูกแขน(arm) ลักษณะเป็นท่อนยาวๆประกอบด้วย กระดูกต้นแขน(humerus) กระดูกปลายแขนท่อนใน(ulna) กระดูกปลายแขนท่อนนอก(radius) กระดูกข้อมือ(carpal) กระดูกฝ่ามือ(metacarpal) กระดูกนิ้วมือ(phalanges)
3.กระดูกเชิงกราน(pelvic girdle) ติดต่อระหว่างกระดูกสันหลังส่วนกระเบนเหน็บและกระดูกโคนขา
4.กระดูกขา(legs) มีขนาดใหญ่และแข็งแรงกว่ากระดูกแขน ประกอบด้วย
-กระดูกโคนขาหรือต้นขา(femur)
-กระดูกปลายขา
-กระดูกหน้าแข้ง(tibia)
-กระดูกน่อง(fibula)
-กระดูกข้อเท้า(tarsal)
-กระดูกปลายเท้า(metatarsal)
-กระดูกนิ้วเท้า(phalages)
-กระดูกสะบ้าหัวเข่า(patella)
กระดูกแบ่งตามรูปร่างลักษณะ ดังนี้
1.กระดูกยาว(long bone) ได้แก่ กระดูกรยางค์
2.กระดูกสั้น(short bone) เช่น กระดูกข้อมือ กระดูกข้อเท้า เป็นต้น
3.กระดูกแบน(flatbone) เช่น กะโหลก กระดูกซี่โครง เป็นต้น
4.กระดูกรูปร่างไม่แน่นอน(irregular bone) เช่น กระดูกสันหลัง เป็นต้น
โครงสร้างกระดูก
1.เยื่อหุ้มกระดูก(periosteum) ประกอบเซลลืกระดูกและเส้นเลือด ทำหน้าที่นำเลือดมาหล่อเลี้ยงเซลลืกระดูกและช่วยให้กล้ามเนื้อและเอ็นยึดติดกับกระดูก เมื่อเกิดกระดูกหัก เยื่อห้มกระดูกสามารถสร้างเซลล์ขึ้นมาเชื่อมกระดูกได้
2.เนื้อกระดูก(compact bone) ประกอบด้วยกลุ่มของเซลล์กระดูก(osteocyte) เรียงตัวซ้อนกันเป็นวงรอบๆท่อ(haver sian canals) ที่ภ่ยในมีเส้นเลือดและเส้นประสาทที่หล่อเลี้ยงและควบคุมการทำงานของเซลลืกระดูก
3.โพรงกระดูก(marrow cavity) พบที่ส่วนปลายของกระดูกยาว ภายในโพรงกระดูกของกระดูกต้นแขน กระดูกต้นขา และกระดูกอก มีไขกระดูก(bone marrow) ทำหน้าที่ผลิตเซลลืเม็ดเลือดแดงและเซลล์เม็ดเลือดขาว
ข้อต่อและเอ็นยึดกระดูก
ข้อต่อ(joint) คือส่วนที่เชื่อมระหว่างกระดูกกับกระดูก แบ่งได้ดังนี้
1.ข้อต่อที่เคลื่อนไหวไม่ได้(immovable joint) ได้แก่ ข้อต่อระหว่างกะโหลกศรีษะ
2.ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้บางส่วน(movable joint) ได้แก่ ข้อต่อกระดูกเชิงกราน ข้อต่อกระดูกสันหลัง
3.ข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้มาก(synovial joint) ได้แก่
3.1แบบบานพับ(hing joint) จะเคลื่อนไหวได้แนวเดียว เช่น ข้อต่อบริเวณหัวเข่า ข้อต่อของนิ้วมือต่างๆ (ยกเว้นนิ้วหัวแม่มือ) ข้อต่อข้อศอก เป็นต้น
3.2แบบบอลในเบ้า(ball and socker joint) จะเคลื่อนไหวได้อิสระหลายทิศทาง เช่น ข้อต่อไหล่ ข้อต่อบริเวณกระดูกโคนขากับกระดูกเชิงกราน เป็นต้น
3.3แบบแบนราบ(gliding joint) เช่น ข้อต่อของข้อมือ ข้อต่อของข้อเท้า เป็นต้น
3.4แบบอานม้า(saddle joint) ข้อต่อโคนนิ้วหัวแม่มือ เป็นต้น
3.5แบบหมุนรอบแกรเดียวตามยาวหรือรูปเดือย(pivot joint) ทำให้สามารถ ก้ม เงย บิดไปทางซ้าย-ขวา ได้แก่ ข้อต่อระหว่างกะโหลกและกระดูกสันหลังส่วนคอชิ้นแรก
โครงสร้างของข้อต่อ
กระดูกอ่อนคลุมปลายกระดูก(hyaline cartilage) มีลักษณะเป็นมันใส ยืดหยุ่นได้บ้างและผิวเรียบ ทำหน้าที่ป้องกันปลายกระดูกไม่ให้ติดกัน ไม่เสียดสีกันโดยตรง
เยื่อบุข้อต่อ(synovial membrane) อย๔ระหว่างกระดูกอ่อน ประกอบด้วยเซลลืผลิตน้ำไขข้อ(synovial fiuid) ซึ่งเป็นของเหลวลักษณะคล้ายไข่ขาวดิบ ทำหน้าที่หล่อลื่นข้อต่อกันกระดูกเสียดสี และเป็นเบาะรองกล้ามเนื้อและเอ็น
ปลอกข้อ(joint capsule) เป็นปลอกผังผืดที่ยึดปลายกระดูกให้ติดกัน ไม่หลุดโดยง่าย
เอ็น(ligament) เป็นเส้นผังผืดเหนียวยื่นจากปลอกข้อ ช่วยเสริมความแข็งแรงให้ข้อต่อและตรึงกระดูกไม่ให้ข้อต่อเคลื่อนไหวมากเกินไป
เท็นดอล(tendol) คือเอ็นยึดกล้ามเนื้อกับกระดูกช่วยในการเคลื่อนไหว



Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
|
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ รับรองและสนับสนุนโดย |
![]() สสวท. |
![]() มูลนิธิ พสวท. |
![]() พสวท. |