 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32324" type="text/javascript"></script> |
|
บุตรที่ประเสริฐที่สุด
ท่านนักเรียนทั้งหลายบัดนี้เป็นการพูดกับนักเรียนโดยหัวข้อว่า บุตรที่ประเสริฐที่สุดไม่ทราบว่าบุตรที่ประเสริฐที่สุดเข้าใจว่าคงเป็นที่เข้าใจกันแล้วว่าหมายความว่าอะไรแล้วยังเชื่อว่าจะเป็นที่ปรารถนาของทุกฝ่ายคือฝ่ายบิดามารดาก็ปรารถนาให้บุตรเป็นบุตรที่ดีที่สุดก็
post ครั้งแรก: Tue 21 August 2007, 1:04 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 13 November 2007, 9:15 am
|
หน้าที่ 5 - ความทุกข์ที่มีจิตใจปกติไม่มีความทุกข์มีจิตใจสูงอยู่เหนือกิเลสและความทุกข์จึงจะเรียกว่า
มีความทุกข์ที่มีจิตใจปกติไม่มีความทุกข์มีจิตใจสูงอยู่เหนือกิเลสและความทุกข์จึงจะเรียกว่าเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์หรือเป็นยอดของการเป็นมนุษย์ ถูกแล้วเราอุตส่าห์เรียนให้ได้รับความรู้ให้ได้รับโอกาสที่จะสะดวกสบายในเรื่องการเป็นอยู่ในโลกนี้มีเงินใช้มีฐานะดีมีความสะดวกสบายดีนี่ก็ตัองเรียนต่อไปสำหรับที่จะไม่มีกิเลสเป็นบุคคลที่จะไม่มีความทุกข์ของอำนาจกิเลสอีกทีหนึ่งถ้าจะพูดก็ต้องพูดว่าได้ปริญญาของพระพุทธเจ้าไม่เหมือนกับปริญญาที่เขามีให้กันอยู่ในโลกนี้ได้ปริญญาจากพระพุทธเจ้าเช่นที่เรียกกันว่าเป็นพระโสดาปันทสกิกาพามีพระอนาทามี พระอรหันต์เป็นต้นถ้าไปถึงปรญญานั่นชั้นนั้นแล้วนั่นแหละจึงจะเรียกว่าได้รับสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้รับทีนี้เราก็มาคิดดูว่ามนุษย์ทุกคนเป็นอย่างนี้เราต้องช่วยกันทำให้เป็นอย่างนี้
ถ้าพ่อแม่ของเราไปไม่ถึงแก่เฒ่าตายเสียก่อนเราที่เป็นลูกหลานพยายามไปให้ถึงให้ก้าวหน้าต่อไปจากบิดามารดาด้วยเป็นมนุษย์ที่มีจิตใจสูงต่อไปจากบิดามารดาเนี่ยเรียกว่าเชื่อฟังธรรมมะ เชื่อฟังพระพุทธศาสนาเชื่อฟังพระพุทธเจ้ามันจึงได้ใกลออกไปในทางของพระธรรมให้ได้รับปริญญาเหมือนกับของพระพุทธเจ้าพูดให้ฟังง่ายๆมันลืมยากพูดอย่างนี้ให้เด็กๆถือซะว่าเราเกิดมาเป็นมนุษย์เกิดมาทีหลังพ่อแม่และก็ยอมรับว่าพ่อแม่ทำอะไรไม่สำเร็จเราจะทำต่อไปให้สำเร็จถ้าพ่อแม่ยังไม่มีฐานะดีในสังคมเราก็จะทำให้มีฐานะดีในสังคมให้ตระกูลของเรามรฐานะดีในสังคมและถ้ามีฐานะดีในสังคมแล้วก็จะทำให้มีฐานะสูงขึ้นไปในทางจิตทางวิญญานในทางสัจธรรมในทางพระศาสนามีการบรรลุธรรมมะอันสูงสุดสืบต่อไปจนดว่าจะถึงที่สุดในทางฝ่ายสัจธรรม
ทีนี้ก็เรียกว่าเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดเป็นบุตรที่เชื่อฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าคำสั่งสอนของพระธรรมหรือเชื่อฟังตามกฏของธรรมชาติที่มีอยู่ว่าทุกสิ่งต้องมีวิวัฒนาการไปในทางที่ดีที่สุดถึงระดับสูงสุดให้จงได้และก็เชื่อฟังกฏของธรรมชาติสำหรับจะก้าวหน้าไปถึงจุดสูงสุดของมนุษย์ตามที่กฏของธรรมชาติจะอำนวยทำให้ได้ก็คือถึงพระนิพพานได้เหมือนกันถ้าถือศาสนาอื่นเขาก็พูดอย่างอื่นเช่นคือศาสนาที่มีพระเจ้าเขาก็จะพูดว่ามนุษย์จุดสูงสุดอยู่ที่ไปอยู่ร่วมกันกับพระเจ้าพวกที่มีพระเจ้าก็พูดกันอย่างนี้ถ้าเราไม่มีพระเจ้าแต่มีพระนิพพานแล้วก็พูดอย่างนี้จึงไปรวมกันบรรลุพระนิพพานคือจุดสูงสุดของมนุษย์นั้นอุตส่าห์เรียนให้ประสบความสำเร็จในเรื่องธรรมดาสามัญอย่างชาวบ้าน ชาวโลกหรือเรียนปฎิบัติต่อไปให้ก้าวหน้าทางจิตใจเป็นเรื่องทางจิตทางวิญญานให้บรรลุสถานะสูงสุดของมนุษย์อย่างที่เรียกกันว่าบรรลุมรรคผลไปตามลำดับกว่าจะถึงพระนิพพาน
ถ้าบิดามารดาถึงไม่ได้เราพยายามสืบต่อไปจนให้ถึงได้จะเห็นว่าเรื่องที่ยากเกินไปสูงเกินไปเราอยากจะสนุกสนานเล่นโหยอยู่ที่นี่เหมือนกับว่าเป็นวัวเป็นควายมันก็อยากนอนอยู่ในโคลนตรงกลางทุ่งนาไม่อยากจะขึ้นอยู่บนปราสาทราชฐานอย่างนี้มันก็ไม่ถูกต้องเพราะเราไม่ใช่ควายไม่ใช่วัวที่สมัครนอนกลางเลนกลางทุ่งเราเป็นมนุษย์สูงกว่าสัตว์เดรัจฉานก็มีสติปัญญาพิเศษจะสูงไปถึงใหนก็ได้จึงอบรมไปให้สูงในทางที่สูงสุดที่มนุษย์จะสูงได้เนี่ยเรียกว่าไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์และพระพุทธศาสนาทำให้ไม่เสียทีที่เกิดมาเพราะเชื่อฟังคำสอนของพระศาสนายอมรับกฎธรรมชาติว่ามนุษย์ต้องมีไวิวัฒนาการไปให้ถึงจุดที่สูงสุดจนได้เนี่ยก็เคยเรียนมาแล้วเป็นอันว่าเชื่อฟังสิ่งศักด์สิทธ์สูงสุดชนิดหนึ่งซึ่งเรียกว่าพระเจ้าก็ได้ซึ่งเรียกว่ากฏของธรรมชาติก็ได้ที่มุ่งหวายทำการที่ให้ชีวิตทั้งหลายมันไปจนถึงจุดสูงสุดตามที่มนุษย์มันจะเป็นไปด้วยและเราเรียกว่าการบรรลุมรรคผลนิพพานใครเชื่อฟังพระพุทธเจ้าทำได้อย่างนี้มันก็จะสมกับที่พระองค์ตรัสว่าผู้ที่เชื่อฟังบุตรเป็นบุตรที่ประเสริฐที่สุดเมื่อเรารู้ว่าอุดมคติของความเป็นมนุษย์ความเป็นมนุษย์อยู่ที่นี่แล้วก็พยายามกระทำโดยธรรมมะเป็นเครื่องช่วยให้ ประสบความสำเร็จ 4 อย่าง4ประการที่เรียกว่าฆราวาสสัจธรรมหมายความว่าฆราวาสธรรมได้ธรรมมะ 4 อย่าง4ประการนั่นช่วยจำไว้ให้ดีให้คล่องปาก คล่องใจ คล่องเนื้อ คล่องตัวคือประพฤติอยู่เป็นปกติธรรมมะ 4ประการนั้นคือ สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ประจำเดี๋ยวนี้เลยไม่ต้องว่า สัจจะ ทมะ ขันติ จาคะ ในตำราเรียนก็มีในนวโควาสหนังสือเรียนทั่วไปมันก็มีแต่ว่ามีอยู่ในหนังสือไม่มีประโยชน์อะไรมาอยู่ในใจดีกว่ามา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-