 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32349" type="text/javascript"></script> |
|
สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาในฐานะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา
นิสิตนักศึกษาครูบาอาจารย์ทั้งหลายการบรรยายในครั้งนี้จะได้บรรยายโดยหัวข้อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาบาลีว่าธรรมทั้งปวงธรรมแปลว่าสิ่งนี้สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาในฐานะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาเราได้ใช้เวลาไม่มากมายอะไรแต่จะพูดถึงสิ่งที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาคือหลักก
post ครั้งแรก: Thu 23 August 2007, 3:10 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 28 August 2007, 12:35 pm
|
หน้าที่ 1 - สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาบาลี
นิสิตนักศึกษาครูบาอาจารย์ทั้งหลายการบรรยายในครั้งนี้จะได้บรรยายโดยหัวข้อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาบาลีว่าธรรมทั้งปวงธรรมแปลว่าสิ่งนี้สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาในฐานะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาเราได้ใช้เวลาไม่มากมายอะไรแต่จะพูดถึงสิ่งที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาคือหลักการที่ว่าทุกสิ่งนั้นมิได้เป็นตัวตนตามธรรมชาติมิได้เป็นตัวตนเมื่อไปยึดถือเอาเป็นตัวตนมันก็เปลี่ยนรูปเป็นของหนักขึ้นมาระบบขบกัดผู้ที่ยึดถือว่าเป็นตัวตนนั่นแหละให้มีความทุกข์มีความลำบากใจความมันก็มีเท่านี้ทุกสิ่งตามธรรมชาติเป็นไปตามธรรมชาตินั้น
มิใช่ตัวตนแต่พอถ้าจิตใจของใครมันโง่ไปทำความรู้สึกเป็นตัวตนขึ้นมามันก็มีปัญหาใหญ่หลวงแหละคือมีความทุกข์แล้วเราจะพูดถึงหัวใจของพุทธศาสนาในเวลาอันไม่นานนี่แต่ท่านทั้งหลายจะต้องตั้งใจฟังให้ดีๆกำหนดข้อความให้ดีๆคือให้เข้าใจและใช้เป็นประโยชน์ได้โดยเข้าใจความหมายของคำว่าทุกสิ่งมิใช่ตัวตนจงทำให้เป็นเวลาที่สำคัญที่สุดที่จะฟังเรื่องอันสั้นๆนี้ด้วยจิตใจด้วยสติสัมปชัญญะทั้งหมดให้เข้าใจถึงที่สุดโดยทำในใจว่าหัวใจของพระพุทธศาสนาทุกสิ่งไม่ใช่ตัวตนมีเท่านั้นทุกสิ่งไม่ใช่ตัวตนถึงจะต้องปฎิบัติกับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนอย่างไรอันนั้นมันก็มีเรื่องยืดยาวไปเต็มรวมอยู่ในความหมายที่ว่าต้องปฎิบัติให้ถูกต่อความหมายของสิ่งนั้นมิใช่ตัวตนมันยืนหลักว่าทุกสิ่งไม่ใช่ตัวตนเรื่อยๆไปและที่เคยบอกมาบ้างแล้วว่าพุทธศาสนาโดยแท้ก็มีอยู่พุทธศาสนาที่ปรุงใหม่แยกออกไปเป็นนิกาย นิกาย นิกายตั้งหลายนิกายที่เป็นนิกายใหญ่ๆเป็นหลักเป็นประธานก็มีตั้ง 18 นิกายอย่างนี้อย่างนี้ไม่ต้องรู้ก็ได้เพราะต้องการให้รู้แต่เพียงว่าแม้จะแยกออกไปเป็นกี่นิกาย กี่นิกายก็ตามทีแต่เรื่องที่เป็นหัวใจของคำสั่งสอนจะตรงกัน
ในข้อนี้ข้อที่ว่าทุกสิ่งมิใช่ตัวตนมีคำอธิบายปีกย่อยเรื่องประกอบอะไรต่างๆมีอีกมากมายไปตามแบบแผนของนิกานของตนๆๆตางกันเป็นธรรมดาแต่หัวใจของคำสั่งสอนที่จะดับทุกข์ได้มันตรงเป็นประโยคเดียวกันหมดว่าธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตามิใช่ตัวตนถ้าเข้าใจสิ่งนี้ ปฎิบัติสิ่งนี้ ได้รับผลจากสิ่งนี้ก็เป็นอันว่าจบเรื่องการได้ฟังอย่างนี้ที่ได้ฟังทั้งหมดในพุทธศาสนาการได้ปฎิบัติอย่างนี้จะปฎิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนาคือปฎิบัติอย่างที่รู้ว่าไม่มีตัวตนปฎิบัติต่อสิ่งทั้งปวงอย่างที่ไม่มีตัวตนเป็นการปฎิบัติทั้งหมดในพุทธศาสนาถ้าได้รับผลจากการปฎิบัตินี้ก็เป็นการได้รับผลทั้งหมดทั้งสิ้นในพุทธศาสนาหรือมรรคผลนิพพานทั้งหมดทั้งสิ้นในพุทธศาสนา
ฉะนั้นขอให้ตั้งใจฟังให้ดีแม้ว่าจะอยู่ในชั้นเยาวัยอายุยังน้อยได้ยินมาน้อยได้ศึกษามาน้อยก็ไม่เป็นไรขอแต่ให้สนใจฟังให้ดีในข้อนี้ให้เข้าใจได้คำว่าตัวตน ตัวตนนั้นเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่จริงตัวตนเป็นสิ่งที่มิได้มีอยู่จริงแต่จิตมันปรุงความคิดว่าตัวตนได้มาเป็นเพราะจิตจิตมันก็รู้สึกอย่างนั้นมันก็เลยมีตัวตนขึ้นมาสำหรับจิตนั้นเนี่ยตัวตนเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีอยู่จริงโดยธรรมชาติ
แต่กลายเป็นมีอยู่จริงเพราะจิตมันคิดว่าอย่างนั้นทุกอย่างมันสำเร็จด้วยจิตจะต้องรู้ข้อนี้รู้ข้อที่ว่าจิตมีอยู่เป็นตัวเรื่องเป็นตัวของเรื่องแต่จิตนั้นก็มิใช่ตัวตนจิตอาจจะคิดว่าตัวตนก็ได้มิใช่ตัวตนก็ได้แล้วแต่ไอ้สิ่งที่มาแวดล้อมให้จิตคิดคิดตามธรรมชาติของจิตนี่ถ้ามันมีความรู้สึกประเภทหนึ่งคือความยินดียินร้ายเข้ามาแล้วมันก็จะปรุงความคิดต่อไปว่ามีตัวตนคือผู้ยินดียินร้ายเกิดเป็นตัวตนขึ้นมาในการบรรยายครั้งที่แล้วเรื่องรอยของพระธรรมก็ได้บอกแล้วว่าหัวใจการปฎิบัติทั้งหมดคือการมีสติสัมปชัญญะนำวิชาและโทรมนัดในเรื่องทางโลกออกเสียได้ถ้าท่านยังจำประโยคนี้ได้ดีเข้าใจประโยคนี้ได้ดีก็จะเข้าใจเรื่องต่อไปนี้ได้โดยง่ายในครั้งที่แล้วมาได้เน้นแล้วเน้นอีกเน้นแล้วเน้นเล่า
หลักปฎิบัติมีอยู่ว่ามีสติสัมปชัญญะนำอวิชชาและโทรมนัดในโลกออกเสียได้ขอย้ำใจความอีกครั้งหนึ่งว่าเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจข้างนอกมันก็มีรูปเสียงบตตะภะธรรมรมณ์ 6เหมือนกันข้างใน 6 ข้างนอก 6เป็คู่ปรับกันพอมันถึงกันเข้ายกตัวอย่างเช่นตาพบกับรูปข่งนอกก็มีผัสสะแล้วก็มีเวทนาคือความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจนั่นแหละคือตัวความยินดียินร้ายสุขเวทนาก็ยินดี ทุกขเวทนาก็ยินร้ายเมื่อมีความยินดียินร้ายแล้วมันจะปรุงไปตามลำดับเป็นความรู้สึกว่ามีตัวตนหรือตัวกูผู้มีความยินดียินร้ายนั้นเองยกตัวอย่างง่ายๆสักเรื่องหนึ่งเช่นว่าถูกยุงกัดพอยุงกัดแล้วก็เจ็บปวดมันก็ยินร้ายก็เจ็บปวดมันก็ยินร้ายไอ้ความรู้สึกยินร้ายมันจะปรุงให้เกิดความรู้สึกว่าตัวกูถูกยุงกัดแล้วก็เจ็บปวดตัวกูเจ็บตัวกูปวดเป็นทุกข์ไอ้ความรู้สึกว่าตัวกูๆ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม