คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32335" type="text/javascript"></script>
ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต
ท่านสาธุชนที่มีความสนใจมีการพัฒนาชีวิตทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต สิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันต้องมีส่วนประกอบเป็นเครื่องประกอบมันก็มีรูปโครงมีจุดสร้างมาอย่างไร เหมือนกับสั่งทั้งหลายด้วยเหมือนกัน
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 10,841 ครั้ง
post ครั้งแรก: Wed 22 August 2007, 3:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 20 November 2007, 5:30 pm

หน้าที่ 5 - ภาวะของชีวิต
ปกติภาวะของชีวิตจึงเกิดขันต์ทั้ง 5อยู่อย่างนี้ทีนี้มันยังมีเรื่องที่สำคัญกว่านั้นก็หมายความว่าถ้าเกิดขันต์แต่ละขันต์ขันต์ใดขึ้นมาแล้วมีจิตที่หมายมั่นด้วยอวิชชาถ้าขันต์นั้นเป็นตัวกูหรือขันต์นั้นเป็นของกูขึ้นมาอย่างนี้ถ้าขันต์เฉยๆก็กลายเป็นกูปาทานะขันต์ตัดเจ้าของคือตัดจิตที่ไปยึดถือเอามาเป็นของตนขันต์เฉยๆก็เรียกว่าขันต์

ถ้ามีอุปาทานก็แล้วแต่ใครจะตั้งชื่อไหนอุปาทานขันต์คือขันต์ที่มีอุปาทานยึดครองคือขันต์เฉยๆไม่ทำอะไรใครไม่หนักไม่เบาไม่เผ็ดไม่ร้อนไม่อะไรแก่ใครเป็นขันต์เท่านั้นแต่ถ้าขันต์นั้นมีการยึดมั่นด้วยอุปาทานหือว่ามาจากอวิชชาจิตยึดมั่นกูตัวกูเป็นของกูหรือเป็นตัวตนเป็นของตนมันก็เกิดทุกข์เป็นอาการของความทุกข์ร้อนบ้างเผารนบ้างหนักบ้างผูกมัดครอบงำย่ำยีทิ่มแทงบ้างนี่มันจึงเป็นทุกข์ขึ้นมาขันต์กับอุปาทานขันต์ต่างกันอย่างนี้ขันต์คือไม่ได้ยึดถือจิตไม่ได้ยึดถืออุปาทานขันต์คือขันต์ที่จิตยึดถือแล้วก็เป็นทุกข์นี่เรื่องขันต์ 5ล้วนๆไม่มีความยึดมั่นก็ไม่เป็นทุกข์ทีนี้เรื่องขันต์ 5ที่มีอุปาทานก็ไปยึดแล้วก็เป็นทุกข์อุปาทานนั้นคือการเข้าใจผิดนึกว่าเป็นตัวเป็นตนเป็นมาจากอมิตตาความโง่ของบุคคลนั้นเอง



49755




นี่เราจึงมีทุกข์เรื่องมาจบลงที่ตรงความทุกข์นับตั้งแต่มีธาตุดินน้ำลมไฟปรุงกันขึ้นเป็นอวัยวะภายนอกภายในแล้วสัมพันธ์กันเกิดวิญญาณเกิดผัสสะเกิดเวทนาเกิดตัญหาเกิดเวทนาเกิดสัญญาเกิดสังขารวิญญาณเป็นขันต์ 5ถ้าไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่นก็ดีไปไม่ต้องเป็นทุกข์ถ้าเผลอเกิดไปยึดมั่นถือมั่นไม่ว่าด้วยเหตุใดก็ตามมันก็เป็นทุกข์เห็นใหมว่ามันมาจบลงด้วยความทุกข์อย่างนี้ธรรมดาสามัญของคนธรรมดาสามัญที่กล่าวอย่างนี้เรียกว่าเราดูกันในแง่ของขันต์ 5เกิดเป็นขันต์ 5แต่ในแง่อื่นวิถีทางอื่นที่จะดูเรียกว่าในแง่ของปจิจะสมุบาทมันก็เป็นเรื่องดำเนินไปจนถึงเป็นทุกข์เหมือนกันแต่คำกล่าวหรือวิธีพูดมันเรียกอีกอย่างหนึ่งตอนต้นเหมือนกันคอยฟังให้ดีจะว่ามาตั้งแต่ต้นทั้งหมดว่ามีธาตุทั้ง 4ประกอบกันขึ้นเป็นอยันตนะภายในภายนอกอยันตนะภายในภายนอกถึงกันก็เกิดวิญญาณทั้ง 3อย่างนี้ทำงานรวมกันเรียกว่าผัสสะพอเกิดผัสสะแล้วก็ต้องเกิดเวทนาเหมือนกันในเรื่องขันต์พอเกิดเวทนาแล้วจะนับว่าไปเกิดตัญหาพอเกิดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วก็เกิดตัญหาของความอยากโดยสมควรกับเวทนานั้นเวทนาเป็นสุขก็อยากได้อยากเอาเวทนาเป็นทุกข์ก็อยากทำลายอยากตัดเวทนาไม่สุขไม่ทุกข์ก็โง่หลงไหลต่อไปไม่รู้ว่าจะทำยังไงทำอะไรนี่ก็เกิดตัญหาคือความอยากไปตามเวทนานั้น

นี่ถ้าเกิดตัญหาคือความอยากแล้วมันเป็นธรรมดาธรรมชาติที่เกิดความรู้สึกมันมีคู่อยากเรียกว่าอุปาทานเรียกว่าอยากเอามาเป็นของกูนี่คือตัญหาทำให้เกิดอุปาทานอย่างนี้พอเกิดอุปาทานก็ทำให้เกิดภพคือความมีแห่งบุคคลนั้นก็รูปขึ้นมาทีนี้มีความรู้สึกว่าเป็นชาติเป็นบุคคลนั้นในความรู้สึกเป็นตัวกูเป็นของกูเป็นความหมายความมีชาติเป็นตัวกูและก็เอาอะไรทุกข์อย่างมาเป็นของกูเป็นของกูมันก็เกิดขึ้นทุกชนิดแปลว่าจบลงด้วยความทุกข์เหมือนกันในแนวที่มองดูเป็นขันต์ทั้ง 5มันก็เกิดเป็นขันต์ทั้ง 5แล้วก็ยึดถือเป็นตัวตนเป็นของตนมันก็เป็นทุกข์ในที่ปจิจะตุบาทก็เกิดมาตามลำดับๆ

จนสุดท้ายเกิดภพเกิดชาติเกิดตัวกูเต็มที่และก็เกิดทุกข์เหมือนกันนี่ทุกข์ทั้งปวงนี่ปีนี้ฝ่ายวิญญาณอาฆาตดูฝ่าวิญญาณอาธาตุซึ่งมีอาการคล้ายกันมีอยู่ 5คู่ไปตามคู่5คู่ 5คู่จนเกิดอุปาทานหรือทุกข์คือทางฝ่ายนามหรือฝ่ายจิตคู่เดียวกันนั้นคือมโนกับธรรมมารมณ์จิตก็ได้มาจากวิญญาณอาฆาตเหตุปัจจัยสิ่งแวดล้อมเหมาะสมแล้ววิญญาณอาธาตุซึ่งเป็นวิญญาณธรรมชาติก็ปรุงตัวเองได้นี่เป็นจิตเป็นมโนขึ้นมาเมื่ออยันตนะภายในกับอยันตนะภายนอกกระทบกันวิญญาณอาฆาตทำให้เกิดอยันตนะภายในคือใจและเกิดอยันคนะภายนอกมากระทบใจใจกับอารมณ์ของใจกระทบกันแล้วมันก็เกิดเป็นวิญญาณทางใจมันก็เลยได้ 3อย่าง

อีกมันก็มี 3อย่างคิดดูอยันตนะภายในกับอยันตนะภายนอกและตัววิญญาณ 3อย่างนี้ถึงกันอยู่ก็เรียกว่าผัสสะซึ่งในกรณีสิ่งของขันต์ 5มันก็เกิดเวทนาสัญญาสังขารวิญญาณอย่างเดียวกันแหละจิตใจเกิดมาจากภายในจากไอ้ต้นเหตุคือจิตใจมันก็เลยเป็นที่ตั้งความยึดถือเป็นเวทนาเป็นอุปาทานขันต์เป็นทุกข์เดียวกับเรื่องของฝ่ายวัตถุ เรื่องของฝ่ายวัตถุ 5คู่เป็นขันต์ล้วนๆไม่เป็นทุกข์พอยึดถือว่าเป็นอุปาทานขันต์ก็เป็น


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 4) หน้าถัดไป (หน้า 6) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 11,268 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต [10,842]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [537,326]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [398,276]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [417,480]
Global Warming { English } [159,890]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.