 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32350" type="text/javascript"></script> |
|
|
ชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา(1)
ท่านนักเรียนนักศึกษาครูบาอาจารย์และท่านที่สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้คิดว่า จะพูดเรื่องที่เนื่องกันกับปีใหม่ เพราะว่าอีกสองสามวันก็จะถึงปีใหม่แล้ว เราควรได้พูดเรื่องที่เกี่ยวกับปีใหม่ ดังนั้นก็จะให้หัวข้อในการพูดวันนี้ว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา
post ครั้งแรก: Thu 23 August 2007, 4:53 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 1 November 2007, 10:36 am
|
หน้าที่ 3 - สติปัญญาต้องพัฒนา
เป็นกันมากขึ้นมันควบคุมอะไรไม่ได้ มันก็มีไขมันในเลือด มันก็มีความดันสูง หลายอย่างหลายประการ ซึ่งทรัพย์ทวีขึ้นในโลกนี้มันก็มีความผิดพลาดเกี่ยวกับระบบจิต ซึ่งทำให้ระบบกายวิปริตไปโดยเท่าเทียมกัน ถ้าเรามีกายที่ปกติ โรคเหล่านี้ก็จะไม่เกิดขึ้นเหมือนอย่างคนพุทธกาลสมัยโบราณที่เขาอยู่กันพวกฤาษีมุณีที่อยู่ในป่าคนเดียวก็ได้ไม่ได้ไปหาหมอที่ไหนเลยมันก็อยู่ชีวิตสิบปียี่สิบปี อยู่ด้วยชีวิตที่แก้ไข ชีวิตปรับปรุงพัฒนาชีวิตที่ถูกต้อง ไม่เหมือนเราที่มีความยุ่งยากและลำบาก เพราะว่าทำผิดพลาด จนต้องกินยาทั้งกลางวันกลางคืนเบื่อจะตายแล้ว
ที่ต้องกินยามากขนาดนี้ ซึ่งคนเมื่อก่อนเขาไม่กินกันเลยเขาก็อยู่ได้ ความถูกต้องในทางจิตใจ ถ้าไม่มีความปกติในทางระบบประสาทมันก็ดีมันก็ถูกต้อง ทางกายมันก็ดีมันก็จะถูกต้องพัฒนาลงหรือจะให้พัฒนาขึ้น ถ้ามันเป็นเรื่องของการเกิน อะไรเกิน ดีเกิน มากเกิน มันก็จะพัฒนาลงได้ เหมือนกับการครองชีวิต เหมือนมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ที่ทำให้เกิดโรคขึ้นมากมายหลายประการ จนเป็นปัญหาไปหมด ควรจะคิดดู
ที่นี้เราก็จะมาดู สิ่งที่สามคือสติปัญญาต้องพัฒนา นี้คือปัญหาที่สำคัญที่สุด เพราะสติปัญญานี้มันนำชีวิตนำทุกสิ่ง ถ้ามันผิดมันไม่พัฒนาแล้วมันก็จะลงอย่าง เลวร้ายด้วย มีอันตรายเป็นปัญหามาก เมื่อมันมีปัญหาเดียวโดยพื้นฐานเรามีสติปัญหาที่ถูกต้องหรือไม่หรือมันยังไม่พัฒนาเสียที โดยพื้นฐานเรามีพื้นฐานทางสติปัญญาหรือไม่ ทบทวนดู ถ้ามันถูกต้องมันก็จะยิ่งขึ้นไปยิ่งขึ้นไป มันก็จะเป็นการพัฒนา แต่ถ้าเดี๋ยวนี้มันไม่ถูกต้องว่ามันพัฒนาไปทางไหน ตัวเองทำผิดจนไม่ถูกต้อง เดี๋ยวนี้มันจะพัฒนาไปได้อย่างไร ถ้าทำมากเข้ามันก็ผิดมากเข้าเท่านั้นเอง จะเปลี่ยนความรู้ให้ถูกต้อง หรือจะเปลี่ยนความรู้อย่างไรดี ความให้ความสนใจ ที่เป็นพื้นฐานที่สำคัญที่สุด เช่นวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณี เป็นต้น
คนเดี๋ยวนี้ละเลยขนบธรรมเนียมประเพณีโอกาสที่จะตั้งต้นผิดพลาดอย่างมากทีเดียว เช่นว่า เมื่อเด็กคลอดมาจากครรภ์มารดาแล้วจะอบรมอย่างไรโดยวัฒนธรรมนั้นมันก็ถูก คำว่าวัฒนธรรมมันก็มีจุดเริ่มต้นทั้งทางร่างกายความคิดความเห็นที่ดี ความเจริญก้าวหน้า ที่ถูกต้อง แต่ถ้าเด็กเติบโตมาผิดที่ เด็กคนนี้ก็ไม่มีความถูกต้องต่อไป มีแต่ไปผิดพลาดมากขึ้นสติปัญญาก็ผิด ความนึกคิดผิด ความเชื่อผิด การศึกผิดมันก็ผิดไปเรื่อยมีความผิดพลาดในที่สติปัญญาในการพัฒนาไม่เป็น
ขอให้ทุกคนมองเห็นข้อนี้เถิด มันอยู่ที่ผู้ใหญ่มันตั้งต้นผิดทำให้เด็ก ๆ ของเราคลอดออกมาในภาวะแวดล้อมที่ผิด และก็มีผลร้ายเกิดขึ้นที่หลัง จนเห็นว่าเด็ก ๆ ในสมัยนี้ไม่มีบุญไม่มีบาปเอาแต่อารมณ์ของตนเอง กระด้างหยาบคาย
นี้ก็คือตั้งต้นมาผิดไม่เหมือนกับเด็ก ยุคสมัยก่อนทำให้มันกลัวบาป ให้มันยึดถือกันในเรื่องบุญเรื่องบาป เด็กที่ยุคตั้งต้นให้มันกลัวบาป ให้มันยึดถือในเรื่องบุญเรื่องบาป นับตั้งแต่ว่าเขา ให้รู้จักพระเดชพระคุณของบิดามารดา อาตมาคิดว่าลูกเด็ก ๆ ในชั้นอนุบาล สามขวบ สี่ขวบ อย่ามาโง่ให้เขาเรียนหนังสือเลยพ่อแม่ครูบาอาจารย์อย่าไปเขี้ยวเข็ญให้เขาเรียนรู้ความถูกต้องทางกายทางจิตจะดีกว่าเด็กโรงเรียนอนุบาลวันแรกเราให้เรียนเรื่องความถูกต้องทางกาย ทางจิต ทางวิญญาณ อย่างพึ่งเรียน ก.ข.ค.เลข ให้มันโง่ ให้ลงรากฐานที่มันไม่เป็นไปถูกต้องในทางวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมที่ดี ที่จะไปเป็นพื้นฐานของชีวิตลูกเด็ก ๆ เล็กมาโรงเรียนวันแรกของเด็กอนุบาล ต้องเรียนให้เขารู้ว่าแม่นี้คืออะไร พ่อนี้คืออะไร
เขาเกิดขึ้นมาได้อย่างไร สำหรับอะไรเพื่อประโยชน์อะไร อย่างนี้เรื่อยไปจนเขารู้สึกรัก แม่ พ่อเหลือประมาณ รักครูบาอาจารย์เหลือประมาณมีรากฐานที่ถูกต้องลงไปจิตใจ ว่าเราเกิดมาทำไม เราจะต้องทำอะไร เรียนอย่างนี้เรื่อยไป ก.ข ค.ง. ค่อยเรียนที่หลัง เรียนเพิ่มที่ละตัวสองตัวก็ได้ แต่ที่เรียนอยู่ บนพื้นฐานนั้น แม่นี้คืออะไรขึ้นไป เพราะมันมากขึ้นไปเพราะมันมากขึ้นทุกที น้ำนมของแม่นี้คืออะไร หยาดเหงื่อของแม่นั้นคืออะไรมากขึ้น ๆ ทุกเดือนทุกปีจนกระทั้งรู้ว่าชีวิตนี้คืออะไร เกิดมาทำไม หนังสือหนังหาวิชาความรู้จนวิชาชีพ ค่อยเรียนทีหลัง ทั้งนี้เพื่อว่าวางรากฐานที่ดี
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม