 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32335" type="text/javascript"></script> |
|
|
ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต
ท่านสาธุชนที่มีความสนใจมีการพัฒนาชีวิตทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้จะกล่าวโดยหัวข้อว่า ส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิต สิ่งที่เรียกว่าชีวิตมันต้องมีส่วนประกอบเป็นเครื่องประกอบมันก็มีรูปโครงมีจุดสร้างมาอย่างไร เหมือนกับสั่งทั้งหลายด้วยเหมือนกัน
post ครั้งแรก: Wed 22 August 2007, 3:59 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 20 November 2007, 5:30 pm
|
หน้าที่ 6 - เหตุอยันตนะภายนอกภายใน
ทุกข์ข้อนี้เป็นอย่างไรฝ่ายคู่จิตหรือคู่นามนั่นก็เหมือนกันมันเป็นเหตุอยันตนะภายนอกภายในเกิดขึ้นเกิดวิญญาณเกิดผัสสะเกิดเวทนา สังขาร วิญญาณทำนองเดียวกันพอยึดถือก็เป็นทุกข์ถ้านี่เป็นเรื่องธรรมดาก็คือไม่มีสติเพราะฉะนั้นในแง่มันก็เกิดปติจะตุบาทถ้าเลือบไปดูในสาปติบาทมันก็เกิดเวทนา เกิดตัญหา เกิดอุปาทาน เกิดภพเกิดชาติอย่างเดียวกันกับเรื่องทางฝ่ายวัตถุทีนี้มีเรื่องสำคัญที่เราจะต้องรู้ตอนที่เรียกว่าผัสสะ ผัสสะน่ะผัสสะของ 5คู่หรือของ 1คู่ตอนท้ายนี้ก็ตามพอถึงผัสสะเกิดผัสสะแล้วนั้นมันมีทางแยกคือเป็นผัสสะที่มีสติกับผัสสะที่ไม่มีสติถ้าผัสสะตามธรรมชาติตามธรรมดาไม่มีสติคุณธรรมเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นไปตามธรรมดามันก็เกิดเป็นตามธรรมดาเกิดเวทนา เกิดตัญหา เกิดอุปาทาน เกิดภพเกิดชาติจนเป็นทุกข์ก็ผัสสะมันโง่ผัสสะนั้นมันโง่ไม่มีวิชชา ไม่มีปัญญา ไม่มีสติ ไม่มีสัมปชัญญะเกิดขึ้นในขณะนั้นเป็นผัสสะโง่ก็ได้เกิดไปตามลำดับๆๆ
จนกระทั่งเป็นทุกข์ที่สุดในกรณีนี้พิเศษของบุคคลศึกษาอบรมค้นพบจิตใจคล่องแคล่วแล้วอยู่ในการควบคุมจิตแล้วซึ่งกลายเป็นเวทนาเป็นผัสสะที่มีสติสมกับได้รับผัสสะมีผัสสะเกิดขึ้นแล้วก็มีสติเกิดขึ้นด้วยติดตามมาด้วยพร้อมกันสติเป็นเหตุให้นึกได้ว่าอะไรเป็นอะไร อะไรคืออะไร อะไรเพื่ออะไรสตินี้ทำให้ผัสสะนั้นฉลาดผัสสะนั้นไม่โง่ซึ่งจะไม่เกิดผลอย่างเดียวกับผัสสะโง่ในกรณีที่ผัสสะเกิดผลอย่างเดียวกับผัสสะโง่ใยกรณีของผัสสะโง่ทำให้เกิดอุปาทานขันต์หรือเกิดปฐิจตุบาทชนิดที่เป็นทุกข์ถ้าในกรณีที่ผัสสะมันฉลาดมันก็เกิดเพียงขันต์ด้วนๆ ไม่เกิดอุปาทานขันต์มันก็ไม่เป็นทุกข์ในสายของปฐิเจตวาทมันก็ไม่เดินไปตามสายนั้นมันก็หยุดชงักที่มีสติมีผัสสะไม่เกิดเวทนา ตัญหาอุปาทานจนเป็นทุกข์แต่มีสติเต็มที่ในขณะของผัสสะสตินั้นเป็นเหตุให้รู้ว่านี่คืออะไร นี่คืออย่างไร นี่เพื่ออะไรแต่มันก็มีความรู้ว่าจะต้องทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เกี่ยวกับผัสสะอันนี้จะเกิดเวทนาหรือไม่เกิดเวทนามันก็รู้กันแล้วว่าต้องทำอย่างไรถ้าเราทำไปตามที่สมควรเป็นจิตที่เป็นไปตามสมควรอย่างถูกต้องมันก็สำเร็จจิตแล้วก็ไม่มีทุกข์ปฐิจตุบาทไม่ได้เดินในรูปที่เป็นทุกข์กายเป็นเดินไปในรูปที่มีสติ มีปัญญา มีสัมปชัญญะถือว่าจะต้องทำอย่างไรก็ทำไปอย่างถูกต้องก็เลยไม่มีทุกข์นี่คือเค้าโคลงเรื่องของพฤติชีวิต ชีวิตมันมีเค้าโคลงอยู่อย่างนี้มีส่วนประกอบต่างๆกันอย่างที่ว่ามาแล้วที่เป็นธาตุก็เป็นธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ วิญญาณคือมันตรงกับอสันตนะภายในภายนอกก็ทำให้เกิดวิญญาณ ก็เกิด ผัสสะ เวทนา ตัญหา พาตาลแล้วแต่กรณี
เราจึงรู้จักให้ดีในขณะเช่นเดียวกับผัสสะ อยันตนะภายในภายนอกเรามีวิญญาณทำหน้าที่กันนั้นเกิดผัสสะต้องมีสติมีความรู้ที่ถูกต้องนี้ตามธรรมดาเราไม่ได้มีความรู้มาตั้งแต่ในท้องเราก็เลยไม่รู้ทั้งเด็กทารกหรือเด็กทั้งหลายก็เดินมาตามธรรมชาติธรรมดาที่ไม่มีไม่รู้มันก็เลยมีอุปาทานมีปฐิจตุบาทและไม่เป็นทุกข์ในบาลีกล่าวไว้อย่างน่าขันว่าเด็กนั้นไม่มีความรู้เจตมุติปัญญาวิมุติเด็กนั้นก็ยินดียินร้ายตามเวทนาเกิดปํญหาอุปาทานเป็นทุกข์อย่างนี้ซ้ำๆซากๆจนเคยชินเป็นนิสัยคือเรื่องของคนทีนี้กว่าจะโตพอได้รับคำสั่งสอนเรื่องนี้เข้าใจเรื่องนี้หลักมันมีหลักเกณฑ์จะมีสติในขณะผัสสะทีนี้สติในผัสสะอย่าให้ผัสสะทำให้เกิดทุกข์ขึ้นมาได้ทีนี้มันก็ไม่มีก็มันมีอยากมันมีได้อยากดังนั้นเราจึงต้องฝึกสมาธิ ฝึกกรรมฐาน ฝึกวิปัสนาก็เลยมีสติมากเพียงพอ มีสมาธิมากเพียงพอเพื่อเราจะได้มีสติ
ในขณะผัสสะปัญหาใหญ่มันมีอยู่ที่ว่ามันไม่มีสติในขณะผัสสะการปรุงแต่งของจิตก็ปรุงแต่งไปในทางที่เป็นทุกข์ทีนี้เราจะมีสติให้ทันให้พอในขณะผัสสะถ้าไม่ทันไม่พอเราก็ต้องพัฒนาคือทำให้มันมีขึ้นมานี่คือการฝึกเรียกว่าฝึกวิปัสนา ทำกรรมฐาน ทำสมาธิ ทำสมาถะอะไรแล้วแต่จะเรียกความมุ่งหมายแท้จริงจะได้มีสติเพียงพอเลวทันด้วยเพียงพอด้วยทันฟันด้วยในขณะแห่งผัสสะนั่นเองถ้าปล่อยงุ่มง่ามไปตามธรรมชาติของคนตามธรรมชาติมันก็ไม่ทันมันไม่มากพอและมันก็ไม่ทันพฤติในจิตก็เป็นไปในทางผิดเป็นทุกข์ขึ้นไปเป็นทุกข์ขึ้นๆไปเดี่ยวนี้จะเอาตัวรอดกันแล้วก็ต้องฝึกสติให้มากพอและเลวทันคนที่มันมาเป็นทุกข์ในขณะที่ผัสสะก็มีสติเสียสติก็กลายเป็นสัมปชัญญะควบคุมสตินั้นด้วยปัญญาอย่างถูกต้องว่าทำอย่างไรอย่างไรผัสสะนั้นก็ไม่เดินไปในทางที่จะเป็นทุกข์
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม