 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32377" type="text/javascript"></script> |
|
ศิลปะแห่งการใช้สติในทุกกรณี
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควันวิสาขบูชา อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยหัวข้อใหญ่เรื่อง ปรมัฐศิลแห่งการครองชีวิต แต่จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยในวันนี้ว่า ศิลปแห่งการใช้สติในทุกกรณี
ขอให้ท่านทำความเข้าใจในความมุ่งหมายของการบรรยา
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 10:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 17 September 2007, 12:11 pm
|
หน้าที่ 10 - อวิชา
ถัดไปในอันดับที่ 7 ความงามในการที่ไม่เกิดกิเลสตัณหา ความงามที่มันไม่เกิดกิเลสตัณหา เมื่อไรเกิดกิเลสตัณหามันก็สกปรกและไม่งาม แต่เดี๋ยวนี้คนแต่ละคน แต่ละวันๆ นั้นน่ะมันเกิดกิเลสตัณหา บางทีเกิดอยู่ในใจ ไม่มีใครรู้ บางทีเกิดอยู่ในใจบังคับมันไม่ได้ ออกมาข้างนอกให้คนอื่นเห็น คนอื่นมันก็รู้และก็เห็น มันก็ว่าไม่งาม มันก็รู้สึกว่าไม่งาม
ไอ้ตัวเองมันก็รู้สึกว่าไม่งามอยู่แล้ว ไปให้คนอื่นเห็นก็ด้วยมันก็ไม่งามมันเพิ่มขึ้นมาอีกทางหนึ่ง ต้องมีสติมากควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้เกิดกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทฝ่ายสมุทยวาร กิเลสตัณหาก็ไม่เกิดขึ้น พูดอย่างนี้บางคนฟังไม่ถูก แต่เรื่องมันก็ยาวเกินกว่าไปที่เอามาอธิบายในเวลาอันสั้น
ไปศึกษาเรื่องปฏิจจสมุปบาทเอาเอง ก็ควบคุมตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่ให้ปรุงแต่เป็นกระแสแห่งปฏิจจสมุปบาทขึ้นมา กิเลสตัณหาประจำวันในชีวิตประจำวันในเรื่องประจำวันมันก็ไม่เกิด เราก็มีความงาม
ต่อไปเป็นอันดับที่ 8 ความงามที่จะไม่เกิดตัวกู ของกู ให้ลองคิดดูบ้าง เกิดตัวกูของกูขึ้นมาเมื่อไรมันงามหรือไม่งาม แต่เดี๋ยวนี้บางคนยังไม่รู้จักว่า ตัวกูของกู คืออะไรเสียอีก ก็เลยฟังไม่ถูก ตัวกูของกู คือ ความเกิดขึ้น เป็นความรู้สึกว่าตัวกู ว่าของกู
เนื่องจากอวิชา ความไม่รู้ว่าอะไรเป็นอย่างไร ไปหลงรัก หลงเกลียดอะไรเข้า มันก็เกิดความอยากไปตามอำนาจความรักและความเกลียด เมื่อความอยากนี้ไปเต็มที่แล้วมันก็เกิดความรู้สึกเป็นตัวกูผู้อยาก อยากเอามาเป็นของกู ยึดถือว่ามันเป็นศัตรูของกู เรื่องตัวกูมันก็กลุ้มไปหมด เรื่องตัวของกูอย่างนี้เป็นความเลวร้ายที่สุดในการทำมนุษย์ให้ทุกข์ทรมาน เห็นแล้วจะเห็นว่ามันไม่งามอย่างยิ่ง แต่คนเราก็เต็มไปด้วยความรู้สึกชนิดนี้ เพราะว่าสะสมมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก
ตั้งแต่คลอดจากท้องแม่ ให้ยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวกูเป็นของกู แล้วไม่รู้จักอยากยิ่งๆ ขึ้นๆ ไป เรื่องสวย เรื่องงาม เรื่องหอม เรื่องหวาน เรื่องเอร็ดอร่อยต่างๆ นาๆ ถ้าความอยากมันเป็นไปเต็มที่แล้ว ความรู้สึกว่าตัวกูผู้อยากมันก็ตามมา พอตัวกูผู้อยากเกิดขึ้นในจิตใจ เดี๋ยวนี้อะไรเป็นตัวกูอะไรเป็นของกูขึ้นมาแล้ว ก่อนนี้มันเงียบอยู่มันไม่มีความรู้สึกเป็นตัวกูของตัวกูมันไม่มีเรื่อง พอเกิดความรู้สึกเป็นตัวกูเป็นของกูมันถึงจะมีเรื่อง ยากที่จะป้องกันไว้ได้
มันก็มีเรื่องของกิเลสตัณหา แล้วแต่ว่ามันเกิดตัวกูของกูประเภทไหนชนิดไหน ฉะนั้นความงามหมดไปเพราะเกิดความรู้สึกชนิดตัวกูของกู และเห็นแก่ตัวทั้งนั้นเลย ไม่มีเห็นแก่ผู้อื่น จิตว่างไม่ได้แล้วที่นี้ ตัวกูของกูเข้ามาอยู่เต็มจิตแล้ว ไม่ว่างแล้ว ไม่มีธรรมะแล้ว ตัวกูของกูเข้ามาอยู่เต็ม ธรรมะหายไปหมด จิตนั้นก็ไม่งาม เหลืออยู่แต่ตัวกูของกู สกปรก เป็นลักษณะของพยามาร ภูตผี ปีศาจ สลอนไปหมด หาความงามในจิตไม่ได้ นี่มารอยู่ตรงนี้
มารเกิดอย่างนี้ในลักษณะอย่างนี้ เราก็ไม่รู้จักมัน และก็ไปหลงรักมัน เอามาเป็นตัวเราเสียด้วย ก็เลยไม่ต้องมีในการกำจัดมารหรือทำลายล้างมารกันเลย กำจัดไอ้ความรู้สึกชนิดนี้เสียให้ได้ อย่าให้มีตัวกูของกู
ที่นี้จิตก็ว่างจากกิเลส ก็มีแต่ธรรมะทุกอย่างครบถ้วน เมื่อไม่มีตัวกูมีธรรมะ เมื่อมีธรรมะไม่มีตัวกู มันอยู่ด้วยกันไม่ได้ ฉนั้นเราก็มีสติจับให้ดี ให้มันไม่เกิดตัวกูของกู ถ้าเกิดขึ้นก็รู้ทัน กำจัดออกไปเสียโดยเร็ว
ถ้าเก่งกว่านั้นก็กำจัดความคิดชนิดนี้ได้ตลอดเวลา กำจัดตัวกูของกูเสียได้นั้นเป็นพระอรหันต์ เรียกว่าเป็นผู้ตายเสร็จแล้วก่อนร่างกายตายกิเลสตัณหาหมดแล้วแต่ก่อนร่างกายตาย ความคิดตัวกูของกูตายหมดแล้วไม่อาจจะเกิดอีก แต่ก่อนร่างกายนี้จะตายนี้มันงามสักเท่าไร ขอให้ลองคิดดูเถิด ธรรมะสูงสุดมันอยู่ที่หมดความยึดถือเป็นตัวกูของกู นี่ธรรมะสูงสุด นี้ก็งามสูงสุด
ข้อสุดท้ายข้อที่ 9 ความงามที่เกิดจากการตายอย่างมีสติ ความงามที่มีอยู่ในการตายอย่างมีสติ จะตายกันอยู่แล้วยังอยากจะงามอีกลองคิดดูเถอะ
แม้จะตายอยู่แล้วยังอยากแสดงฝีไม้ลายมือครั้งสุดท้ายว่าจะตายให้งาม นี้ไม่ใช่กิเลสตัณหา ความต้องการอย่างนี้เป็นการทำหน้าที่ เป็นการประพฤติให้ตรงตามหน้าที่ แม้จะตายก็ตายอย่างมีศิลป์ มีศิลปะแห่งการตาย จะตายให้มันงาม คือตายด้วยสติ รู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นเช่นนี้เอง อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเช่นนี้เองอิทัปปัจตาเช่นนี้เอง ไม่ต้องกระเสือกกระสนวุ่นวายใจ เดือดร้อนอะไร สงบ ระงับอย่างยิ่งด้วยอำนาจสติ แล้วจิตก็ดับไป เหมือนดับสวิทช์ไฟ งามหรือไม่งามก็ลองคิดดู เรียกว่าตายอย่างงดงามที่สุด
ตายอย่างมีศิลปะที่สุด ก็คือตายอย่างมีสติ ศิลปะแห่งการใช้สติมันมาจบลงตรงที่ว่าตายอย่างงดงาม
เป็นธรรมะสูงสุดเป็นศิลปะสูงสุด เรามากล่าวกับท่านในวันนี้ด้วยเรื่องศิลปะแห่งการใช้สติในทุกๆ กรณี หมายความว่าทุกขั้นตอนและทุกๆคน ให้ทุกอย่างเป็นไปถูกต้องตามทางของพระธรรม ซึ่งงามอยู่ในตัวพระธรรม มีธรรมะก็มีความงาม มีความงามก็มีธรรมะ มีธรรมะก็มีความงาม มีความงามก็เป็นศิลปะ
เราจึงมีศิลปะในทุกกรณีทุกขั้นตอนในการละเสียซึ่งอบายมุข ธรรมะขั้นต่ำขั้นเลวของชาวบ้านทั่วไป ถ้าละอบายมุขเสียให้ได้มันก็งามขั้นต้นงามขั้นแรกของเรื่องของชาวบ้าน มันก็งามในการดำรงชีพ การหาทรัพย์สมบัติ การบริโภคทรัพย์สมบัติ การสะสมไว้ซึ่งทรัพย์สมบัติก็ถูกต้องและงดงาม ทีนี้ไม่มีการทุศีลในชั้นไหนระดับใด ทุกอิริยาบถมันก็มีความงาม นี้บริโภคปัจจัย 4 ที่เป็นเครื่องบำรุงรักษาชีวิตก็ถูกต้อง งดงาม ไม่มีส่วนใดที่น่าติเตียน เพราะว่ามันไม่โง่ งามเพราะว่าไม่มีนิวรณ์รบกวนใจตลอดวันๆๆ ไม่มีนิวรณ์รบกวนใจมันก็งามข้างในและงามออกมาถึงข้างนอก คนที่ไม่หงุดหงิดงุ่นง่านด้วยนิวรณ์นั้นน่ะมันน่าดู คือ งดงาม ที่งามเพราะสติปัญญาเห็นไตรลักษณ์
บังคับชีวิตนี้ให้งดงามให้ปกติ และก็งามเพราะไม่เกิดกิเลสตัณหาประจำวันเหมือนที่เกิดกันอยู่ และก็งามเพราะไม่เกิดตัวกูของกูด้วยความเผลอสติ และก็งามอย่างสุดท้ายคือตายอย่างงดงามที่สุด ก็ตายอย่างมีสติ ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆ เพราะเห็นความเป็นเช่นนั้นเองของสิ่งทั้งปวงแล้ว นี่เรียกว่าตายอย่างมีสติ ดับไป เหมือนปิดสวิทช์ไฟ
เรื่องมันก็จบที่ว่า จะมีศิลปะในการใช้สตินี้ 9 หัวข้อนี้มันก็พอแล้ว จะพูดให้มากกว่านี้ก็ได้แต่มันจะฟั่นเฝือ ก็ให้ท่านทั้งหลายเก็บไปสนใจ และก็พอใจในการที่จะมีชีวิตที่งดงาม คือ ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ซึ่งเป็นความงามตามธรรมชาติของธรรมะนั้นๆ การบรรยายในวันนี้ก็พอสมควรแก่เวลาแล้ว
อาตมาขอยุติการบรรยายด้วยความหวังว่าต่อไป นี้ท่านทั้งหลายก็จะมีความงามเพิ่มขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย สิ้นสุดการบรรยายนี้แล้วให้พระคุณเจ้าทั้งหลายได้สวดบทพระธรรมสำหรับส่งเสริมกำลังใจในการปฏิบัติธรรมในหน้าที่ของตน ขอจงได้อดทนฟังต่อไปอีกสักขณะหนึ่ง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม