สารบัญ
หน้าที่ 6 - วิปัสสนากรรมฐาน
มันก็เหมือนว่าโลกนี้มันไม่มีถ้าคนเราไม่มี ตา จมูก หู ลิ้น กายใจ สำหรับการรู้ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลิ้น ทางกายทางใจ เพราะเรามี ตา หู จมูก ลิ้น กายใจ มันก็จะมีสิ่งที่มากระทบ ออกมารู้แจ้งว่าอะไรเป็นอะไร รู้แจ้งทางตา รู้แจ้งทางหู รู้แจ้งทางจมูก รู้แจ้งทางลิ้น ทางการทางใจว่าเป็นอะไร ที่เรียกว่าวิญญาณที่เกิดขึ้นแล้ว เพราะการกระทบทางข้างนอกคือ รูป รส กลิ่น เสียง มันเข้ากันเป็นคู่ ๆ เรียกว่าวิญญาณ วิญญาณทางตา วิญญาณทางหู วิญญาณทางจมูก ทางลิ้นทางกายนี้
ขณะที่สัมผัสอยู่ทางตานั้น คนนั้นหรือสัตว์นั้นมันไม่มีความเรื่องอะไรเลย มันก็หลงไปตามสัมผัสนั้น มันเป็นสัมผัสที่ไม่มีสติปัญญา เพราะมันไม่ได้ศึกษาตั้งแต่อยู่ในท้อง เพราะมันไม่ได้ศึกษาเลย มันก็ปล่อยไปตามความไม่รู้ มันก็คือเวทนา ที่จะทำให้รู้สึกพอใจหรือไม่พอใจ หรือเฉย ๆ นี้ก็เรียกว่าเวทนาด้วยเหมือนเวทนาโง่ เวทนาที่ไม่มีสติปัญญา เวทนานี้
มันทำให้เกิดความอยากโง่ ถ้าเป็นที่น่าพอใจมันก็อยากเอาอยากมีอยากได้ อยากเป็น ถ้าไม่เป็นที่น่าพอใจ มันก็อยากจะฆ่าเสีย มันก็อยากจะทำลายเสีย อยากจะไม่มีอะไรก็ตาม นี้ก็ยึดมั่นถือมั่นว่าตัวกู และก็มันหนักในปัญญาตัวกูของกู ทนทุกข์ทรมานอยู่ในสิ่งนั้น ขยายความออกไปว่ามันมีอุปทาน ว่าตัวตนว่าของตน อยากได้มาเป็นของตนมีความคิดความในจิตชนนิดนี้ ก็เรียกว่าเป็นคนขึ้นมาแล้ว ด้วยความคิดเท่านั้นแหละไอ้ว่าภพไอ้ว่าชาติด้วยความคิด เมื่อรู้สึกว่าตัวตนขึ้นมาอะไรก็เป็นของตน ในสิ่งที่ตนพอใจ
ส่วนที่ไม่พอใจก็อยากจะฆ่ามันไปเสียทำลายไปเสีย ส่วนต่าง ๆที่อยู่ตามธรรมชาติเอามาเป็นของตน เช่นการเกิด การแก่ การเจ็บ การตายเป็นต้น ของธรรมชาติก็เอามาเป็นของตน จนเป็นทุกข์เกิดขึ้นมา เพราะมีการยึดถือว่าตัวตน ถ้าจะให้ไม่มีความทุกข์เลย ต้องไม่มีการยึดถืออย่างนี้ ทำอย่างไรถึงจะไม่มี นี้คือคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สอนเท่านั้น ตา หูจมูก ลิ้น กาย ใจ วิญญาณ รู้เท่าทันอัสสะ อย่าให้อัสสะมันโง่ ให้มีสติสัมปชัญญะ
อันนี้เป็นเหตุที่ทำให้เราศึกษาวิปัสสนากรรมฐาน ฝึกให้มีสติให้มีวิชาไว้มาก ๆ ให้มาทันเวลาที่มีอัสสะ อัสสะฉลาดแล้ว เวทนาก็จะฉลาดมันก็ไม่เกิดความอยาก ตัณหามันก็ไม่เกิด อุปทานไม่เกิดตัวกูของกูมันก็ไม่มีความทุกข์เพราะมันเดินคนละทาง ทางหนึ่งมันเดินไปด้วยความโง่มันก็มีแต่ความทุกข์ ทางหนึ่งด้วยปัญญา ความฉลาดมันก็ไม่เป็นทุกข์ มันก็มีแค่นี้ จะทำได้หรือไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คนโดยมากไม่ต้องการ เพราะอยากอยู่กับความทุกข์ อยากแลกเอาด้วยความทุกข์ แลกเอาอร่อยกับความทุกข์ อย่างที่เป็น ๆ กันอยู่ โดยไม่ต้องพูด อยากแลกไอ้สิ่งที่น่ารักน่าพอใจ ด้วยความทนทุกข์ มันก็เป็นอย่างนี้กันทั้งโลก
ถ้าไม่ต้องการอยากเป็นทุกข์ มันก็ต้องทำกันอย่างตรงกันข้าม ทำอย่างพระพุทธเจ้าแหละ ทำให้ตรงตามความรู้ ขึ้นมานั่งกลางดินในธรรมชาติ ก็จะรู้เอาชนะความทุกข์ได้ ถ้าปฏิบัติตามนี้ก็จะไม่มีความทุกข์เลย จนกว่าจะตาย ไอ้ที่ทนทุกข์มาแล้วรุ่นหลัง ที่เป็นเด็กโง่ ๆ มาจนบัดนี้มันก็เป็นทุกข์ เพราะมันไม่รู้ แต่ต่อไปนี้มันจะรู้ และมันก็จะไม่เป็นทุกข์ยิ่งขึ้น และก็จะไม่เป็นสุขเลยตลอดชีวิต
รู้จักการดำรงชีวิต ที่ไม่เกิดความยึดมั่นถือมั่น ดำรงชีวิตไว้ทางสายกลาง คำว่าสายกลางนี้มันก็เหมือนกัน ไม่ใช่เป็นคำที่เอาไว้หัวเราะเยาะกันเล่น เป็นของวัดวาอารามฉันไม่ต้องการไอ้สายกลาง เพราะมันรู้ว่าสิ่งทั้งปวงเป็นอย่างไร มันก็ไม่หลงรักหลงเกียจ ทางสายกลางอย่างนี้ คุณก็คงไม่เคยได้ยิน อย่างนี้มาก็ได้ แต่จับใจความให้ถูกนะ มันชอบอย่างนั้น มันชอบความทุกข์อย่างนั้น ก็มีอุปมาอีกคือความทุกข์ เปียกเราเรียกกามอารมณ์ว่า เปียก เป็นการทนทรมานทุกข์อย่างไหม้เกรียม อย่าให้เปียกและอย่าให้ไหม้เกรียม
นั้นแหละคือให้มันอยู่ตรงกลาง พูดอย่างนี้ ฟังอย่างธรรมดา ๆ ง่าย ๆ อย่างนี้ดีกว่า ได้อยู่ตรงกลางระหว่างกลาง พูดทางวิทยาศาสตร์สักหน่อยว่า ไม่โพทีป แต่เป็นเน็กทีป แต่อยู่ตรงกลาง ไม่เป็นความรัก
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 19 ก.ย. 2550 (10:46) สุดยอดครับ