คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32335" type="text/javascript"></script>
ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต
ท่านสาธุชนที่มีความสนใจมีการพัฒนาชีวิตทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต สิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันต้องมีส่วนประกอบเป็นเครื่องประกอบมันก็มีรูปโครงมีจุดสร้างมาอย่างไร เหมือนกับสั่งทั้งหลายด้วยเหมือนกัน
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 10,575 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 22 August 2007, 3:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 20 November 2007, 5:30 pm
สารบัญ

หน้าที่ 3 - ฝ่ายร่างกาย 5 ระบบ ฝ่ายจิต 1 ระบบ
เป็นเพียง5 เพียง4 และเราก็จักรู้จักว่าสิ่งต่างๆในโลกเพียง 5หรือเพียง 4 ลดมาเพียง 3 เพียง 2 เช่นว่ามีระบบตา ระบบหูไม่มีระบบอื่นๆก็เหลืออยู่ 2 ระบบแต่เดี๋ยวนี้เมื่อมันได้เป็นมาอย่างนี้แล้วเป็นธรรมดาสามัญในสิ่งที่มีชีวิตมี 6 ระบบ

เป็นฝ่ายร่างกาย 5 ระบบ เป็นฝ่ายจิต 1 ระบบ ก็ทำงานประสานกันอย่างดีที่สุดที่มันเป็นส่วนตายหรือส่วนรูปที่เขาเรียกพวกรูปจัดเป็นส่วนรู้ที่เป็นส่วนจิตวิญญาณเขาเรียกว่าเป็นส่วนนามจึงมีกลุ่มรูปอยู่ 5 ส่วนประกอบมีกลุ่มนามอยู่ 1 ส่วนคำว่ารูปมีความหมาย 2 ชนิดทำให้กำกวมได้รูในความหมายหนึ่งก็คือสิ่งที่เห็นได้ด้วยตาคือสิ่งที่จะเห็นได้ด้วยตาคือคำว่าฟอร์ม คำว่าไซ้นี่คือรูปภาษาบาลีก็เรียกว่ารูปอีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของวัตถุไม่เกี่ยวกับการเห็นด้วยตาไม่เกี่ยวกับตาเกี่ยวกับอย่างอื่นก็ได้เป็นฝ่ายวัตถุเขาเรียกว่ารูปเพื่อจะแยกกันให้ชัดสักหน่อยรูปคือความหมายที่ว่ารู้สึกได้ด้วยตานั้นนะเราใช้เราใช้คำว่าฟอร์มๆอีกส่วนรูปที่เป็นวัตถุที่ไม่ใช่จิตใจเป็นรูปอะไรก็ได้ที่เรียกว่าคอปโพเดลริตี้ๆทั้งฟอร์มกับทั้งคอปโพเดลริตี้เรียกเป็นบาลีว่ารูปด้วยกันทั้งนั้น



63276




แต่มันก็ต่างกันมากไม่มีคำว่าฟอร์มสำหรับตาอย่างเดียวคำว่าคอปโพเดลริตี้แปลว่าหู ตา จมูก ลิ้น ปากรวมเป็น 5 อย่างก็ได้คือเป็นฝ่ายรูปธรรมมีลักษณะเป็นรูปธรรมหน้าจะเรียกให้มันชัดเจนสักหน่อยว่ารูปเรียกว่าฟอร์ม รูปธรรมเรียกว่าคอปโพเดลริตี้แต่ไอ้รูปที่เรียกว่าฟอร์มมันก็เป็นคอปโพเดลริตี้ด้วยเหมือนกันนี่มันลำบากในการที่จะพูดจาในเมื่อเราเข้าใจแล้วเราก็พูดได้เราเข้าใจได้ส่วนอีกหนึ่งรูปเป็นพวกคอปโพเดลริตี้ในกลุ่มนามเป็นเมลเดลริตี้หมายถึงนามนามทั่วไปจิตหรือไม่ใช่จิตหรือเป็นเจตสิตเรียกว่าเป็นนาม เป็นนามถ้าพูดถึงจิตหมายถึงจิตที่รู้สึกได้นี่หมายถึงส่วนประกอบของจิตนี่เขาถึงใช้คำว่านามในความหมายที่กว้างออกไปหมายถึงเป็นจิตก็ได้หรือเจตตะสิตหมายถึงสิ่งที่เกิดกับจิตก็ได้เรียกว่านามนี่เรายังมองเห็นได้ว่าคนเราคนหนึ่งยังประกอบด้วยรูปและนามคนๆหนึ่งมีส่วนที่จะเป็นรูป 4 คือดิน น้ำ ลม ไฟ ที่เป็นนามหนึ่งคือธาตุวิญญาณที่มีอากาศสภาพในที่ว่างเป็นสื่อสำหรับให้ตั้งอาศัยให้สัมพันให้อะไรกันได้เข้าใจคำว่านามและรูปให้ชัดเจนเป็นสิ่งที่ตั้งอยู่ด้วยกันถ้าไม่มีรูปนามในใจก็ทำอะไรไม่ได้แต่ถ้าไม่มีใจรูปและนามก็ไม่มีอะไรจะชักให้เคลื่อนไหว

เพราะฉะนั้นไอ้สิ่งที่เรียกว่าชีวิตจึงต้องประกอบด้วยรูปและนามคือส่วนร่างกายและส่วนจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเสมอไปถ้าปล่อยแยกออกจากกันเข้ามันก็ตายคือถ้ามันเข้ามาอาศัยกันอยู่มันก็ไม่ตายแต่มันทำอะไรได้นี่คือสิ่งที่เรียกว่ารูปนามหรือนามรูปในภาษาบาลีก็เรียกว่านามรูปทั้ง 2 อย่างรวมกันเป็นสิ่งเดียวคำพูดนี้เป็นเอกะวัฒนะสิ่งเดียวเรียกว่านามหรือรูปถ้าหากตัวแยกกันไม่ได้สิ่งเดียวจึงมี 2 ซีกซึ่งรวมกันอยู่เป็นสิ่งเดียวเราก็เรียกว่านามรูปหรือที่เราจะเรียกกันโดยสมมุติ สมมุติว่าเป็นคนๆหนึ่งมนุษย์คนหนึ่งโดยสมมุติว่ามนุษย์คนหนึ่งแต่ถ้าเรียกกันตามนามความจริงมันก็คือนามและรูปที่ประกอบกันอยู่ทีนี้จะต้องรู้จักสิ่งเหล่านี้ไปตามลำดับสิ่งที่มันจะทำให้มีเรื่องเป็นเรื่องเป็นราวหรือมีหน้าที่การงานหรือมีเหตุการอะไรขึ้นมาได้ซึ่งจะดูกันในส่วนที่เป็นฝ่ายรูปฝ่ายกาย ฝ่ายร่างกายก่อนซึ่งเรามีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลมอย่างที่กล่าวแล้วผสมกันร่วมมือกันอย่างถูกสัดส่วนคือก็เกิดอายันตนะสิงที่เป็นภายในคือตา หู จมูก ลิ้น กาย5ที่เป็นภายนอกคือ รูป เสียง กลิ่น รสหมดตะพระ 5คู่ๆกัน 5คู่ทีนี้ที่เป็นรูปนี่ก็เพราะว่ามันเป็นรูปธรรมเรียกว่ารูปธรรมหมดทั้ง 5คู่ทั้ง 5คู่เรียกว่ารูปธรรมหมดไม่ใช่รูปเพียงสิ่งเดียวที่คู่กันกับตามันก็รูปแล้วก็เป็นรูปธรรมด้วยเหมือนกันตา หู จมูก ลิ้น กาย 5อย่างนี้ก็เป็นรูปธรรมรูป เสียง กลิ่น รส หมดตะภะ 5นี้ก็เป็นรูปธรรม 5คู่ซึ่งมีธรรมชาติของมันว่าถ้าถึงกันเข้าเมื่อไหล่ก็จะเกิดวิญญาณคือวิญญาณ5ธาตุมาทำหน้าที่เกิดวิญญาณปรากฎคือว่าตากระทบกันเข้ากับรูปก็เกิดวิญญาณทางตา

เมื่อหูกระทบกันเข้ากับเสียงก็เกิดวิญญาณทางหูจมูกกระทบกันเข้ากับกลิ่นก็เกิดวิญญาณทางจมูกลิ้นกระทบกันเข้ากับรสก็เกิดวิญญาณทางลิ้นผิวหนังผิวกายหรือกายกระทบกับบดตะภะคือสิ่งที่มากระทบผิวหนังก็เกิดวิญญาณทางกายหนือทางผิวหนังนี่เราก็มีวิญญาณ 5 ไปตามจำนวนของอายันตนะที่มีอยู่ซึ่งจะต้องจับใจความสำคัญที่มีอยู่นั้นให้ได้ว่าอายันตนะ


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 2) หน้าถัดไป (หน้า 4) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 10,799 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต [10,576]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [533,955]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [392,076]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [377,606]
Global Warming { English } [142,369]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.