สารบัญ
หน้าที่ 4 - ทิฐิ - อะทิฐิ
เครื่องเดินทางกันต่อไป ทั้งทางเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทาง คือสถานที่สูงยิ่ง ๆ ขึ้นไป ที่นี้มีทรัพย์เพื่อราชพี นี้เป็นความหมายโบราณ
ถ้าเป็นในปัจจุบันเราเรียกว่าเสียภาษี เมื่อก่อนนี้อะไร ๆก็สำเร็จที่พระราชา เดี๋ยวนี้การปกครองมันเปลี่ยนแปลงไป เพราะว่ามีรัฐบาลในนามของพระราชาหรือว่าสุดแท้ แต่ต้องมีคนทำหน้าที่อย่างพระราชา ทุกคนต้องมีทรัพย์สมบัติบริจาคเป็นราชพี เป็นการเสียภาษีทั้งหลาย
แต่เราก็ไม่อยากเสียภาษี ยังจะโกงภาษีอะไรต่าง ๆ อีกมากมาย นี้เรียกว่าไม่ตั้งใจที่จะประพฤติให้ตรงตามคำสอน และยังจะมีคำว่ามีทรัพย์เพื่อคำนี้ฟังดูก็แปลก เพราะว่า อติริจะนะ เพื่อแขกที่มาบ้านเรา คำว่า ทิฐินี้แปลว่า เวลาที่กำหนดไว้ อะทิฐิแปลว่าไม่กำหนดวันนั้นก็คือแขกนั้นเอง แขกมาบ้านเราเมื่อไรเรารู้ไม่ได้ ไม่ได้กำหนดวันผู้ที่ได้มาบ้านเรา นั้นมีวันกำหนดนี้เรียกว่าทิฐิ
อะทิฐิ คือผู้ที่ไม่กำหนดวัน เราต้องมีทรัพย์สมบัติตั้งไว้ เพื่อประโยชน์แก่ผู้ที่มาบ้านเราไม่กำหนดวันคือแขกนั้นด้วย ที่นี้ก็ขอให้คิดดูสักหน่อยพระพุทธเจ้าจะประสงค์อย่างไร ทรงบัญญัติไว้ให้มีทรัพย์สมบัติอยู่ส่วนหนึ่งสำหรับใช้จ่ายในการต้อนรับแขก ซึ่งในสมัยนี้คงไม่มีใครนึกถึงกันว่าหลักธรรมนั้นมีความสำคัญ เมื่อเรามีการตรัสรูของพระพุทธองค์ ถือว่ามันเป็นเรื่องใหญ่เป็นหลักการเรื่องหนึ่ง ที่เราจะต้องหยิบขึ้นมาพิจารณา
เราจึงต้องมีทรัพย์สมบัติไว้ใช้ในการต้อนรับแขก เช่น เราก็ต้องมีไว้ใช้กินเองไม่ต้องเสียภาษีเป็นต้น เรื่องแขกที่ไปมานี้ คนที่คิดหยาบ ๆ ก็ควรจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยไม่มีความหมายอะไร พระพุทธเจ้าทรงไม่มองอย่างนั้น เห็นว่าเป็นเรื่องธรรมเรื่องหนึ่ง มันเป็นเรื่องโบราณกาล ถือกัน
เป็นหลักว่าแขกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นตัวการแห่งความวินาศ หรือเป็นตัวการแห่งความเจริญได้เหมือนกัน มีคำกล่าวในนิติคำสอนในโบราณนู้นว่า ถ้าเราต้อนรับแขกดี แขกก็จะเอาความสิริมงคลมาให้ ถ้าต้อนรับไม่ดีก็จะขนความสิริมงคลในบ้านออกไปจนหมดสิ้นคำพูดอย่างนี้จะหมายความว่าอย่างไร ต้องพิจารณา
อาตมาอยากจะสรุปแต่เพียงว่าเราประพฤติผิดกับบุคคลที่มาเกี่ยวข้องกับเราจะได้รับผลร้ายอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ ที่ควรเจริญมันก็ไม่เจริญละมันกลับเสื่อมเสียหรือว่าเป็นเรื่องเสื่อมเสียไป เดี๋ยวนี้แขกผู้มาหามาสู่เรือนด้วยความระมัดระวังกันอย่างนี้หรือเปล่า หรือมันสำนึกไปถึงว่าแขกที่ดีเราก็ต้องต้อนรับให้ดี ถ้าแขกไม่ดีเราก็จะหาทางป้องกันหรือไม่ต้อนรับ มันก็ล้วนแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับทรัพย์เสมอ ที่พูดนี้เพียงแต่มุ้งหมาย ขอให้ท่านทั้งหลาย หยิบเอาเรื่องของคำว่าแขกหรือ อาคันตุกะที่ไปมาหาสู่นี้
ซึ่งเราพิจารณาในฐานะเป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง อย่าได้ทำเล่น ๆ ผิว ๆ เผินๆนี้ไม่ค่อยได้ เอาใจใส่ให้มันดีที่สุดเหมือนที่แล้ว ๆ มา โดยความไม่รู้เท่าถึงการ ร่วมกันว่าทรัพย์นั้นมีไว้ใช้จ่าย เกี่ยวกับแขกมาเยี่ยมเยียนมาพักอาศัยด้วย และ
ก็มีคำที่ว่าบุพะเตสตรีคือทรัพย์นี้จะต้องจ่าย เพื่อประโยชน์แก่บุคคล บรรพบุรุษผู้ล่วงลับไปแล้วด้วยที่นี้คงจะร่วมอยู่ในกลุ่มคำว่าเป็นการสืบสกุลไว้อย่างมั่นคง เมื่อนึกถึงบุคคลที่ตายไปแล้ว ก็จะต้องทำอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง
เพื่อประโยชน์แก่บุคคลเหล่านั้นการกระทำที่ดำรงไว้เพื่อสืบตระกูลวงศ์ อย่างมั่นคงหรือเป็นปึกแผ่นในระหว่างญาติทั้งหลายที่ยังมีชีวิตอยู่ มิใช่มุ่งหมายอย่างที่เข้าใจเองว่าอุทิศกุศลให้กับผู้ตายแล้ว เมื่อเป็นเปรตแล้วมันจะได้กินได้ใช้ อย่างนี้มันก็ถูกเหมือนกันแต่ความหมายที่แท้จริงคงจะไม่ใช่เพียงเท่านั้น คงจะกว้างไปถึงว่าการทำอะไร ที่มุ้งหมายบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วนั้นมันเกินไป ที่กำลังอยู่
นี้แหละที่ถามว่าทรัพย์สมบัตินี้มีเพื่ออะไร มันก็ไม่ใช่ว่าจะปลื้มอกปลื้มใจของบุคคลที่เป็นเจ้าของมันมีอยู่เชื่อความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้องทางวัฒนาการยิ่ง ๆ ขึ้นไป และก็ยังต้องใช้ป้องกัน สิ่งที่ควรป้องกันคือความผิดพลาดอันตรายเพื่อดีขึ้นหรือรักษาไว้คือสิ่งที่เราเรียกว่าสิริมงคล ในโลกนี้ ในปัจจุบันในชีวิตนี้ เพื่อเลี้ยงตัวเองเพื่อเลี้ยงครอบครัว เพื่อ ราชพีเป็นต้น
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม