 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32350" type="text/javascript"></script> |
|
|
ชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา(1)
ท่านนักเรียนนักศึกษาครูบาอาจารย์และท่านที่สนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายครั้งนี้คิดว่า จะพูดเรื่องที่เนื่องกันกับปีใหม่ เพราะว่าอีกสองสามวันก็จะถึงปีใหม่แล้ว เราควรได้พูดเรื่องที่เกี่ยวกับปีใหม่ ดังนั้นก็จะให้หัวข้อในการพูดวันนี้ว่าชีวิตเป็นสิ่งที่ต้องพัฒนา
post ครั้งแรก: Thu 23 August 2007, 4:53 pm ปรับปรุงล่าสุด: Thu 1 November 2007, 10:36 am
|
หน้าที่ 4 - รากฐานที่ดีภายในจิตใจ
เป็นรากฐานที่ดีภายในจิตใจภายในของเด็กทารกของคนวัยรุ่นคนหนุ่มคนสาว ถ้ามีพื้นฐานที่ดีรู้จักความเป็นมนุษย์ว่าคืออะไร มีความเชื่อได้อย่างมั่นคงแน่นแคว้นให้ได้ว่า เราเป็นมนุษย์ให้ได้นั้นต้องพยายามบังคับตนให้ได้จนเป็นที่หน้าพอใจว่าเราแท้จริงปัญหาก็จะหมดไป ทุกคนเป็นมนุษย์ได้อย่างถูกต้อง ตัวพวกนั้นก็จะมีความสุข และคนทั้งหลายที่อยู่ร่วมบ้านร่วมเมืองร่วมโลก เพียงว่าผู้คนมีความสงบสุขผู้อื่นได้รับประโยชน์
แค่นี้ก็พอแล้วไม่ต้องหวังอะไรมากไปกว่านี้ ในสังคมมนุษย์ผู้นั้นไม่มีความทุกข์มีความถูกต้อง ให้มีความสุขเป็นที่หน้าพอใจมีชีวิตที่ทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ด้วยทุกเวลานาที นี้คือความถูกต้อง ความเป็นมนุษย์โดยลำดับทั้งทางกายและทางจิต ทางวิญญาณ เห็นได้ว่าชีวิตของเขามีวิวัตนาการทั้งโดยธรรมชาติ ทั้งโดยที่เราปรับปรุงเพิ่มเติมให้นี้แหละคือการพัฒนาที่ต้องรู้ ที่ต้องเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งอย่างถูกต้องและอย่างสมบูรณ์
ที่นี้เรามาพูดถึงทางธรรมะเราก็ใช้คำว่าพัฒนา ด้วยการทำให้ถูกต้องทั้งทางกายและทางจิตและทางสติปัญญาซึ่งเป็นหลักสำคัญชั้นหัวใจพระพุทธศาสนา ท่านทั้งหลายเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้ว อาตมาคงไม่ต้อพูดก็ได้ว่าพระพุทธศาสนาเรามีหลักศีล สมาธิ ปัญญา แต่แล้วเราก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร ได้ยินได้ฟังมาจนชินหูเกินไปไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์ อาตมาจะบอกว่า ศีล สมาธิ ปัญญานั้นแหละ คือหลักของการพัฒนาของสิ่งมีชีวิต ศีล สมาธิ ปัญญานี้ในพระพุทธศาสนานี้เรียกว่าสิกขา หรือ
ศึกษามี ๓ อย่าง ๓ ประการนี้ใช้ในพระพุทธศาสนาใช้ภาษาบาลีเรียกว่าสิกขา
ถ้าเป็นภาษา สันตกฤษนี้เรียกว่าศึกษาเป็นภาษาไทยออกมาจากภาษาสันตกฤษแปลว่าศึกษาที่เป็นชื่อของกระทรวงศึกษาหรือไตรสิกขาสิกขา ๓ ก็ให้การศึกษา ๓ คือ
ศีลสิกขาคือศึกษาในส่วนศีล จิตสิกขาคือศึกษาในส่วนจิต ปัญญาศึกษาคือศึกษาในส่วนสติปัญญา คำว่าศสิกขาหรือศึกษานี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เรากระทำอยู่คือศึกษาในโรงเรียน ศึกษาเป็นวิชาศึกษาทฤษฎีศึกษาในกระดาษ ดินสอ สมุด ตำรับตำราศึกษาอย่างนั้นหรือศึกษาอย่างนี้ ไม่ใช่สิกขาในพระพุทธศาสนา
สิกขาในพระพุทธศาสนานั้นหมายถึงการกระทำหรือการประพฤติ โดยตรง ทำการเรียนรู้หรือการฝึกฝนไปโดยตรง ที่ลงไปในกาย
วาจา นี้เรียกว่าศีลสิกขา ศึกษาฝึกฝนลงไปโดยจิตนี้เรียกว่าจิตสิกขา จิตศึกษาเรียกว่าการฝึกฝนโดยตรง เกี่ยวกับระบบปัญญาวิชาความรู้ก็เรียกว่าปัญญาสิกขา เมื่อเรายืมคำว่าสิกขาในภาษาบาลีมาใช้ นี้เรียกว่าศึกษามาแล้วแต่อย่างเอามาแต่ชื่อให้เอาความหมายที่ถูกต้องมาด้วย ความหมายที่ถูกต้องนั้นคือการกระทำ มิใช่เป็นการเรียนวิชาอย่างล้วน ๆ ต้องให้เป็นรูปของการกระทำ
ถ้าเอาศีลสิกขามาก็ต้องเอาระบบความประพฤติที่ถูกต้องทางกาย ทางวาจานั้นในโรงเรียนของเราจะต้องมีการฝึกฝนธรรมให้เกิดความถูกต้องทั้งทางกายและวาจานั้นในโรงเรียนของเราจะต้องมีการฝึกฝนทำให้เกิดความถูกต้องทั้งทางกายและวาจา เดี๋ยวนี้ไม่เป็นอย่างนั้น ศึกษาแต่วิชาความรู้กับวิชาชีพนั้นก็ไม่มีความถูกต้อง ในทางกายและวาจา
นักศึกษาพวกนั้นไม่มีศีลเสียเลยจบการศึกษาแล้วยังไปเป็นฮิบปี้ จบการศึกษาแล้วยังไปบูชายาเสพติด จบการศึกษาสูง ๆ ได้งานสูง ๆ และก็ยังทำคอรัปชั่น แปลว่าการศึกษาให้สูง ๆ เพื่อมาทำคอรัปชั่นให้มันเก่ง ๆ ให้มันสูงตาม นี้คือการไม่รับเอาศีล และสิกขามาโดยแต่ปาก ยืมมาแต่ชื่อก็ศึกษาไปด้วยปากด้วยกระดาษและดินสอถ้ารับความหมายของคำว่าศีลและสิกขามาก็ต้องมีการศึกษาบังคับและฝึกฝนจนเกิดถูกต้องในทางกาย วาจาของเด็กและเยาวชนทุกคนนี้เรียกว่าศึกษาจริงที่นี้จิตสิกขาศึกษาทางจิต แปลว่าเด็ก ๆ เยวาชนของเรา ต้องได้รับการศึกษาให้รู้จักบังคับจิต บังคับจิตนี้ต้องอยู่คือไม่ฟุ้งซ่านในนิวรณ์และกิเลตให้มีจิตที่แจ่มใสมั่นคงเข็มแข็งปราศจากนิวรณ์ ก็เป็นจิตที่ดีมีสมรรถนะที่จะพร้อมทำการงานในทางจิต
ไม่ใช่อ่อนแอขี้ขาดหวาดกลัวหัวเราะง่าย นี้คือเป็นจิตที่ยังมิได้รับการอบรมหลักเกณฑ์ของศาสนา เด็ก ๆ ของเราควรมีการอบรมจิตใจ ที่มีความถูกต้องเสียจะดีกว่าเล่นกีฬานี้ก็ไม่พอ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม