 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32375" type="text/javascript"></script> |
|
จิตวิทยากับพุทธศาสตร์
ท่านสาธุชนทั้งหลาย โดยเฉพาะที่เป็นครู ที่มีหน้าที่ของครู อาตมาขอแสดงความยินดีเป็นสิ่งแรกที่ท่านทั้งหลายได้มาสู่สถานที่นี้ในลักษณะอย่างนี้ เพื่อขวนขวายหาวิธีที่จะดำเนินกิจการในหน้าที่ของตนของตนให้ลุล่วงไปด้วยดี โดยเฉพาะหน้าที่สูงสุดของผู้เป็นครู ผู้จะเปิดป
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 7:15 pm ปรับปรุงล่าสุด: Wed 28 November 2007, 9:55 am
|
หน้าที่ 4 - อัสสาถะ
ที่นี้ถ้าจะดูถึงอัสสาถะ อัสสาถะ แปลว่าความมีเสน่ห์ดึงดูดจิตใจ ดึงดูดจิตใจ อัสสาถะนี่พวกแปลทั้งหลายมักจะแปลกันเพียงว่าคุณ คุณ ไม่พอหรอก แปลว่าคุณค่ามันไม่พอ อัสสาถะนั้นเป็นคุณค่าที่เป็นเสน่ห์ดึงดูดใจฝ่ายบวกสูงสุด จิตมีอัสสาถะมีเสน่ห์ที่ทำให้เราหลงใหลในมันก็เพราะมันสามารถทำให้เกิดอารมณ์ขับกล่อม อารมณ์ประเล้าประโลม ที่จะทำให้ถูกอกถูกใจ
มันใช้จิตเป็นสิ่งที่ทำให้เกิด แล้วมันก็เกิดอยู่ที่จิต จิตที่มีอารมณ์ รื่นเริง บันเทิง ที่ท่านหลงใหลบ้าไป มันก็มีเพราะว่ามันมีการทำให้เกิดอัสสาถะปิดครอบงำจิตใจ เอร็ดอร่อย สนุกสนาน ทุกอย่าง ทุกประการที่มันจะมาทำขึ้นมาได้ด้วยสิ่งที่เรียกว่าจิต มันจึงหลงรักจิต ในฐานะที่มันจะทำอะไรให้เราได้ตามที่เราต้องการ
ที่นี้ก็ดูที่มันตรงกันข้ามก็คือ อาจีรวะ อาจีรวะ แปลว่าโทษอันเลวทรามร้ายกาจของมัน ตามหลักพระพุทธศาสนาทั่วไปก็คือว่ามันกัดเอาผู้ที่ไปยึดถือว่าเป็นตัวตน ใครไปยึดถือเอาจิตเป็นตัวตนหรือว่าของตนมันก็กัดเอา เจ็บด้วย คือความทุกข์นานาประการทุกอย่าง ในกรณีต่างๆ ก็เป็นบ้าไปเลยก็มี ตายไปเลยก็มี ต้องพูดว่าจิตเนี่ยมันกัดคนที่เข้าไปยึดถือเอาว่าเป็นตัวตน นี่หัวใจของพุทธศาสนา ให้เห็นจิตโดยความไม่เป็นตัวตน ไม่เป็นตัวตนแล้วก็ไม่ใช่ของตนก็จะหมดปัญหา อัสสาถะของมันคือยั่วให้รัก อาจีรวะของมันก็คือกัดคนโง่ที่เข้าไปรัก นี่คงจะพอแล้วมั้งเรื่องของจิตมันเป็นอย่างนี้
แล้วจิตวิทยา วิทยาว่าด้วยจิตพวกเราเรียนกันมาทั้งหมดนี้หรือเปล่า ท่านอาจารย์ทางจิตวิทยาทั้งหลายน่ะ ท่านได้เรียนลักษณะ ธรรมลักษณะอย่างกล่าวมาทั้งหมดนี่หรือเปล่า แล้วจะพูดได้ว่าท่านรู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตอย่างถูกต้องและครอบถ้วนแล้วหรือยัง อาตมาคิดว่ามันต้องอย่างน้อยที่ต้องรู้จัก ธรรมลักษณะ และลักษณะธรรมดาทั่วไปของจิต ในลักษณะอย่างนี้ เราจะดูจิตกันอย่างไรถ้าเป็นสิ่งที่ไม่มีตัวให้ดู มันก็ต้องมีตาชนิดหนึ่งซึ่งจะดูให้เห็นจิต รู้จักโดยสติปัญญา มันไม่ใช่เป็นเรื่องทางกายด้วยซ้ำไป แล้วมันก็ไม่ได้เป็นเรื่องทางจิตในความหมายทั่วๆ ไป มันเป็นเรื่องทางสติปัญญา คำว่าจิตเนี่ย ไม่ใช่มีความหมายเพียงแต่เป็น psychical หรือ psychic psycho มันมีความหมายกินไปถึงคำว่า spiritual spiritual สติปัญญาซึ่งเป็นคุณสมบัติของจิต ทางร่างกายทางวัตถุก็เป็นเรื่องที่ฟิสิกส์
แต่ถ้าเป็นเรื่องทางจิต ตามหลักพุทธศาสนามีความหมายไกลเหมือนกัน psychic คือความคิดของจิตหรือปกติภาวะของจิต ตัวจิตหรือกำลังของจิต มันยังหมายไปถึงสติปัญญาที่จะพาออกไปพ้นโลกได้ก็เป็นเรื่องของจิต เรียกว่ามันกว้างขวางเหลือประมาณ เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่าจิตในลักษณะนี้ แล้วหรือยัง
ทีนี้ก็ จะดูไปถึงแนวทางที่จะใช้สิ่งที่เรียกว่าจิตให้เป็นประโยชน์ หมายความว่าเราจับตัวมันได้แล้ว ก็ไปเกี่ยวข้องได้ตามความต้องการแล้ว จะใช้มันให้เป็นประโยชน์อย่างไร จะพูดกันโดยหลักใหญ่ๆ หัวข้อใหญ่ๆ ว่า ดับทุกข์แท้จริง ดับความทุกข์ที่แท้จริงก็คือถึงสิ่งที่ทำให้บรรลุมรรคผล นิพพาน เป็นประโยชน์สูงสุด ในการใช้จิตให้เป็นประโยชน์ แต่เดียวนี้เราก็ไม่ได้ทำกันถึงอย่างนั้น มันเป็นเรื่องที่เก็บไว้ในพิพิธภัณท์ เป็นเรื่องประวัติศาสตร์โบราณคดี เก็บเรื่องราวของอรหันต์น้อยเป็นเรื่องโบราณคดีเสียหมด ก็ไม่ได้ทำมาเป็นประโยชน์ถึงขนาดที่มุ่งหมายแท้จริงตามหลักพระพุทธศาสนา
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม