 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32349" type="text/javascript"></script> |
|
สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาในฐานะเป็นหัวใจของพุทธศาสนา
นิสิตนักศึกษาครูบาอาจารย์ทั้งหลายการบรรยายในครั้งนี้จะได้บรรยายโดยหัวข้อว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาบาลีว่าธรรมทั้งปวงธรรมแปลว่าสิ่งนี้สิ่งทั้งปวงเป็นอนัตตาในฐานะที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาเราได้ใช้เวลาไม่มากมายอะไรแต่จะพูดถึงสิ่งที่เป็นหัวใจของพุทธศาสนาคือหลักก
post ครั้งแรก: Thu 23 August 2007, 3:10 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 28 August 2007, 12:35 pm
|
หน้าที่ 5 - เมื่อไรมีความยึดถือยึดมั่นถือมั่นเมื่อนั้นก็เป็นทุกข์
อัตตานีญาถ้าเรียกเป็นบาลีคำพูดก็มีว่าอัตตาตน อัตตนียาของตนทีนี้ถ้ามันโกรธจัดขึ้นมาตัวกูหรือของกูก็เรื่องเดียวกันอัตตาหรืออัตตนียาอยู่ในรูปตัวตนหรือของตนก็ได้อยู่ในตัวกูหรือของกูก็ได้เมื่อนี้รู้สึกว่าเป็นอัตตา อัตตนีญาก็เป็นความทุกข์ทันทีก็มันเป็นการหิ้วของหนักในทันทีที่เกิดความรู้สึกว่าตัวตนอย่างนั้นมันก็หิ้วตัวเองหิ้วตัวตนเป็นของหนักตัวตนเป็นของหนักก็มีความทุกข์เพราะตัวตนไปยึดถือเอาของที่ไม่ใช่ของตนมาของๆตนเอามาเป็นของหนักเหมือนของหนักก็หิ้วของๆตนหิ้วของตัวเองก็หนักหิ้วของๆตัวเองก็หนัก
นี่คือตัวความทุกข์จึงกล่าวไว้เป็นหลักด้วยสำคัญอีกข้อหนึ่งว่าเมื่อไรมีความยึดถือยึดมั่นถือมั่นเมื่อนั้นก็เป็นทุกข์ความทุกข์เกิดขึ้นเพราะความยึดมั่นถือมั่นระวังอย่าให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นเพราะตัวกูเป็นตัวกูหรือถูกเป็นของกูขึ้นมาระวังอย่าให้มีการกระทำที่โง่เขาในจิตในใจปรุงเป็นตัวกูหรือของกูขึ้นมาว่าเป็นตัวตนหรือของตนขึ้นมาระวังอย่าให้มีการปรุงอย่างนี้มันก็ไม่มีการหิ้วของหนักเมื่อไม่มีการหิ้วของหนักมันก็ไม่รู้สึกหนักคือมันไม่เป็นทุกข์พอมีตัวตนในอะไรก็จะต้องเป็นทุกข์ในเรื่องนั้น
เพราะเหตุนั้นอย่างที่ฉันจะกล่าวไว้ง่ายๆว่าคนโง่เป็นปุถุชนคนโง่มีอะไรมีเงินก็ต้องเป็นทุกข์เพราะเงินมีควายก็ต้องเป็นทุกข์เพราะควายมีนาก็ต้องเป็นทุกข็เพราะนามีบ้านเป็ทุกข์เพราะบ้านมีรือกสวนเป็นทุกข์เพราะเรือกสวนมีเงินก็เป็นทุกข์เพราะเงินนี่มันน่าละอายคนโง่มีอะไรจะต้องเป็นทุกข์เพราะเหตุนั้นมีบุตรก็เป็นทุกข์เพราะบุตรมีภรรยาก็เป็นทุกข์เพราะภรรยามีสามีก็เป็นทุกข์เพราะสามีอันนี้สำหรับคนโง่ที่มีแต่จะปรุงอะไรๆขึ้นมาให้เป็นตัวตนเป็นของตนอยู่อย่างง่ายดายอย่างรวดเร็วและอย่างตลอดเวลาขอให้สนใจเรื่องนี้
ซึ่งเป็นเพียงเรื่องเดียวเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนาสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามธรรมชาตืธรรมดานั้นมันไม่ใช่ตนไม่ใช่ของตนแต่เกิดความรู้สึกเป็นตนของตนขึ้นมาได้ก็ในขณะที่มันโง่ที่มันโง่มันไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนมาหรือว่าไม่เคยได้ยินได้ฟังจากท่านผู้รู้ผู้เห็นมันปล่อยไปตามอำนาจของอวิชชาคือธรรมชาติที่ปราศจากความรู้วัตถุต้องมีแต่ความไม่รู้แล้วมันก็ต้องปรุงอย่างนี้เสมอไปขอให้สนใจเป็นพิเศษในฐานะเป็นหัวใจของพุทธศาสนามีการปรุงเป็นตัวกูเป็นของกูเมื่อไหล่ก็มีความทุกข์เหมือนนั้นจะไม่ให้ปรุงอย่างนั้นก็ต้องมีสติสัมปชัญญะจะมีสติสัมปชัญญะมันก็ตองฝึกฝนทางจิตที่เรียกว่าทำกรรมฐานทำภาวนาทำอะไรก็ตามเป็นการฝึกฝนทางจิตจนรู้จักควบคุมจิตรู้ทันเวลาที่มีอะไรมากระทบไม่เปิดโอกาสเป็นตัวตนของตนเรื่องมันจะจบมันก็ไม่มีความทุกข์ถ้ามีโอกาสมีเวลาก็ไปฝึกสติมาถึงภาวนาแบบที่มันทำให้มีสติสัมปชัญญะมีอยู่เป็นแบบมีตัวอย่างไว้ใช้ศึกษาปฎิบัติอยู่เป็นประจำเราก็จะมีความเปลี่ยนแปรงคือจะไม่หลงคิดนึกปรุงแต่งเป็นตัวตนนี้
โดยทั่วไปในเวลาที่มีอยู่คือผัสสะในขณะที่มีผัสสะในกรณีที่มีผัสสะผัสสะคือมีอะไรมากระทบตากระทบหูมีอะไมากระทบจมูกมีอะไรกระทบผิวหนังมีอะไรมากันกระทบต้องจิตใจที่เรามีอยู่วันนั้นพอมีผัสสะแล้วมันไม่มีปัญญามันก็มีความโง่มันก็ปรุงไปตามแบบความโง่ของมันมีเกิดเวทนาออกมาสำหรับยินดีและออกมาๆเรียกยินร้ายทั้งนั้นแหละทุกคู่ไปพอเกิดควมยินดียินร้ายแล้วก็เกิดตัวตนเป็นทุกข์ไปตามแบบของตัวตนมันคอยทุกข์คนระวังตลอดเวลาในชีวิตประจำวัน
เมื่อมีผัสสะเมื่อไม่มีผัสสะไม่มีอะไรผัสสะคือมีอะไรมากระทบตามีอะไรมากระทบหูมีอะไรมากระทบจมูกมีอะไรมากระทบลิ้นมีอะไรมากระทบผิวหนังมีอะไรมากระทบจิตใจตอนนั้นเรียกวามีผัสสะพอมีผัสสะแล้วมันไม่มีปัญญามันก็ไม่มีความโง่มันก็มีการปรุงไปตามแบบความโง่เกิดเวทนาออกมาสำหรับยินดีเวทนาออกมาสำหรับยินร้ายทั้งนั้นทุกคู่ไปพอเกิดความยินดียินร้ายมันก็เกิดตัวตนก็เป็นทุกข์ไปตามแบบของตัวตนนั่นขอให้ทุกคนระวังตลอดเวลาในชีวิตประจำวันเมื่อมีผัสสะเมื่อไมีผัสสะไม่มีอะไรมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจไม่มีเรื่องๆว่างสบายพอมีอะไรมากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจระวังให้ดีมันจะมีความยินดีหรือมิฉะนั้นก็มีความยินร้ายเอายินดียินร้ายก็ตัวกูของกูล้มลุกคลุกคลานตามแบบที่มีตัวกูของกูนี่เป็นใจความสำคัญ
รายระเอียดปลีกย่อยหรือคำพูดจะพูดให้ชัดเจนกว่านี้ก็จะรู้ได้เองขอให้จำใจความสำคัญให้ได้ว่าถ้ามียินดียินร้ายเมื่อไหล่มันก็ปรุงเป็นตัวกูของกูเมื่อนั้นแล้วความคิดที่ว่าตัวกูของกูมันก็เป็นไปอย่างสุดเหวี่ยงของมันทุกข์แล้วทุกข์อีกทุกข์แล้วทุกเล่าตัวกูเกิดอย่างนี้ทุกที่ก็เป็นทุกข์
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม