 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32335" type="text/javascript"></script> |
|
|
ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต
ท่านสาธุชนที่มีความสนใจมีการพัฒนาชีวิตทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต สิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันต้องมีส่วนประกอบเป็นเครื่องประกอบมันก็มีรูปโครงมีจุดสร้างมาอย่างไร เหมือนกับสั่งทั้งหลายด้วยเหมือนกัน
post ครั้งแรก: Wed 22 August 2007, 3:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 20 November 2007, 5:30 pm
|
หน้าที่ 4 - ผัสสะ
ภายในกับอายันตนะภายนอกซึ่งกระทบกันเมื่อใดก็จะเกิดสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณขึ้นที่อายันตนะนั้นๆคือที่ตา ที่หู ที่ลิ้น ที่จมูก ที่ปากที่กายอายันตนะภายในคือสื่อที่อยู่ภายในอายันตนะภายนอกคือสื่อที่อยู่ภายนอกพอกระทบถึงกันเข้าแล้วก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าวิญญาณจากวิญญาณอาธาตุจากวิญญาณอาธาตุที่มีอยู่ตามธรรมชาติเมื่อทำหน้าที่ปรากฎขึ้นที่อายันตนะเหล่านี้นี่เป็นวิญญาณ 5ชนิดที่เนื่องกับวัตถุหรือร่างกายเอ้าทีนี้ไปดูฝ่ายจิตใจบ้างอายันตนะภายในคือมโนหรือใจได้กระทบกันเข้ากับธรรมมารมณ์คือสิ่งที่เป็นความรู้สึกทางใจมันก็เกิดวิญญาณคือมโนวิญญาณขึ้นมาเป็นฝ่ายใจเอามารวมกันคือวิญญาณฝ่ายตายมี 5ก็จะรวมเป็น 6วิญญาณ 6วิญญาณทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายและทางใจก็จะเป็นวิญญาณ 6อายันตนะก็ได้กัน 6ที่อยู่ข้างในคือตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ อายันตนะที่อยู่ข้างนอกก็คือรูป เสียง กลิ่น รส โอตะภะธรรมมารมณ์มันเลยเป็นเรื่อง 6 ทั้งนั้น
ถ้าเอามารวมกันกันเข้าทั้งฝ่ายนามและฝ่ายรูปถ้าแยกกันอยู่และฝ่ายรูป 5 ระบบฝ่ายนามหรือฝ่ายจิตจะมีอยู่ 1 ระบบเสมอไปทีนี้จะดูฐิติต่อไปว่าเมื่ออายันตนะภายนอก อายันตนะภายในกับอายันตนะภายนอกถึงกันเข้าแล้วก็เกิดวิญญาณตามชื่อของอายันตนะนั้นๆที่เกิดวิญญาณมันเลยได้เป็น 39ขึ้นมาตัวอย่างเช่นตากระทบรูปเกิดวิญญาณทางตามันได้เป็น3สิ่งขึ้นมา ตา รูปและวิญญาณทางตาเป็น 3อย่างรวมกันไม่ได้และไม่ใช่สิ่งเดียวกันด้วยส่วนที่เป็นระบบตามันใช่เป็นระบบรูปข้างนอกพอถึงกันเข้าก็เกิดวิญญาณทางตานี่เป็นนามเป็นฝ่ายนาม 3อย่างนี้ทำงานด้วยกันอยู่คือถึงกันอยู่หรือว่าวิญญาณทางตารู้สึกต่อสิ่งที่เรียกว่ารูปโดยอาศัยตานี้เรียกว่าผัสสะ
ผัสสะคำนี้สำคัญมากเป็นเยี่ยงต้น เป็นต้นตอ เป็นที่รวมเรื่องทั้งหลายทั้งปวงคำว่าผัสสะ ผัสสะหรือบางทีก็เรียกว่าสัมผัส สัมผัสก็เหมือนกันจะเรียกว่าสัมผัสหรือผัสสะมันก็คือการกระทบของสิ่งทั้ง 3คืออายันตนะภายใน อายันตนะภายนอกและวิญญาณหากเข้าใจหัวใจของสิ่งเหล่านี้ให้ดีและก็จะง่ายนี่มันมาถึงว่าอายันตนะภายในกระทบกับอายันตนะภายนอกเกิดวิญญาณทั้ง 3ประการนี้ยังถึงกันอยู่ยังไม่แยกจากกันนี้เรียกว่าผัสสะที่เขามีผัสสะแล้วก็เป็นเหตุให้มีเวทนาหรือรู้สึกเป็นเวทนาขึ้นที่อายันตนะที่ระบบประสาทที่ทำให้รู้สึกได้เป็นเวทนาเวทนาที่เป็นสุข เวทนาที่เป็นทุกข์เวทนาที่ไม่สุข ไม่ทุกข์ครั้นเวทนาเกิดขึ้นอย่างนี้แล้วมันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่าสัญญาคือความมั่นหมายในเวทนานั้นว่าเวทนานั้นเป็นอย่างไรเป็นเวทนาดีชั่วเวทนาสุขทุกข์เวทนาหญิงเวทนาชายหรือเวทนาอะไรก็แล้ว
แต่เดี๋ยวนี้เรียกว่าสัญญาความมั่นหมายเพราะได้เกิดขึ้นในสิ่งนั้นคือถ้าสัญญามั่นหมายเกิดขึ้นอย่างนี้แล้วก็เกิดสิ่งที่เรียกว่าสังขารคือความคิดนาๆชนิดเกี่ยวกับสัญญานั้นสัญญาเกิดขึ้นอย่างไรมันก็จะเกิดความคิดรวมๆกันกับสัญญานั้นเสมอนี่คือสิ่งที่เรียกว่าสังขารทีนี้มันมีสังขารอย่างนี้แต่เราก็ได้ครบได้วิญญาณที่เมื่ออายันตนะนอกเหนือจะพบกันได้เวทนา ได้สัญญา ได้สังขารรวมทั้งหมดเป็น 5วิญญาณทำหน้าที่ได้หลายระยะแรกกระทบของอายันตนะก็เกิดวิญญาณทางอายันตนะหรือท่านจะเวทนาเป็นต้นแล้วมโนก็สัมผัสเวทนานั้นอีกทีก็เกิดวิญญาณทางมโนนั้นวิญญาณจึงเกิดได้ทั้งข้างต้นทั้งตรงกลางทั้งข้างปลายเรียงลำดับจึงเรียงเอาไว้สุดท้ายว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณทบทวนให้เข้าใจอย่าให้ฟั่นเฟือนได้ว่าเมื่อตาอยกตัวอย่างกรณีของตาเมื่อตากับรูปกระทบกันเกิดวิญญาณทางตา 3อย่างนี้กำลังทำงานด้วยกันอยู่เรียกว่าผัสสะ
ถ้ามีผัสสะก็ต้องเกิดเวทนานี่คือรู้สึกจึงเป็นความรู้สึกยินดียินร้ายถูกใจไม่ถูกใจเกิดเวทนาแล้วก็ต้องเกิดสัญญาของการมั่นหมายลงที่เวทนานั้นว่าเป็นอย่างไรต่อไปถ้ามีความสำคัญมั่นหมายอย่างไรแล้วมันก็เกิดความนึกคิดที่จะทำเกี่ยวกับสิ่งนั้นนี่เรียกว่าสังขารเลยได้ครบ 5เรียกว่าขันทั้ง 5คือส่วนที่เป็นรูปเป็นระบบรูปเรียกว่ารูปขันส่วนที่เป็นเวทนาเรียกว่าเวทนาขันต์ส่วนที่เป็นสัญญาเรียกสัญญาขันต์ที่เป็นสังขารเรียกสังขารขันต์ที่เป็นวิญญาณทุขนาไม่ว่าตอนไหนรวมเรียกว่าวิญญาณขันต์นี่ในชีวิตคนเราแต่ละวันๆมันจึงมีการเกิดขันต์ 5รอบแล้วรอบเล่าๆจนจะนับไม่ไหวก็เกิดรูปขันต์ เกิดเวทนาขันต์ เกิดสัญญาขันต์ เกิดสังขารขันต์ เกิดวิญญาณขันต์นี่คือ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม