สารบัญ
หน้าที่ 4 - อริยะตะนะ
อันนั้นเรียกว่าอริยะตะนะข้างในมี ข้างในมี 6 เรียกว่าอริยะตะนะ แปลว่า สิ่งสำหรับทำการติดต่อหรือควรติดต่อ ในกรณีแรกในคู่แรกเลย มีตาอยู่แล้ว และก็รู้ข้างนอกที่มีตาจะเห็นก็มีอยู่แล้ว พอตากับรูปถึงกันเข้า ก็จะรู้แจ้งทางตา คือวิญญาณทางตา พอตากับรูปถึงกันเข้าก็จะเป็นวิญญาณทางตาเพียงเท่านี้เกิด 2 ขัน
แล้วคือ รูปขัน
รูปขันก็คือลูกตา ที่เป็นภายใน และรูปธรรมที่เป็นภายนอก ถ้าร่างกายและระบบประสาทของร่างกายทั้งหมดทางร่างกายได้ทำหน้าที่คือการเห็น นี้คือความแปลกของธรรมะ หลักธรรมะตาพึ่งเกิดเพราะเห็นรูป เมื่อไม่มีรูปมากระทบตา อย่างเช่น ตาหลับอยู่หรือสลับอยู่โดยไม่มีความหมาย

เกิดเมื่อตากระทบรูป รูปข้างในคือตา มีทั้งรูปข้างใน และข้างนอก เกิดกระทบกัน
คำว่าเกิดหมายถึงการทำหน้าที่ เดี๋ยวจะไม่เข้าใจว่าภาษาธรรมะพูดอะไรบ้า ๆ บอ ๆ เกิด ตา เกิดหู เกิดจมูกนี้ ก็ฟังไม่ถูก ถ้าเอาความหมายธรรมดา ถ้าคนธรรมดาก็รู้ว่าตาหู จมูกมันเกิดได้ตลอดเวลา
ทางภาษาธรรมะมันยังไม่ถือว่าเกิดจนกว่ามันจะทำหน้าที่ พอมันทำหน้าที่ ตาทำหน้าที่ หูทำหน้าที่ ตาเข้ากับรูป มันก็ทำหน้าที่แล้วคือตาเกิดรูปข้างในก็เกิด รูปข้างนอกก็เกิด เกิดวิญญาณทางตา เกิด 2 ขัน แล้วเห็นไหม รูปขันนั้นเกิดแล้ว วิญญาณขันก็เกิดแล้ว นับได้กี่อย่าง ตาอย่างหนึ่ง รูปที่มากระทบตานั้นอีกอย่างหนึ่ง วิญญาณขันทางตาอีกอย่างหนึ่ง ร่วมกันเป็น 3 อย่าง เข้าใจให้ดี ตาอย่างหนึ่ง รูปที่ตากระทบตานั้นอย่างหนึ่ง และเกิดวิญญาณทางตาขึ้นมา 3 อย่างนี้ 3 อย่างนี้กำลังทำงานร่วมกันอยู่ คือตาเห็นรูป
โดยวิญญาณ 3 อย่างทำงานร่วมกัน ตาดูสิ่งที่อยู่ข้างนอก 3 อย่างนี้มันรวมกันอยู่ นี้ก็เรียกว่า อัตสะ จำให้ดีเลยเป็นต้นเหตุของสิ่งทั้งปวง เมื่อตาเห็นรูปทั้งปวง แล้วจะเกิดเวทนา คือถูกใจหรือไม่ถูกใจ สวยหรือไม่สวย จะสบายแก่ตา หรือไม่สบายแก่ตา นี้คือเวทนา เวทนาขันเกิดแล้ว ก็เกิดความคิดต่อไป สำคัญมั่นหมายในเวทนานั้น ที่สำคัญว่าสุขว่าทุกข์ ว่าดี ว่าเลว ว่าสูง ว่าต่ำ ว่าในความหมายทุกอย่าง ว่าของผู้หญิง ว่าของผู้ชาย นี้คือสัญญาให้ความหมาย แก่เวทนานั้นมาก่อน ที่แน่นอนที่สุดเมื่อได้เวทนาแล้วมันจะเกิดสัญญากับเวทนานั้น เรียกว่าสัญญาขัน
ที่นี้สัญญาขันเกิดให้ความหมายให้คุณค่า ให้อะไรต่าง ๆ แก่สิ่งนั้นแล้วมันก็มีความคิด ว่าจะทำอะไรเกี่ยวกับสิ่งนั้น ถ้าถูกใจก็คิดจะเอา คิดจะยึดครอง คิดจะหาอีก ไม่ถูกใจก็คิดจะหลีก คิดจะทำลาย เป็นความคิดเป็นเรื่อง เป็นราว นี้เรียกว่า สังขาระขัน ครบแล้ว วิญญาณขันเกิดแล้ว ที่นี้สัญญาขัน เวทนาขันก็ครบ ๕ ในกรณีในอีกกรณีหนึ่ง ของให้การสัมผัสที่จะให้ครบ 5 อย่างนี้
ศึกษาจากลำดับของมันให้ดี แล้วภาษาที่เขาแปลมาเป็นภาษานั้น ภาษาอังกฤษนั้นมันก็มี แล้วมันก็จะช่วยให้เข้าใจได้มากขึ้น ตาคืออะไร
รูปที่คู่กับตาคืออะไร ยกตัวอย่างคู่แรกคือตากับรูป ที่นี้คู่ต่อไปก็เหมือนกันเลย หูกับเสียงก็เหมือนกันอีก หูกับเสียงถึงกันเข้าก็เกิดวิญญาณทางหู 3 อย่างทำงานกันอยู่นี้เรียกว่าสัมผัส ออกมาเป็นเวทนาทางหู เวทนาที่เกิดจากการสัมผัสทางหู ก็มีสัญญาในเสียงที่เข้ามาทางหู แล้วก็มีความคิด ต่อไป เกี่ยวกับเสียงที่เข้ามาทางหู ที่นี้กลิ่นที่เข้ามาทางจมูกก็เหมือนกันอีก
จนครบทั้ง 6 จำให้เรียนรู้ แม่นยำไว้เป็นหลัก สำหรับไว้รู้ทั้ง 6 เลย ที่นี้ใจความสำคัญของมันก็คือว่า มันมีวิชาเข้ามาเกี่ยวข้อง มันจึงเกิดการยึดมั่นถือมัน มันจะยึดมั่นถือมั่นว่าตาเป็นของตนเป็นสิ่งที่เห็นนี้ คนโง่ก็ว่าตาเป็นของกู เห็นว่ารูปข้างนอกเป็นของกู ตัวกูได้เห็นทางตา ตัวกูได้ยินทางหู คำสอนเก่า ๆ ที่สอนมาผิด ๆ ที่ได้มาจากฝ่ายอื่น สอนว่ามีจิตมีตัวตนออกมาจากทาง ตา ทางหู ทางจมูก ทางปาก อย่างนี้ไม่ใช่พระพุทธศาสนา ถ้าเป็นพระพุทธศาสนามันพึ่งเกิด ถ้ามันกระทบกันแล้วมันก็พึ่งเกิด มันไม่มีตัวตนอย่างที่พวกนั้นว่า การยึดถือเอากายมาเป็นตัวตนนั้นมันง่าย ตาเห็นรูปทางตา วิญญาณเห็นรูปทางตา จิตที่ทำหน้าที่เวทนา รู้สึกว่าทุกข์ว่าสุข ตัวตนมันอยู่ที่นี้
อีกมีโอกาสที่จะถูกยึดถือว่าเห็นอย่างนี้ก็ได้ อย่ายึดถือว่ารูปเป็นของตน แต่ถ้าความคิดเป็นอย่างอื่น เอาตาเป็นของใจ เอาตาเป็นของตน สิ่งเดียวที่ยึดถือเป็นตัวตนก็ได้ เป็นของตนก็ได้ มีความคิดว่าเป็นตัวตนที่อันอื่น มีเวทนาเป็นของตน เวทนาถูกยึดถือว่าเป็นของตน มันสับเปลี่ยนกันได้
ถ้าเอาตัวตนเป็นชีวิต ชีวิตก็เป็นตัวตน ชีวิตเป็นตัวตนชีวิตก็เป็นตัวตน เมื่อมีเวทนาแล้ว มีสัญญาและก็มี สังขาร ก็จะเกิดความคิดทุกอย่างทุกประการ จนกระทำเป็นกรรมไป จนเกิดความอยาก ความคิดที่เป็นความยาก สังขารที่เป็นความอยาก ที่เรียกว่าสังขารคือความอยาก อยากได้ อยากสุดเหวี่ยง อยากเต็มที่ ตัวตนอนัตตาเป็นอย่างนี้ คือมันไม่มีตัวจริง มันก็ทำให้เป็นทุกข์ เป็นร้อน ที่ทำให้คนต้องฆ่าตัวตายเพราะความดีของตน เพราะมันไม่รู้เรื่องนี้กันเลย ตัณหาคือความอยากอยู่ในสังขารขัน และเกิดต่อไปเป็นอุปทาน เท่านี้ก็จบหัวใจพระพุทธศาสนาเรื่องความทุกข์
ที่นี้เราจะทำอย่างไร ที่จะไม่ทำให้มันเป็นอย่างนั้น คือทำให้มันเกิดความฉลาด มีสติ มีปัญญา เมื่อมีอะไรมากระทบตาเราก็มีสติปัญญาตามธรรมชาติเท่านั้นเอง จะเห็นรูปก็จัดว่ารูป เวทนาก็จัดว่าเป็นเวทนาคือไม่มีตัวตนไม่ใช่ตัวตน เราควรมีสติให้มาก ศึกษาให้มาก จะได้ไม่หลงในเวทนาไม่หลงในสัญญา การที่ทำวิปัสสนา ทำกรรมฐานนั้น ก็เพื่อฝึกสติ มีสติให้เร็ว มีสติให้พอ ควบคุมจิตให้ถูกต้อง นี้คือข้อที่ว่าพระพุทธศาสนาสอนว่าอะไร มีความรู้เท่านี้ ทบทวนมีสติเร็วพอ มีความรูมาทันเวลาที่มีสิ่งมากระทบเท่านี้ชีวิตก็จะดำเนินอยู่ได้เป็นสุข
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
จำนวน 1 ความเห็น, หน้า่ | -1-
ความเห็นเพิ่มเติมที่ 1 11 ก.ย. 2550 (17:29) ##ทุกวันนี้ 3 จังหวัดภาคใต้มีทุกข์มาก##
โดยเฉพาะคุณครู เข้าไปสอนนักเรียนก็ไม่ได้ 2 อาทิตย์แล้วไม่ได้เข้าโรงเรียน
ไม่ใช่คนในพื้นที่ แต่มาทำงานทีนี้ ตามหน้าที่สำหรับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง
ต้องอ่านธรรมะเข้าช่วย