 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32372" type="text/javascript"></script> |
|
|
ทำอย่างไรจึงจะไม่เป็นทุกข์
ท่านผู้เป็น อคัณตุกะทั้งหลาย บรรดาที่ประชุมกันอยู่ที่นี้ บัดนี้เป็นโอกาสกำหนดไว้ ที่จะมีการพูดจากัน และก็บังเอิญมาพร้องกันหลายระดับ เป็นชนขั้นทางจิตจิต ทางวิญญาณชนิดที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องด้วยทุกระดับจึงจะได้ ถ้าพูดถึงระดับต่ำ ระดับเด็กเล็ก
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 3:55 pm ปรับปรุงล่าสุด: Tue 28 August 2007, 12:33 pm
|
หน้าที่ 4 - แบบอริยะเจ้าหรือพระพุทธเจ้า
ของสิ่งที่ทำให้รักโกรธ เกียจ กลัว วิตกกังวน อาไรอาวอน ไม่มี อิสรภาพ ไม่มีเสรีภาพ จิตตกเป็นทาส ของสิ่งเหล่านั้น จะมีความทุกข์อยู่เสมอ ที่พูดเสรีภาพทางการเมืองนั้น เสรีภาพสมมุติกับเสรีภาพ ทางเอกราชทางการเมือง นั้นมันเสรีภาพทางด้านนอก และก็เป็นเรื่องที่ว่าเอาเอง ส่วนที่เป็นทาสอย่างยิ่งอยู่ภายใน เป็นทาสของกิเลส นั้นไม่รู้จักจะเอากันอย่างไร จะเอากันอย่างนั้นต่อไปก็ได้จนตายเข้าโรงก็ได้ ก็เป็นคนธรรมเรียกว่าเป็นบุพชน ถ้าจะไปเป็นคนลืมหูลืมตา
ตามแบบอริยะเจ้าหรือพระพุทธเจ้า แล้วมันต้องศึกษากันใหม่ ศึกษาจนรู้ว่าเดี๋ยวนี้มันอยู่ในลักษณะที่ตรงกันข้ามหมด มีจิตใจเร้าร้อนด้วยความทุกข์ มีจิตใจมืดมัวด้วย อวิชชา มีจิตใจสกปรกด้วยกิเลส ไปเป็นท่านเพราะการยึดมั่น ในสิ่งนั้นสิ่งนี้ มันเป็นอยู่อย่างนี้
ทั้งที่มันจะเกิดมาสวย เกิดมารวย เกิดมาเป็นอย่างไรก็ตาม มันก็มีสมบัติเหมือนกับแข่งกับพวกเทวดาได้ มันก็มีจิตเป็นอย่างนี้ ไปดูคนธรรมดาเถอะ มันก็ยังมีรัก โกรธ เกียจ กลัววิตกกังวล อาลัยอาวอน อิจฉาริษยาอย่างนี้ มันก็มีจิตใจที่เร้าร้อน มืดหม่น เป็นทาสของอารมณ์ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายทางใจ แล้วมันก็ได้ทะเลาะวิวาท ฆ่าฟันกัน เพราะเหตุอย่างนี้ อันธพาลทั้งหลายที่มัน อันธพาลเลวร้าย เพราะมันหลงในสิ่งเหล่านี้ หรืออันธพาลครอบโลกรบกันระหว่างโลกระหว่างชาติ เพราะว่ามันหลงในการที่จะได้สิ่งเหล่านี้ เป็นของตนเสียหมดทั้งโลก
นั้นแหละความโง่ของตนทำให้เกิดผลร้าย และก็ทำให้โลกนี้ปั่นป่วนวิปริต ไปทั้งโลก และเราก็อยู่ในโลกชนิดนั้น โดยไม่ต้องรู้สึกสำนึก โดยไม่มีความคิด ว่าจะทำอย่างไรที่จะให้พ้นออกมา จากโลกชนิดนั้น ที่นี้ถ้าใครต้องการให้พ้นออกมา เสียโลกชนิดนั้น แล้วจะเกิดความต้องการความรู้ของพระพุทธเจ้า จะแสวงหาธรรมะ ซึ่งเป็นการตรัสรูของพระพุทธเจ้า จะแสวงหาธรรมะ ซึ่งเป็นการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้ามาศึกษา มาทำจิตใจกันเสียใหม่ อย่าให้มันเลวร้ายถึงขนาดนั้นอย่างให้มันโง่ร้ายถึงขนาดนั้น อย่างให้มันเป็นทุกข์เสียขนาดนั้น อย่าให้มันเร้าร้อนถึงขนาดนั้น อย่าให้มันมืดมัวถึงขนาดนั้น
ถ้าเป็นชีวิตที่อิสระจะเบาสบาย เดี๋ยวนี้มันรู้จักแต่ทางข้างนอก เรื่องเสรีภาพอย่างโลก ๆ แต่ให้ความเป็นทาสเลวร้ายข้างใน มันไม่สนใจเลย จะเสรีภาพอะไรสักนิดกันก็ใหญ่โตเป็นวักเป็นเวรมันสงวนสิทธิมนุษย์ชนเหล่านี้เป็นต้น ทั้งที่ไม่ได้ดูตัวเองเลยว่าไม่มีเสรีภาพอะไรเลยแม้แต่สักนิดเดียว ถ้าต้องการที่จะได้เสรีภาพ หรือชีวิตที่สงบเย็นเป็นอิสระหรือเป็นชีวิตที่เบาสบาย จะต้องคำนึงถึงพระพุทธเจ้าและก็ต้องวิ่งไปหาความรู้ของพระพุทธเจ้า ผู้เกิดกลางดิน ตรัสรู้กลางดิน เป็นอยู่กลางดิน ตายกลางดินนั้น ที่เคยถูกคนจำนวนหนึ่ง ว่า ว่าไร้สาระ ดูถูกการศึกษาในธรรมะ ของพุทธศาสนาเราว่าไร้สาระ ไปเรียนในมหาลัยไปเรียนเมืองนอกเมืองนาไปเรียนอะไรกันอย่างนั้น วิเศษประเสริฐที่สุดยิ่งกว่าสิ่งใด
ถ้ามันมารู้เห็นผลสุดท้ายว่า การศึกษาแบบโลก ๆ นั้นมันไม่มีอะไร นอกจากให้มันไปเพิ่มโง่ ลึกให้มันทุกข์ขึ้นไปอีก และก็ทำให้เสียอิสรภาพ มีชีวิตอยู่นั้นระดับนั้นเป็นภาระหนักของชีวิตเป็นชีวิตที่เป็นภาระหนัก หนักไปด้วยทุกสิ่ง อย่าง แม้จะเป็นอยู่ด้วยร่างกาย ด้วยตัวเองนี้ก็เป็นภาระหนัก ทรัพย์สมบัติ ข้าวของ บุตรภรรยาสามี ทุกอย่างเป็นภาระหนักเป็นของหนัก เกี่ยวกับสังคมก็เป็นภาระหนัก ทุกอย่างเป็นภาระหนัก
สามารถปลดปลงภาระหนักนี้ ให้ลดลง ๆน้อยลง ๆ จนไม่หนักจนเบา ให้เป็นประโยชน์ที่สุดแล้วมันจะไม่หนักมันจะเบา นั้นแหละเขาเรียกว่ามนุษย์ที่เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ที่ไม่มีทุกข์เลย และก็เป็นคนที่มีประโยชน์ที่สุด คือพระอรหันต์ ตรงกันข้ามกับบุพชน ที่เต็มไปด้วยความทุกข์ เป็นชีวิตที่แบกภาระหนัก แล้วก็ชวนกันหลงอยู่ในภาระอย่างนั้นเป็นเรื่องของจมอยู่ในกองทุกข์ จมอยู่ในวัตสงสาร มันคืออย่างนั้น อย่าไปดูถูกคำว่าวัตสงสาร มันคืออย่างกิเลสและความทุกข์ โดยที่ไม่รู้ว่ามันคืออะไร
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 19 ก.ย. 2550 (10:46) สุดยอดครับ