สารบัญ
หน้าที่ 7 - จิตมันไม่มีความทุกข์เลย เป็นอิสระเป็นพระอรหันต์
ไม่เป็นความชังอย่างนี้ ที่เรียกว่าผู้ตรงกันข้าม เช่นว่าแพ้กับชนะ เป็นคำคู่ เราไม่อยู่แพ้หรือชนะ แต่อยู่ตรงกลาง คำว่าขาดทุนหรือกำไลนี้ ก็เป็นคำคู่อีกคู่หนึ่ง เราไม่ขาดทุนหรือกำไร แต่เราอยู่ตรงกลาง จนกระทั่งระเอียดสูงสุดขึ้นไปว่าไม่ดีไม่ชั่ว ไม่เอาทั้งดีและก็ไม่เอาทั้งชั่ว คืออยู่ตรงกลาง คือไม่สุขไม่ทุกแต่อยู่ตรงกลาง ไม่บุญไม่บาปแต่อยู่ตรงกลาง คือไม่ยึดมั่นถือมั่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้มันเป็นตัวตนขึ้นมา มีจิตใจอยู่ตรงกลางนี้ เขาเรียกว่ามีจิตมันว่าง ความดับทุกข์มันเข้าถึงความว่าง ไม่ยึดมั่นถือมั่นสิ่งใด ๆ โดยความเป็นของตน
เรื่องมันมีอยู่อย่างนี้ จะทำได้หรือไม่ได้ จะชอบหรือไม่ชอบ แต่แล้วมันก็น่าหัวที่จะลงทุนศึกษาพระพุทธศาสนากันทำไม แล้วข้างที่อยู่ในระดับที่ว่าชอบ ชอบดีไม่ชอบชั่ว แต่ชอบดีก็แบกดีไป จนกว่าไม่เอาทั่งชั่วทั่งดี มันจะอยู่ตรงกลาง ถึงจะไม่เป็นทุกข์เลย ถ้ายังไปเกี่ยวข้องทั้งชั่วและดีอยู่ มันก็จะเป็นทุกข์ ไปตามแบบของมัน จะไม่เป็นทุกข์เลยนั้นจะต้องอยู่เหนือความหมายที่เป็นคู่ ๆ เหล่านี้หมด คือไม่ได้ไม่เสีย ไม่แพ้ ไม่ชนะ ไม่ขาดทุน ไม่กำไร ไม่ดีไม่ชั่วไม่บุญไม่บาป ไม่สุขไม่ทุกข์ กระทั่งว่าไม่มีความเป็นหญิงไม่มีความเป็นชาย
เหล่านี้ทั้งหมดเลยทุกคู่ทุกคู่ นี้เรียกว่าจิตมันไม่มีความทุกข์เลย เป็นอิสระเป็นพระอรหันต์ มันมากเกินไปลงมาเป็นชาวบ้าน แต่ขอให้มีความทุกข์น้อยมีสติสมบูรณ์ไม่หลงรักหลงเกียจแค่นั้นก็พอ มันจะมีความทุกข์น้อย มีสติคอยระวังตนเสมอ ไม่หลงรักในสิ่งที่ยั่วให้รัก ไม่หลงเกลียด ในสิ่งที่ยั่วให้เกลียด ไม่โกรธไม่กลัวไม่ทุกข์เลยมันก็มีประโยชน์อย่างยิ่ง ข้อนี้มันหมายความว่าผู้ที่ไม่มีอุปทาน คือไม่ยึดมั่นถือมั่น เป็นของตนและไม่เห็นแก่ตัวเดี๋ยวนี้เรากำลังมีจิตที่เห็นแก่ตัว หรือรักในสิ่งที่ได้มาเป็นประโยชน์ของตน

ที่ว่ารักชาติโกหกกันทั้งนั้นแหละ มันหวังเอาชาติเป็นประโยชน์ของตัวมัน จึงได้รักชาติ มันไม่ได้รักโดยแท้จริง มันไม่ได้รักพ่อแม่อะไรโดยแท้จริง มันหวังเพื่อประโยชน์สิ่งนั้น มันจึงรัก เพราะมันมีความเห็นแก่ตัว จิตใจมันเต็มไปด้วยความเห็นแก่ตัว พอไม่มีความเห็นแก่ตัวนี้ซิมันจึงจะรักจริง เพราะมันไม่มีความเห็นแก่ตัว มันจึงรักคนอื่นได้ รักบิดามารดาได้ และก็จะรักได้ทั้งหมดแหละ เมื่อมันรักผู้อื่นได้อย่างอัตโนมัติ อย่างนี้มันก็จะทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นได้ ไม่ต้องสงสัย มันจะเคลื่อนไหวในทางที่เป็นประโยชน์ตนเองหรือประโยชน์ผู้อื่น เพราะมันไม่มีความเห็นแก่ตัว ไอ้คนเห็นแก่ตัวมันยังคิดว่านอนเสียดีกว่า จะไปทำประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นให้เหนื่อยทำไม
คนขี้เกียจนี้เป็นเรื่องขิงคนที่เห็นแก่ตัว ถ้ามันไม่เห็นแก่ตัวมันก็สนุก ในการทำงานที่เป็นประโยชน์ นั้นก็ทำประโยชน์ทุกเวลานาที ตัวเองไม่มีความสุข ก็เป็นประโยชน์แก่ทุกคนทุกฝ่าย เรื่องมันก็จบ ถ้าพูดอย่างอย่างคายเพื่อให้มันประหยัดเวลา พูดสั้น ๆ ตรง ๆ ถ้าพูดอย่างเทศน์ อย่างธรรมะ หรือพูดกันอย่างอื่น
เดี๋ยวนี้ต้องพูดเพื่อประหยัดเวลา เพราะมันมีเวลาน้อย ก็เพราะว่าท่านทั้งหลาย เห็นว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญ ไม่อยากให้เสียเวลา จัดเวลาให้ศึกษาธรรมะนิดเดียวแหละ ไปจัดเวลาอย่างอื่นเสียมากกว่า มันจึงต้องพูดลัดพูดสั้นอะไรกันบ้าง เดี๋ยวนี้มานั่งกลางดิน ก็เพราะว่าธรรมะมันเกิดมาจากดิน พระพุทธเจ้าท่านก็นั่งกลางดิน และก็รู้เรื่องทุกข์ เรื่องที่มันเกี่ยวกับธรรมชาติ ท่านก็มาศึกษาเรื่องธรรมชาติ
เรื่องกฎของธรรมชาติ เรื่องหน้าที่ของธรรมชาติ เรื่องผลเกิดจากหน้าที่ ที่นี้คงจะชอบดินกันบ้าง ชอบนั่งกลางดินกันบ้าง ดินมันจะได้พูดกลอกหู ให้ฟังว่า อย่าหลงใหลกันไปมากนัก อย่าโลภมากนัก อย่าโกรธมากนัก แผ่นดินมันจะพูดอย่างนั้น ต้นไม้จะพูดอย่างนั้น ก้อนหินจะพูดอย่างนั้น แต่พอไปสถานเริงรม กลับไม่มีใครพูดอย่างนี้ มันพูดให้หลงใหลมากขึ้น เมื่อชอบธรรมชาติคือชอบความจริงเกี่ยวกับธรรมชาติ ที่เอาเนื้อตัวของเราเป็นธรรมชาติ เป็นกฎธรรมชาติ เป็นหน้าที่ของธรรมชาติ เป็นผลของธรรมชาติ ทั้งเนื้อทั้งตัวมันมีอยู่ ๔ อย่าง นี้มันก็จะเจริญงอกงามเต็มที่ เลือดเนื้อโลหิตนี้ก็เป็นธรรมชาติ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 19 ก.ย. 2550 (10:46) สุดยอดครับ