สารบัญ
หน้าที่ 7 - ฝึกสมาธิฝึกวิปัสนา
ก็ประกอบด้วยสติปัญญารู้ว่าอะไรเป็นอะไรจะต้องทำอย่างไรทำถูกต้องทั้งหมดไม่ทำผิดก็ไม่เป็นทุกข์นี่อานิสงฆ์ของการที่มีของการฝึกสมาธิฝึกวิปัสนามีความมุ่งหมายส่วนใหญ่อยู่ที่ตรงนี้คือตามธรรมชาติตามธรรมดาคนเราไม่มีสติต้องฝึกให้มีให้มากและให้เร็วรวบรวมปัญญารู้เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเป็นความรู้ที่เพียงพอแล้วก็สติเอามาใช้จะพิจารณา เวทนาสัญญาพิจารณาเห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้ก็เลยไม่เกิดอุปาทานขันต์ขันต์ทั้งหลายก็เป็นขันต์ธรรมดาไม่เป็นอุปาทานขันต์แล้วก็ไม่เป็นทุกข์เนี่ยขอให้มองประโยชน์อันใหญ่ยิ่งของการฝึกจิตภาวนาเพื่อว่าเราจะได้มีสติเร็วทันในขณะผัสสะและเราจะมีเวลามากพอสำหรับพิจารณาผัสสะและเวทนาเป็นต้น
ซึ่งก็เลยต้องตรวจไม่ต้องมีความทุกข์ถ้าเป็นผู้คล่องแคล่วในการฝึกจิตอย่างนี้แล้ววันหนึ่งมันจะกระทบอารมณ์กี่ครั้ง กี่ 10 ครั้ง กี่ 100 ครั้งก็ไม่เกิดทุกข์เป็นไปตามที่มันจะเป็นจะต้องทำอะไรใหมจะต้องทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็ทำถ้าไม่เกี่ยวกับจะต้องทำอะไรก็ปล่อยให้เลิกไป เลิกไปเองแปลว่ามีแต่สิ่งที่ทำที่ควรทำให้สำเร็จประโยชน์สิ่งที่ไม่ควรทำไปทำเข้าแล้วเป็นทุกข์ไม่ต้องมีมีไม่ได้ก็ได้นี่เรียกว่าจะเรียกว่าความรับที่สุดของธรรมชาติของมนุษย์ก็ได้เหมือนกัน ความรับที่สุดของมนุษย์จะเป็นทุกข์หรือไม่เป็นทุกข์มันมีอยู่อย่างนี้ถ้าเข้าใจกันให้ดีให้ถูกต้องแล้วมันก็ไม่เหลือนิสัยที่จะควบคุมจิตไปในทางที่ถูกต้องไม่มีความทุกข์เลยนี่คือจิตตภาวนาในพุทธศาสนามีความมุ่งหมายอย่างนี้เพื่อประโยชน์อย่างนี้เพื่อให้มนุษย์ไดรับอานิสงฆ์อย่างนี้จึงมีอยู่และก็สอนสืบๆกันมา
จนกระทั่งทุกวันนี้ในวันนี้เรามาก็ได้พูดถึงสิ่งที่เรียกว่าส่วนประกอบและโครงสร้างของสิ่งที่เรียกว่าชีวิตสิ่งที่เรียกว่าชีวิตก็ที่เรียกสมมุติกันว่า คน คน คนสมมุติโดยใช้สิ่งที่มีชีวิตเป็นไปตามธรรมชาติส่วนประกอบของมันก็คือธาตุทั้ง 4อายันตนะทั้ง 6 ขันต์ทั้ง 5เหล่านั้นแหละเป็นส่วนประกอบนี้โครงสร้างที่บอกเกี่ยวเนื่องกันมาอย่างนี้เกี่ยวเนื่องโยงใยกันอย่างนี้มีการกระทำผิดก็ไม่มีสติก็เป็นทุกข์ที่สร้างขึ้มาเพื่อเป็นทุกข์ถ้าเผอิญมีสติมากและพอมันก็ไม่มีความทุกข์เป็นโครงที่สร้างขึ้นมาสำหรับไม่เป็นทุกข์ได้รับประโยชน์ในการที่จะมีชีวิตหวังว่าผู้ที่สนใจคงมองเห็นประโยชน์คงจะได้สนใจรู้จักมันตามที่เป็นจริงในเรื่องของส่วนประกอบและโครงสร้างของชีวิตดังที่กล่าวมานี้
ทุกๆประการควรจะไต่ถามหาความรู้ความเข้าใจให้ชัดเจนถ้ายังไม่เข้าใจส่วนใหนก็ศึกษาให้เข้าใจชัดเจนเข้าใจในโครงสร้างอันเป็นความรับที่สุดของธรรมชาตินี้ให้จงได้และจะไม่กระทำผิดอีกต่อไปกลายเป็นมนุษย์ที่มีความรู้เรื่องจิตตวิมุติ ปัญญาวิมุติเป็นลำดับไปไม่มีความทุกข์เลยเป็นเด็กอยู่ในท้องมารดาเกิดมาไม่มีความรู้เรื่องนี้เลยจิตตวิมุติ ปัญญาวิมุติก็ต้องไปทุกข์ก็เป็นไปอย่างทุกข์ทีนี้พอโตถึงเท่านี้ศึกษาได้แล้วก็ศึกษารู้แล้วก็จะเป็นไปในทางที่ไม่ทุกข์การบรรยายนี้สมควรแก่เวลาขอยุตติไว้แต่เพียงเท่านี้นี่คือเรียน ก ข กกาของพุทธศาสนาในเรื่องธาตุเรื่องอยันตนะเรื่องขันต์นี่คือเรียน ก ข กกา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม