สารบัญ
หน้าที่ 2 - อย่าลำเอียงอย่าเข้าข้างตนเอง
พระพุทธเจ้า ถึงอย่างไร ๆ ก็ต้องเปรียบกันแล้ววันนี้ ว่าคนที่ศึกษามาจากกลางดิน กับที่ศึกษามาจากวิทยาลัยมันรู้อะไรต่างกันอย่างไร
อย่าลำเอียงอย่าเข้าข้างตนเอง และก็จะไปเปรียบเทียบกันดู ว่าเรื่องที่เราศึกษาโรงเรียนมหาวิทยาลัย เพื่ออะไรและในที่สุดมันให้ผลอย่างไร ที่นี้จะมาศึกษาเรื่องกลางดิน เรื่องที่เกิดขึ้นกลางดิน อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ จากธรรมชาติทั้งหลาย เหล่านี้มันต่างกันอย่างไรทำไมจึงไม่คิดอย่างนั้น เดี๋ยวนี้การนั่งกลางดิน นี้แหละก็ขอให้ทำเป็นใจดีว่า จิตของคนที่นั่งกลางดิน ของคนที่นั่งอยู่บนเย้าบนเรือนที่ประดับประดาตบแต่งอยู่อาคารราคาล้าน ๆ นี้ นั่งอยู่บนนั้นจิตใจเป็นอย่างไร และมานั่งอยู่บนดินอย่างนี้จิตใจมันเป็นอย่างไร ลองเปรียบเทียบกันดู โดยหลักทั่วไปที่มีอยู่ว่า จิตใจจะเย็นกว่า จิตใจไหนจะเป็นอิสระกว่า จิตใจไหนที่จะรู้ธรรมชาติได้จริงกว่าอย่างนี้เป็นต้น
และในที่สุดเราก็จะรู้อะไรที่เรายังขาดอยู่ หรือที่มนุษย์มันยังขาดอยู่ ก็ได้จากการที่ความเลวร้ายในบนโลกนี้มีอยู่เพียงใด ก็เป็นอันกล่าวได้ว่า ก็ยังขาดความรู้อยู่เพียงนั้น การศึกษาทั่วโลกมันไม่ขจัดความเลวร้ายเหล่านั้น ถ้านึกได้อย่างนี้ก็จะวิ่งกันกลางดินและมานั่งกลางดิน มาสนใจเรื่องกลางดิน ของพระพุทธเจ้า เป็นอันว่าเรื่องแรกที่สุดคือเรื่องนั่งกลางดิน ในฐานะที่มีที่นั่งกลางดิน เป็นเครื่องต้อนรับท่านทั้งหลาย ไม่มีเก้าอี้ให้นั่ง ไม่มีพรมนั่ง ไม่มีอะไรทั้งนั้น มีแต่กลางดินให้นั่ง และต้อนรับในทางวัตถุ หรือในทางนี้ต่ำสุดเลย ไม่มีอะไรต่ำกว่านี้ เรามีหลักต่ำ ๆ นั้นแหละเราจะไปสูง ถ้าอยู่สูงก็มีแต่จะตกลงมาต่ำ ถ้ามีอยู่อย่างต่ำนี้ มันก็จะมีการกระทำ หรือความเป็นไปอย่างสูง ๆ ขึ้นไป จนเริ่มตั้งต้นการศึกษาด้วยการนั่งการดิน
เพื่อว่าจะได้รู้จักพื้นฐาน หรือรากฐานต่ำสุดของสิ่งทั้งปวง และจะได้รู้ไปตามลำดับ อย่าหาว่าท้าทาย แต่อยากให้รู้ว่าให้เรียนจบปริญญาเอก ในทั้งโลก แล้วมันก็โง่กันอยู่นั้นแหละ เพราะเราไม่ได้นั่งกลางดิน ขอให้มานั่งกลางดินให้เรียนรู้กฎธรรมชาติ หน้าที่ของกฎธรรมชาติ และก็เห็นด้วยของการตามมา ของท่านทั้งหลายต่อการมาสู้สถานที่นี้ โดยจะเชื่อว่าท่านทั้งหลายคงจะรู้สึกว่า ยังขาดความรู้ชนิดกลางดิน จึงต้องมาที่นี้และก็มานั่งกลางดิน เป็นเกลอกับธรรมชาติ เป็นเกลอกับต้นไม้ต้นไร่ เหล่านี้ล้วนแต่สอนทั้งนั้น แต่ว่าคนมันหูหนวก ตาบอดเอง มันไม่ได้ยินว่าธรรมชาติสอนอย่างไร
ธรรมชาติทั้งหลายเหล่านี้มันสอน แสดงความเปลี่ยนแปลงว่าเป็นอนิจ ไปเที่ยวเปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงก็ขอให้ดูด้วย ไอ้คนมันก็ตาบอด มันก็ไม่เห็นในความไม่เที่ยง หรืออนิจจังของสิ่งทั้งหลายทั้งปวง มันส่งเสียงร้องตะโกนว่าอย่าเที่ยวหลงใหลกันอยู่ นั้นแหละ และมันก็มากไปด้วยความหลงใหล มันจึงหาความสุขไม่ได้ ยิ่งเรียนมันก็ยิ่งไม่รู้เรื่องนี้เพราะว่ามันไม่ได้เรียนเรื่องนี้ การเล่าเรียนในโลกมันได้เรียนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เห็นสิ่งทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นสิ่ง เรียนแต่จะสร้างนั้นสร้างนี้ จะอยู่กินอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่เคยไม่ยินอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นต้น
จึงเป็นการสมควรที่ว่า จะต้องเรียนศึกษาเรื่องที่กำลังขาดอยู่ ที่ไม่เคยได้เรียนไม่เคยได้ยินได้ฟัง ก็จะได้เรียน
เรื่องอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นเรื่องความจริงของธรรมชาติ ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น แล้วมันแสดงอาการอย่างนั้นให้เห็นอยู่ และมันคล้าย ๆ ว่ามันตะโกนบอกอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นอย่างนั้น แล้วมันแสดงอาการอย่างนั้นให้เห็นอยู่ และมันคล้าย ๆว่ามัน ตะโกนบอกอยู่ตลอดเวลาว่าเป็นอย่างนั้น แต่เราก็ไม่ได้เห็น ไม่ได้ยินไม่ได้ฟัง ไม่ได้เข้าใจ มันก็ทำไปในทางที่มันตรงกันข้าม มันกลับตรงกันข้าม
อย่างที่ทำกันอยู่อย่างนี้ ทำอย่างกับว่ามันเป็นอนิจจัง เป็นของเที่ยง ได้อย่างต้องการเป็นสุข ไม่เห็นทุกข์ไดตามอัตราได้เป็นของกูได้อย่างที่กูต้องการ มันคิดนึกกันอยู่อย่างนี้เพราะไม่ได้เรียนความรู้ที่เป็นเรื่องจริงของธรรมชาติ อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสรู และได้นำมาสอน เมื่อไม่ได้รู้ตามที่เป็นจริงว่า สิ่งทั้งปวงนี้เป็นอย่างไร
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 19 ก.ย. 2550 (10:46) สุดยอดครับ