 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32375" type="text/javascript"></script> |
|
จิตวิทยากับพุทธศาสตร์
ท่านสาธุชนทั้งหลาย โดยเฉพาะที่เป็นครู ที่มีหน้าที่ของครู อาตมาขอแสดงความยินดีเป็นสิ่งแรกที่ท่านทั้งหลายได้มาสู่สถานที่นี้ในลักษณะอย่างนี้ เพื่อขวนขวายหาวิธีที่จะดำเนินกิจการในหน้าที่ของตนของตนให้ลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะหน้าที่สูงสุดของผู้เป็นครู ผู้จะเปิดป
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 7:15 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 28 November 2007, 9:55 am
|
หน้าที่ 14 - ครูในภาษาอินเดียโบราณคำว่าครูสูงสุดยิ่งกว่าคำว่าอาจารย์
คำพูดที่บ้ามันเป็นคำพูดที่จริง จริงๆ เป็นตนซึ่งมิใช่ตน เป็นตนซึ่งโดยแท้จริงมิใช่ตน มีของตนซึ่งแท้จริงมันมิใช่ของของตน เป็นของธรรมชาติที่เป็นไปตามกฎทีพปัตยตา ทั้งสิ่งที่เรียกว่าตัวตนและของตน เห็นมั้ยถ้าเราเรียกว่าสิ่งที่เรียกว่าจิตดี มันจะแก้ปัญหาได้ เพราะฉะนั้นในเรื่องจิตวิทยาในความหมายว่าด้วยวิทยาของจิตที่ประเสริฐที่สุด

แต่เดียวนี้เอาไปใช้เป็นภาษาสำหรับหลอกลวงเล่นจิตวิทยา ใช้จิตวิทยาเพื่อหลอกลวงเพื่อเอาประโยชน์หมดเลย คำว่าจิตวิทยาเป็นคำเสียหายเลย
ที่นี้เป็นคำพิเศษ วิเศษ จิตวิทยาก็คือรู้เรื่องจิตดี รู้เรื่องจิตถูกต้อง รู้เรื้องครบถ้วน สามารถใช้จิตให้ทำประโยชน์ให้เกิดแก่มนุษย์ รู้ถูกจุด ถึงที่สุดได้ยิ่งดี นั่นแหละขอให้ท่านทั้งหลายรู้จักจิตวิทยาในแง่นั้น แล้วก็รู้จักพุทธศาสตร์ในแง่ที่ว่าเป็นความรู้ที่ซึ่งอยู่ในจิตที่มีอยู่ตามธรรมชาติ โดยสัญชาตญาณเท่าที่ธาตุแห่งความรู้ธาตุที่อาจจะรู้ ธาตุที่อาจจะเป็นพุทธ เราก็รู้จากพุทธภาวะ หรือพุทธพืชที่มันมีอยู่แล้วในจิต ขอจงได้ปลูกเพาะเหมือนได้ปลูกต้นไม้มันขึ้นมาเป็นพุทธศาสตราก่อน แล้ววจิตก็เป็นพุทธลักษณะ อะไรเต็มที่ผลสูงสุด ตามหลักแห่งพระพุทธสาสนา
ขอให้เข้าใจคำสองคำที่ตั้งขึ้นมาอย่างถูกต้องว่าพุทธศาสตร์คืออะไร จิตวิทยาคืออะไร แล้วท่านก็จะทำให้มันกลมกลืนกันได้ เกี่ยวพันกันได้ พัฒนาไปด้วยกันได้พร้อมกัน วิทยา เป็นความรู้ ศาสตราเป็นอาวุธ โดยใช้ความรู้นั้นเป็นอาวุธ
ถ้าเราใช้วิทยาเป็นความรู้พื้นฐานโดยบริสุทธิ์ ถ้าเราใช้ศาสตรา ศาตร์หมายความว่าเอาความรู้มาเป็นอาวุธสำหรับตัดปัญหา วิทยากับคำว่าศาสตร์โดยแท้จริงมันต่างกันอย่างนี้
เราอาจจะพูดได้ว่าจิตวิทยา จิตศาสตร์ก็ได้ จะพูดว่าพุทธวิทยาก็ได้ พุทธศาสตร์ก็ได้ มันเป็นวิทยาอย่างไร มันเป็นศาสตร์ได้อย่างไร รู้ไหม เราใช้ได้ตามที่ต้องการ ในที่สุดวิทยาก็กลายมาเป็นศาสตรา เมื่อเป็นศาสตราแล้วก็ตัดปัญหาคือความโง่ รู้ความที่เป็นจริงแล้วก็อยู่เหนือปัญหาทั้งปวง ไม่เป็นมนุษย์ที่ทนอยู่ในกองทุกข์อีกต่อไป ขึ้นสู่จุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์ จะเรียกว่าพระอรหันต์หรืออะไรก็ตามที แต่ว่าเป็นจุดสูงสุดของความเป็นมนุษย์ ศาสตราเป็นของมีคม มันต้องตัดอะไรได้ ถ้ามันไม่มีคมมันก็ไม่ใช่ศาสตรา หรือถ้ามันมีคนแต่มันตัดไม่ได้มันก็ไม่ใช่ศาตรา คำว่าศาสตรา ศาตรานั้นมันต้องใช้ตัดปัญหา แก้ปัญหาของเราได้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับความเป็นครู อาตมาขอร้องว่าให้คุณครูทั้งหลายเป็นคุณครูสองสังกัดเถอ สังกัดนึงอยู่กับกระทรวงศึกษาธิการ สังกัดนึงอยู่กับพระพุทธเจ้าผู้เป็นบรมครู ขอให้ครูเป็นข้าราชการสองสังกัด แล้วจะหมดปัญหา จะเป็นครูที่สามารถยกวิญญาณของสัตว์โลกให้สูงขึ้นได้จริง โดยการเปิดประตูให้มันออกมาสู่แสงสว่าง ตามธรรมดามันอยู่ในคอก ที่มืดที่เหม็น ที่ร้อนที่สกปรกทุกอย่างไม่น่าอยู่ เปิดประตูให้มันออกมาจากคอเหล่านั้นได้แหละคือคำว่าครู
ขอให้พอใจคำว่าครูในภาษาอินเดียโบราณคำว่าครูสูงสุดยิ่งกว่าคำว่าอาจารย์ ยิ่งกว่าคำว่าอุปชายะ เสียอีก วรรณคดีอินเดียไปอ่านดูก็จะพบว่าอาจารย์หรืออุปชายะใช้กับวิชาชีพก็ได้ แต่คำว่าครูไม่เคยใช้เลย ใช้แต่เรื่องทางจิตทางวิญญาณเท่านั้น เพราะฉะนั้นก็จะยึดถือว่าครู ครูเป็นคำสูงสุด เดียวนี้ครูของเราไม่อยากให้ใครเรียกครู อยากให้เรียกว่าอาจารย์ นั่นถอดตัวเองลงมาเท่าไหร่ก็ไม่รู้ ขอให้เข้าใจคำว่าครู ครูซึ่งเป็นคำสูงสุด กระทั่งเดี๋ยวนี้ในประเทศอินเดีย คำนี้ก็เป็นคำสูงสุดได้เป็นครู เพราะฉะนั้นตามความหมายของคำว่าครูด้วยกันทุกๆ ครูเทอญ
อาตมาก็เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้วก็หมดแรงพูด ยุติการบรรยายในวันนี้ไว้เพียงเท่านี้ ขอให้ทุกคนพยายามจับความหมายของคำว่า
จิตวิทยาและความหมายของคำว่าพุทธศาสตร์ให้ลึกถึงจิตหัวใจของมัน ก็จะรู้จักมันดีแล้วก็เอามันมาทำให้เป็นศาสตราได้โดยการใช้ทั้งจิตวิทยา พุทธวิทยา เอามาใช้ให้กลายเป็นศาสตรา ศาสตรา ตัดฟันปัญหาความทุกข์ให้กระจุยกระจายหายไป ขอยุติการบรรยายด้วยความหวังว่าท่านทั้งหลายจะมีความกล้าหาญเป็นอิสระในการปฏิบัติให้ถูกต้องไม่เห็นแก่หน้า ไม่เห็นแก่อคติใดๆ แล้วมีความเจริญงอกงามในหน้าที่การงานของความเป็นครู เป็นสุขอยู่ทุกทิพาราตรีกาลเทอญ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม