 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32335" type="text/javascript"></script> |
|
|
ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต
ท่านสาธุชนที่มีความสนใจมีการพัฒนาชีวิตทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต สิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันต้องมีส่วนประกอบเป็นเครื่องประกอบมันก็มีรูปโครงมีจุดสร้างมาอย่างไร เหมือนกับสั่งทั้งหลายด้วยเหมือนกัน
post ครั้งแรก: Wed 22 August 2007, 3:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 20 November 2007, 5:30 pm
|
หน้าที่ 1 - รูปธรรม-นามธรรม
ท่านสาธุชนที่มีความสนใจมีการพัฒนาชีวิตทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต สิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันต้องมีส่วนประกอบเป็นเครื่องประกอบมันก็มีรูปโครงมีจุดสร้างมาอย่างไร เหมือนกับสั่งทั้งหลายด้วยเหมือนกัน ถ้าเรารู้เรื่องนี้ดีก็รู้จักใช้สิ่งที่เรียกว่ามนุษย์นั้นดี มีความจำเป็นที่จะต้องศึกษาส่วนปรกอบและโครงสร้างของชีวิตเพราะว่าชีวิตไม่ได้ประกอบด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งสิ่งเดียวล้วนๆในลักษณะง่าย ๆ เหมือนตุ๊กตาที่ปั้นขึ้นด้วยดินเหนียวกับน้ำนี่เรา จึงต้องยังสนใจ ยังต้องอดทนหรือศึกษาในเรื่องนี้ยังมีส่วนซับซ้อนทั้งฝ่ายรูปธรรม-นามธรรม และอย่างหน้าประหลาดมหัศจรรย์ด้วยคือการที่จะรู้เรื่องชีวิต
และส่วนประกอบของชีวิต
นั้นมันต้องพิจารณากันที่ส่วนประกอบหรือส่วนผสมชีวิตที่ จะมาประกอบเป็น ชีวิตนั้นเอง หลักการทางพระพุทธศาสนามีอีกๆหลายศาสนาในอินเดียมีกล่าวตรงกันคืออยู่อย่างหนึ่งคือว่าคือสิ่งต่างๆจะมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตล้วนประกอบขึ้นด้วยสิ่งที่เรียกว่าธาตุ ธาตุหรือธาตุธรรมชาติเป็นคำสุดท้ายสำหรับการที่จะแยกส่วนออกไปออกไปและก็ไปสิ้นสุดอยู่ที่ธาตุแล้วก็พอและอุปกรณ์การศึกษาแยกแยะในสมัยโบราณไม่ได้ละเอียดละออเหมือนอย่างนี้คือการศึกษาโดยแยกแยะสิ้นสุดลงที่ธรรมชาติและนี้ก็จำๆกันเกี่ยวกับจำนวนของธาตุ
ลักษณะของธาตุถือว่ามีธาตุอยู่ 6 ธาตุ 1. คือ ธาตุดิน 2. คือธาตุน้ำ 3. ธาตุไฟ 4. ธาตุลม 5. ธาตุอากาศ 6. ธาตุวิญญาณ รวมกันเป็น 6 ธาตุนี่คือธาตุที่ประกอบกันขึ้นเป็นสิ่งที่เรียกว่าชีวิตนี่ควรจะเข้าใจความหมายสิ่งเหล่านี้พอสมควรคือธรรมชาติที่หมายถึงคุณสมบัติของสิ่งนั้นๆในการทำหน้าที่ประกอบกันเป็นสิ่งใหม่ไม่ได้หมายถึงปรากฏการภายนอกคือที่เห็นกันอยู่แล้วเรียกกันอยู่อย่างนั้น เช่นว่าธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุดินหมายถึงดิน ธาตุน้ำหมายถึงน้ำ ธาตุไฟหมายถึงไฟ ธาตุลมหมายถึงลม ธาตุอากาศหมายถึงอากาศ ธาตุวิญญาณหมายถึงวิญญาณเหล่านี้ก็หาไม่ที่ควรจะรู้ก่อนคือ 4 ธาตุที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกาย คือธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม
ธาตุดิน หมายถึง คุณสมบัติที่กินเนื้อที่มันจึงกลายเป็นของแข็งเพื่อที่จะกินเนื้อที่ยุบเนื้อที่สำหรับจะยึดกันเป็นโครงสร้างขึ้นมาได้
ธาตุน้ำ หมายถึง คุณสมบัติที่ยึดเกาะในติดกันที่เห็นได้ในลักษณะของน้ำน้ำจะรวมตัวเป็นสิ่งเดียวกันก้อนเดียวกันอยู่เสมอและมันก็มีลักษณะของเหลวไหลได้แต่คุณสมบัติสำคัญที่สุดของมันก็คือการยึดเกาะในติดกันซึ่งเรียกว่าคุณสมบัติของธาตุน้ำ
ธาตุลม ธาตุไฟ หมายถึงคุณสมบัติที่ร้อน แสดงความร้อนแสดงการเผาไหม้
ธาตุลมก็ หมายถึง การเคลื่อนไหวลอยไปมาอยู่เป็นปกติคือเราจะเห็นได้ง่ายๆโดยเนื้อของคนเรากับเนื้อมาก้อนท่อนหนึ่งก้จะเห็นว่าส่วนที่เป็นของแข็งในเนื้อก็ยึดกันอยู่นั้นก็มีและส่วนที่เป็นของเหลวคือเลือดเป็นต้น ซึ่งก็มีความอบอุ่นหรืออุณหภูมินั้นก็คืออยู่ระดับหนึ่งในอากาศสิ่งที่เป็นแก๊สมันระเอียดเผลอๆอยู่เป็นปกตินี่ก็มีมันกำลังรวมอยู่เป็นเลือดก้อนหนึ่งพอแยกออกเป็นส่วนๆ
ส่วนนั้นก็คือธาตุ 4 ดังนั้นธรรมชาติดินมันไม่จำเป็นต้องหมายถึงแผ่นดินมีก้อนดินหมายถึงเกี่ยวกับคุณสมบัติกินเนื้อที่เป็นของแข็ง ธาตุนั้นก็หมายถึงน้ำที่เกาะติดกัน ธาตุไฟก็คืออุณหภูมิสามารถมากหรือน้อยถ้ามากก็อาจจะถึงไหม้ทีนี้ก็ธาตุลมคือการระเหยของแก๊สที่มีอยู่ตามมากตามน้อยความใหญ่โตก็เป็นพายุได้คือ 4 ธาตุนี้เป็นธาตุฝ่ายวัตถุคือฝ่ายรูปธรรมเป็นส่วนประกอบของชีวิตที่เป็นส่วนรูปธรรมคือร่างกายมี 4 ธาตุ
ส่วนธาตุที่ 5 คือธาตุอากาศแปลว่าที่ว่างสำหรับจะให้สิ่งต่างๆเรานั้นอาศัยอยู่ที่ยังมีคุณสมบัติวางที่สิ่ง 1 ก็ยังอาศัยได้นั่นก็คือธาตุอากาศหรือธาตุว่างต้องมีถ้าไม่มีสิ่งต่างๆก็มีไม่ได้เพราะไม่มีที่อาศัยนี่ก็นับเป็นธาตุเป็นธาตุๆ1ด้วยเหมือนกันมีคุณสมบัติเป็นที่รองรับที่สิ่งทั้งหลายทั้งปวงที่อาศัยอยู่ได้คือธาตุสุดท้ายคือธาตุวิญญาณธาตุจิตธาตุใจคือเป็นการกล่าวตามหลักวิชาความรู้ร่วมกันในประเทศอินเดียสมัยโบาณรวมทั้งพระพุทธศาสนาด้วยนี่ก็เรียกว่าธาตุจิตธาตุใจธาตุวิญญาณที่ไม่เหมือนกับ5ธาตุเป็นต้นเพราะมันเป็นธาตุฝ่ายนามที่ทิ้งน้ำไปโดยจะรู้สึกนึกคิดนั้นเองไม่ใช่วัตถุไม่มีตัววัตถุแต่เป็นคุณสมบัติ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม