 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32375" type="text/javascript"></script> |
|
จิตวิทยากับพุทธศาสตร์
ท่านสาธุชนทั้งหลาย โดยเฉพาะที่เป็นครู ที่มีหน้าที่ของครู อาตมาขอแสดงความยินดีเป็นสิ่งแรกที่ท่านทั้งหลายได้มาสู่สถานที่นี้ในลักษณะอย่างนี้ เพื่อขวนขวายหาวิธีที่จะดำเนินกิจการในหน้าที่ของตนของตนให้ลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะหน้าที่สูงสุดของผู้เป็นครู ผู้จะเปิดป
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 7:15 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 28 November 2007, 9:55 am
|
หน้าที่ 2 - จิต
ให้ดีที่สุด ให้ใกล้กับความจริงหรือถูกต้องที่สุด มันยากที่จะระบุว่าอย่างไรเป็นความจริง หรือเป็นความถูกต้อง ก็ยังไม่รู้จริงด้วยกันทั้งนั้น แถมยังมีความจริงที่ยังไม่รู้ ความจริงที่ยังซ่อนเร้นเหลืออยู่ก็มี เราก็ทำได้เพียงเท่าที่เราทำได้ ในครั้งแรกนี้ก็ขอ ให้พิจารณากันถึงคำว่าจิต เพียงคำเดียวก่อน

เท่าที่ได้ศึกษาสังเกตมา ก็ประมวลมาเปิดเผยให้ท่านทั้งหลายฟัง คำว่าจิต เมื่อกล่าวโดยธรรมชาติ มันก็เป็นเพียงธาตุ ธาตุชนิดหนึ่งเท่านั้นแหละ เท่านี้ก็เข้าใจยากเสียแล้ว เพราะเราเคยได้ยินกันแต่ ธาตุน้ำ ธาตุดิน ธาตุไฟ ธาตุลม ทำไมจะต้องเอาจิตมาเป็นธาตุด้วย นี่ก็เพราะว่าตามหลักพระพุทธศาสนาเป็นเช่นนั้น จิตก็เป็นธาตุ อย่างเดียวกับความหมายเดียวกันกับธาตุดินน้ำลมไฟ แม้ว่าจะมีลักษณะบางอย่างตรงกันข้าม
แต่ก็มีศักดิ์ศรีเป็นได้แต่เพียงศักดิ์ธาตุ ทีนี้คนที่มีความคิดความนึกรู้สึกเอาเองที่แล้วๆ มา มักจะมองเห็นว่าจิตเป็นผีด้วยซ้ำไป เป็นผีชนิดหนึ่ง ก็เด็กๆ ไม่คิดอย่างนั้น คนโตๆ ก็มักจะรู้สึกว่าจิตเป็นผีชนิดหนึ่งซึ่งเข้าใจยาก มันสิงอยู่ในคนหรืออะไรทำนองนั้น เลิกคิดอย่างนั้น จิตเป็นเพียงธาตุชนิดหนึ่งตามธรรมชาติ เป็นธาตุคล้ายนามคือไม่มีวัตถุ มันจึงได้เป็นวัตถุธาตุ เป็นนามธาตุ หรือจิตธาตุ ดินน้ำไฟลม เป็นธาตุอย่างวัตถุ วิญญาณธาตุเป็นธาตุอย่างจิต หรือนาม มันก็มี อากาศธาตุ เป็นที่ว่างสำหรับเป็นที่ตั้งที่อาศัยแห่งธาตุทั้งหลายเหล่านั้น เดี๋ยวนี้เราก็มีจิตที่มีฐานะเป็นสัจจะธาตุตามธรรมชาติ
จิตวิทยาก็หมายถึงความรู้เรื่องจิต ในฐานะที่เป็นสัจจะธาตุตามธรรมชาติ จะไปเกี่ยวข้องกับมันอย่างไร จะไปใช้ประโยชน์จากมันอย่างไร ก็เป็นเรื่องที่จะต้องดูกันต่อไป โดยลักษณะโดยตั้งปัญหาขึ้นมาว่าจิตมีลักษณะอย่างไร มันก็ต้องแยกได้ว่าตามโดยสัญชาตญาณโดยแท้ๆ ยังไม่มีอะไรไปเกี่ยวข้อง จิตก็มีลักษณะเป็นธาตุที่รู้สึกว่ารู้สึกได้ในตัวมันเอง
แต่ถ้าว่ามันมีอะไรเข้าไปเกี่ยวข้องหรือพัฒนาแล้วก็เปลี่ยนรูป เป็นจิตชนิดที่เป็นฝ่ายกิเลสที่โง่เง่า คือจิตฝ่ายที่เป็น โคธิ คือเฉลียวฉลาด ลักษณะมันก็ต่างกันออกไป จิตตามสัญชาติญาณเดิมแท้มันก็เป็นอย่างนั้นเป็นเดิมๆ เป็นกลางๆ อย่างนั้น
แล้วก็จะมากลายรูปไปตามสิ่งแวดล้อม ที่มาปรุงแต่ง กลายเป็นประเภทกิเลส ประเภทมืด หรือเมื่อได้รับการแวดล้อมปรุงแต่งถูกทาง ก็จะกลายเป็นจิตประเภทโคธิคือสว่างไสว มันจึงมีลักษณะเป็นได้ทั้งกลางๆ และสว่างไสว และมืดๆ เป็นกลาง หรือมืดหรือสว่างไสว หรือว่ามืดแล้วเป็นกลาง สว่างไสว ดูเอาตามเหตุของมันตามกรณีของมัน
ทีนี้ถ้าจะถามว่าจิตมีอำนาจ อิทธิพลอย่างไร จิตนี่ มันควบคุมวิวัฒนาการของสิ่งที่ประกอบกันขึ้นเป็นจักรวาล หรือเป็นโลก ก็แล้วแต่จะเรียก สิ่งทั้งหลายมันเป็นไปตามอำนาจจิต คนก็คงจะไม่ยอมเชื่อ ว่าก้อนหินมีจิตอย่างไร ถ้าในปรมาณูของก้อนหินมีการเคลื่อนไหวมันก็มีความรู้สึกได้ แต่มัน มันดิบเกินไป จะเป็นวัตถุมากเกินไป ไม่แสดงความรู้สึก แต่จิตที่เป็นนามธรรมเนี่ย มันนำ นำวิวัฒนาการ การวิวัฒนาการขึ้นมาเป็นพืช กระทั่งเป็นสัตว์ กระทั่งเป็นคนเนี่ยมันนำมาโดยสิ่งที่เรียกว่าจิต มันมีอำนาจมหาศาลที่จะควบคุมวิวัฒนาการ ผลักดันวิวัฒนาการให้เป็นไป คือสิ่งที่เรียกว่าจิตมันสิงสถิตอยู่ในสังขารกันนั้น
มาดูถึงสมรรถนะของจิต จิตมีสมรรถนะคือสามารถในหน้าที่ของมันอย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ท่านจึงจัดไว้ให้เป็นอาจิตไตยชนิดหนึ่งคือมากเหลือประมาณ เกินกว่าที่จำกำหนด
บัญญัติให้ได้ คือว่าคิดของมนุษย์ใครจะไปจำกัดได้ ขีดแวดวงให้ได้ มันจะไปอีกมากมายจนไม่รู้ว่าจะไปกันถึงไหน ที่แล้วมามันก็เป็นมาอย่างน่าอัศจรรย์เต็มที แต่มันก็ยังเป็นเหมือนแค่ขั้นเริ่มต้นเท่านั้นนะ
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม