 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32375" type="text/javascript"></script> |
|
จิตวิทยากับพุทธศาสตร์
ท่านสาธุชนทั้งหลาย โดยเฉพาะที่เป็นครู ที่มีหน้าที่ของครู อาตมาขอแสดงความยินดีเป็นสิ่งแรกที่ท่านทั้งหลายได้มาสู่สถานที่นี้ในลักษณะอย่างนี้ เพื่อขวนขวายหาวิธีที่จะดำเนินกิจการในหน้าที่ของตนของตนให้ลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะหน้าที่สูงสุดของผู้เป็นครู ผู้จะเปิดป
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 7:15 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 28 November 2007, 9:55 am
|
หน้าที่ 3 - จิตตะสังขาระ
การไปโลกพระจันทร์ได้ก็เป็นเรื่องเด็กเล่น เป็นเรื่องอมมือ ไปในเวลาหนึงข้างหน้าแน่นอน เพราะว่าจิตยังสามารถทำอะไรได้อีกมาก สมรรถนะของจิตเป็นอาจินไตย คำนวณไม่ได้ ทีนี้ก็มาดูถึงประโยชน์ ประโยชน์ของคำว่าจิต จิต หรือจะดูกันที่หน้าที่การงานก็ได้ ถ้ามันจะมีประโยชน์มันก็ต้องมีหน้าที่การงาน หน้าที่การงานทำให้เกิดประโยชน์ ถ้าจิตทำหน้าที่รู้ รู้ รู้ถึงความรู้ เราเรียกมันว่า มโน มโน
ถ้ามันทำหน้าที่คิดนึกเราจะเรียกมันว่าจิต ถ้ามันทำหน้าที่รู้แจ้งทางอายตนะ ทางกายหูจมูกลิ้นกายอย่างนี้ เราก็เรียกมันว่าวิญญาณ ดูที่มันเล่นตลกตามหน้าที่การงานของมัน ดูประโยชน์ของมัน มันจะรู้ก็ได้ มันจะคิดก็ได้ มันจะรับรู้อารมณ์ทางอายตนะก็ได้ ที่มันเป็นอย่างนี้

ทีนี้ก็จะดูถึง
สมุทัย เหตุให้เกิด อันนี้มันลำบากที่ว่าทีแรกเป็นนามธาตุขึ้นมาเราก็ไม่ค่อยรู้ หรือไม่จำเป็นจะต้องรู้ เช่นว่าธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ อะไรเป็นสาเหตุก็ไม่ต้องรู้ก็ได้ ถ้ารู้ก็รู้ตามที่เขาบัญญัติให้เรารู้ มันเป็นธาตุทางปัญญาไปโดยไม่ทันรู้ตัว แต่เอาตามความหมายของคำว่าจิต จิตที่ใชกันอยู่ ในพระพุทธศาสนา
ในพระพุทธภาษิตโดยตรงแล้วมันมี คำว่า
จิตตะสังขาระ เครื่องปรุงแต่งจิต ระบุเฉพาะเวทนา ซึ่งแยกเป็น ปีติ และสุข ในอาณาปานสติ หมวดที่สอง เวทนา กับปีติและสุขว่าเป็น จิตสังขาร เพราะเมื่อมีปีติหรือสุขเกิดขึ้นแล้ว มันก็มีการคิด ปีตีก็คือความพอใจที่เดือดพล่าน ความสุขก็คือความพอใจที่สงบนิ่ง ที่จริงก็เป็นสิ่งเดียวกันแหละ คือความพอใจในการประสบความสำเร็จ ถ้ามันเดือนพล่านอยู่มันก็เป็นปีติ ถ้ามันสงบระงับอยู่มันก็เป็นความสุข สิ่งทั้งสองนี้คือปีติและสุขถูกจัดเป็นจิตสังขาร เป็นเครื่องปรุงแต่งจิต ให้จิตเกิดขึ้น
ถ้าถือตามหลักนี้ จิตไม่ได้เกิดอยู่ตลอดเวลา เกิดมันมีเหตุปัจจัย เมื่อมีเวทนาคือปีติและสุข และถือว่าจิตชนิดนี้เป็นจิตที่ต้องสนใจเป็นตัวการที่ทำให้เกิดเรื่องเกิดราว ขึ้นเต็มบ้านเต็มเมืองหรือว่าทำโลกให้วินาศก็ได้ เวทนานั่นแหละเป็นตัวเหตุให้เกิดความรู้สึกทางจิตเป็นบวกเป็นลบ เป็นอะไรต่างๆ ต่อไปอีก สมมติฐานของความคิดหรือจิตในฐานะที่เป็นความคิดมีสมุดฐานคือเวทนา ถ้าเราควบคุมเวทนาได้ ถ้าเราควบคุมจิตได้ ถ้าเราควบคุมเวทนาได้ ก็เสมือนหนึ่งเราควบคุมโลกทั้งโลกได้ เพราะว่าโลกทั้งหมดที่มันทำอะไรให้เกิดมากับเราก็ทำให้เกิดเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นแก่จิต ถ้าเราควบคุมเวทนาให้ไม่เป็นพิษเป็นภัยขึ้นมาได้ ก็เหมือนกับเราควบคุมโลกทั้งโลกได้ นี่คือควบคุมสมุดฐานของสิ่งที่เรียกว่าจิตได้นั่นเอง
ทีนี้ก็มาดูถึงอัตถังธรรมะ
อัตถังธรรมะความดับชั่วคราว นิโรธะคือความดับที่เด็ดขาด สิ่งที่เป็นสังขารมีความดับชั่วคราวเป็นปรกติ ภาษาไทยเราเรียกว่าอัสดง อัสดง อัสดงที่แปลว่าไม่ได้ตั้งอยู่ หรือตั้งอยู่ไม่ได้ นั่นก็เป็นการชั่วคราว ดับไปชั่วคราวแล้วก็โผล่มาใหม่ ดับไปชั่วคราวแล้วก็โผล่มาใหม่ ครั้นจะดับจิต ทำจิตให้ดับก็คือดับเวทนา ดับสิ่งปรุงแต่งจิต ดับได้ชั่วคราวก็ดับชั่วคราว ดับได้เด็ดขาดก็สมุดขาด ...ดับได้ตลอดกาล
แต่ว่าดับในที่นี้ไม่ได้หมายถึงตายนะ หมายถึงไม่สามารถจะทำหน้าที่อย่างนั้นอีกต่อไป เราควบคุมเวทนาได้ เราก็ควบคุมจิตได้ ถ้าเราควบคุมเวทนาได้ ก็คือเราควบคุมจิตได้นั่นเอง ถ้ามันเป็นนิโรธะ มันต้องดับด้วยญาณสูงสุด เป็นอนิจจัง ทุขขัง อนัตตา แม้กระทั่งสุญญัตตา ตัถถาตา แล้วก็หมดความอาลัยกับมัน หมดความยึดถือกับมัน บอกเลิกกันทีแล้วก็ดับ ดับสิ่งที่มันจะทำให้เกิดเรื่องยุ่งยาก
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม