 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32372" type="text/javascript"></script> |
|
|
ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์
ท่านผู้เป็น อคัณตุกะทั้งหลาย บรรดาที่ประชุมกันอยู่ที่นี้ บัดนี้เป็นโอกาสกำหนดไว้ ที่จะมีการพูดจากัน และก็บังเอิญมาพร้องกันหลายระดับ เป็นชนขั้นทางจิตจิต ทางวิญญาณชนิดที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องด้วยทุกระดับจึงจะได้ ถ้าพูดถึงระดับต่ำ ระดับเด็กเล็ก
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 3:55 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 28 August 2007, 12:33 pm
|
หน้าที่ 3 - ชีวิตจิตใจเป็นอย่างไร
ชีวิตจิตใจเป็นอย่างไร อะไรเป็นอย่างไร ก็ปฏิบัติผิดต่อสิ่งเหล่านี้ ทั้งปวงหมดเลย โตขึ้นมายิ่งโง่ โตขึ้นมายิ่งโง่ ยิ่งเกิดมาจากท้องแม่ไม่ทันจะโง่ พอโตขึ้นมาก็ยิ่งโง่ ยิ่งเป็นผู้เฒ่าผู้แก่ก็ยิ่งโง่ ยิ่งหลงก็ยิ่งทำผิด ในสิ่งทั้งปวงที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา บอกเรื่องเด็กกันเสียก่อนจะดีกว่า
ถ้าเด็ก ๆ จะฟังบ้างก็ดีจะมีประโยชน์ เมื่ออยู่ในท้องแม่นึกถึงอะไรไม่ได้ เลยไม่มีกิเลส เลยไม่มีความทุกข์ไม่รู้จักความหมายแห่งความทุกข์และก็ไม่มีกิเลสไม่มีความผิดไม่มีความถูก ไม่มีความดีไม่มีความชั่ว ไม่มีอะไรอยู่ในท้องแม่ เพราะว่าอวัยวะต่าง ๆ ของทารกที่ยังเป็นทารกตอนแรก ๆ ที่อยู่ในครรภ์ ไม่มีทางที่จะรู้สึกอะไรได้เลย จนกว่าจะโตกว่าจะคลอดออกมาจากท้องแม่นี้ อวัยวะต่าง ๆ ก็เริ่มทำงานได้ แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่ทันได้นึกคิดให้เป็นกิเลสได้ เด็กคลอดออกจากท้องแม่ตาก็เห็นได้ หูก็ได้ยินได้ จมูกก็ได้กลิ่นได้ ลิ้นก็รู้รสได้ ผิวหนังก็รู้สึกสัมผัสได้ จิตก็พอรู้สึกได้ แต่ยังไม่ได้นึกคิด คิดไม่เป็น คิดให้เป็นกิเลสไม่ได้ คิดให้เป็นความดีความชั่วไม่ได้ ไม่รู้จักว่าดีว่าชั่ว เด็กทารกคลอดออกมาไม่รู้จักคำว่าดีคำว่าชั่ว จนคลอดมาแล้วนี้
เวลาล่วงมา ๆ ได้ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ นี้มันทำหน้าที่ ได้ดีขึ้น ๆ ทางตารู้จักของสวยของไม่สวย ทางหูรู้จักของไพเราะไม่ไพเราะ จมูกรู้จักของหอมของไม่หอมลิ้นรู้จักอร่อยไม่อร่อย ผิวหนังรู้จักความนิ่มนวลหรือความแข็งกระด้าง จิตก็มีความรู้สึกพอใจหรือไม่พอใจเด็กก็มีอายุหลายวันหรือหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน แล้วก็ค่อย ๆ มีความคิดที่เป็นกิเลสหรือเป็นสุขคือมันรู้จักพอใจละไม่พอใจขึ้นแรกเกิดใหม่ ๆ ไม่รู้จักหลอกพอใจไม่พอใจนั้นไม่รู้แล้วก็ค่อย ๆรู้ ค่อย ๆรู้ ขึ้นมา พอรู้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ค่อย ๆ รู้ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกาย ทางใจ มันรู้จักเยอะแยะ ออกเป็นความรู้สึกสองฝ่าย คือน่ารักไม่น่ารัก น่ายินดีไม่น่ายินดี นี้มันหลงรักหรือไม่หลงรัก หลงยินดีหรือหลงไม่ยินดี มากขึ้น ๆ นี้คือยิ่งโตยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งโง่ โง่ที่ไปหลงรักไอ้ที่น่ารัก ไปหลงเกลียด ไอ้ที่มันน่าเกลียด พอใจและไม่พอใจ โกรธบ้างกลัวบ้างอะไรบ้าง ความรู้สึกนี้ก็มีขึ้นยิ่งโตมันก็ยิ่งโง่ จนเป็นวัยรุ่นเป็นหนุ่มเป็นสาวมันก็ยิ่งโง่ มันหลงรักหลงเกียจมากกว่าแต่ก่อน
ไปเทียบดู เด็กวัยรุ่นจะรู้จักพอใจไม่พอใจเรื่องรัก เรื่องโกรธ มากกว่าเด็กทารก เป็นหนุ่มสาวก็จะรู้มากเต็มขีดเต็มอัตรา รู้จักพอใจหรือไม่พอใจนี้ หลงรักหรือหลงเกียจหรือหลงกลัว หรือหลงวิตกกังวน อาไรอาวอน อิจฉาริษยามันมากขึ้น ๆ ตอนนี้มันไม่มีความรู้มาแต่ในท้อง พอใครเกิดมาใครสอนไม่ได้ มันเป็นเรื่องที่เดา มันไม่เดาแต่มันเหมือนกับเดา มันรู้สึกขึ้นมาเองตามธรรมชาติ พออร่อยก็ชอบกิน พอไม่อร่อยก็ไม่ชอบกิน เพราะรู้จักแยกแยะว่าอร่อยหรือไม่อร่อย เพราะมันรู้จักแยกแยะหมดทางตาก็รู้จักแยกแยะ มันสวยหรือไม่สวย ได้รับการอบรมให้โง่ขึ้นไปอีกสวยอย่างพิถีพิถัน ไอ้อย่างนี้ก็มีอีกต่างหาก
ไพเราะหรือไม่ไพเราะมันก็รู้จักรักที่ไพเราะเกียจที่ไม่ไพเราะ จมูกก็รู้เรื่องเหม็น ลิ้นก็รู้รสอร่อยไม่อร่อย ผิวหนังก็รู้จักนิ่มนวลอ่อนโยน กับแข็งกระด้าง
นี้มันก็หลงใหลไปอีกฝ่ายหนึ่ง และเกลียดชังไปอีกฝ่ายหนึ่ง ก็รู้จักพอใจไม่พอใจแรงขึ้น ๆ นี้คือยิ่งโตยิ่งโง่ ยิ่งโตยิ่งโง่ ก็เพราะว่าความลุ่มหลง รัก หลงรายาหึงหวง มันก็เป็นคนนอนหลับยาก ยิ่งมีอายุมากเข้ามันก็รู้สึกรุนแรงมาก จนเป็นคนนอนหลับยาก และก็ตายเข้าโรง มันก็ไม่ได้พบกับจิตชนิดที่มันเกลี้ยง จิตชนิดที่ไม่รักไม่โกรธ ไม่เกียจไม่กลัว ไม่วิตกกังวน ไม่อาไรอาวอน ไม่อิจฉาริษยา ไม่ห่วงอะไรต่าง ๆ ไม่ ไม่เคยพบ ตรงนี้จะต้องดูให้ดีว่า เราเรียนพระพุทธศาสนาทำไม เรียนธรรมะทำไม เพราะเราไม่เคยพบกับจิตที่เกลี้ยงที่ว่างที่เย็นที่อิสระ เราพบแต่จิตชนิดอย่างนี้ ว่ารัก โกรธเกียจ กลัวเร้าร้อน สกปรก และก็มืดมัวไป เป็นกิเลส เป็นทาสของสิ่งที่มากระทบ ถ้ามันมากระทบให้รักอย่างเป็นทาสให้เป็นของรัก ถ้ามันมากระทบให้โกรธให้กลัวมันก็เป็นทาสของจะโกรธจะกลัว มันปลดออกไปไม่ได้ มันก็จะตกเป็นทาส นี้มันจึงเป็นทาส
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 19 ก.ย. 2550 (10:46) สุดยอดครับ