 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32377" type="text/javascript"></script> |
|
ศิลปะแห่งการใช้สติในทุกกรณี
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควันวิสาขบูชา อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยหัวข้อใหญ่เรื่อง ปรมัฐศิลแห่งการครองชีวิต แต่จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยในวันนี้ว่า ศิลปแห่งการใช้สติในทุกกรณี
ขอให้ท่านทำความเข้าใจในความมุ่งหมายของการบรรยา
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 10:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 17 September 2007, 12:11 pm
|
หน้าที่ 3 - ธรรมะ
นี่เราต้องการความงามที่แท้จริง คือ ธรรมะ
ธรรมะคือความงาม ความงามคือธรรมะ และก็มีวิธีการที่จะทำให้ได้ตามนั้น ความไม่มีกิเลสเป็นความงาม เพราะการทำให้ไม่มีกิเลสก็เป็นศิลปะ วิธีที่ทำให้ไม่มีกิเลสเป็นศิลปะเพราะว่ามันทำยาก และมันมีความงามอยู่ในตัวมันเอง เราจึงหลีกไอ้สิ่งที่เรียกว่าศิลปะนี้ไม่พ้น ไม่ว่าเราจะรู้สึกตัวหรือไม่รู้สึกตัว เราไม่รู้สึกตัวเราก็ไม่สนใจกับสิ่งที่เรียกว่าศิลปะ

อย่างที่ท่านทั้งหลายโดยมากก็เป็นอย่างนั้น ยกเอาเรื่องของศิลปะให้เป็นเรื่องหลอกลวง เป็นเรื่องหลอกคนเอาสตางค์อย่างนั้นไปเสีย นี่มันเข้าใจผิดกันอยู่ ถ้าเข้าใจถูกจับใจความของพระธรรมให้ได้ตรงที่มีความงามแล้ว บางคนก็จะมีความพอใจในศิลปะ คือการทำให้มันงาม โดยการใช้พระธรรมให้ถูกต้อง เรื่องนี้มันสำคัญอยู่ที่ความมีสติ ถ้ามีสติพอมันก็สามารถจะทำได้ ในการที่จะรักษาไว้ซึ่งความงามในทุกแง่ทุกมุมของธรรมะที่เกี่ยวกับชีวิตของเราในทุกๆ กรณี ในทุกๆ ขั้นตอน และในทุกๆ คนด้วย
อาตมาพูดอย่างนี้ว่าทุกๆ คนด้วยไม่ว่า คฤหัส บรรพชิต ไม่ว่าเด็กเล็กผู้ใหญ่ผู้เฒ่า มีความจำเป็นที่ต้องรู้จักทำให้ชีวิตนี้ประกอบด้วยความงาม ก็คือมีพระธรรม เหมือนกับว่าพระธรรมนี่มันจำเป็นสำหรับมนุษย์ทุกขั้นตอนแห่งวัฒนการของเขาทีเดียว
เอาละ เป็นอันจำกัดความได้ว่า ถ้าเป็นศิลปะแล้วก็ต้องงาม ต้องเป็นงานฝีมืออันละเอียดและสำเร็จประโยชน์ถึงที่สุดในความหมายนั้นๆ ถ้าไม่งามก็ไม่ใช่ศิลปะ เช่น กินข้าวมูมมาม ซู๊ดซ๊าด อันนี้งามหรือไม่งาม ตามธรรมดาก็จะถือว่ามันไม่งาม นั่นก็เพราะว่ามันไม่มีศิลปะในการกินอาหารนั่นเอง ถ้าว่ากินเรียบร้อยเหมือนอย่างพระที่ถือวินัยมันก็งาม ก็คือมีศิลปะ ที่มีธรรมะ ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่เรียกว่า ศิลปะ
นั้นเรามาพิจารณาดูกันในข้อนี้ว่าทำอย่างไรจึงจะรักษาไว้ได้ซึ่งความงาม
บางคนอาจจะคิดว่า อาตมาหมายความว่า ความงามมันมีอยู่แล้วไม่ต้องสร้างขึ้นมา เราเพียงแต่รักษาอย่างนั้นหรืออย่างไร อาตมาก็จะพูดว่าอย่างนั้นแหละ ยืนยันว่าอย่างนั้นแหละ ความถูกต้องนี้มันมีอยู่โดยธรรมชาติ ความสงบมีอยู่โดยธรรมชาติ ความวุ่นวายความไม่ถูกต้องนี้พึ่งมี ถ้าเรารู้จักธรรมชาติของจิต เราจะรู้ตามพระพุทธภาษิตที่ได้ตรัสไว้ว่า จิตนี้มีปกติประภัสสร คือ ใส ผ่องใสไปตามธรรมชาติ และเศร้าหมองเมื่ออุปกิเลสจรเข้ามา เหมือนกับว่าเพชรนี้มันมีน้ำที่ใส น้ำเพชรที่สวยงามอยู่ในเพชร ถ้ามีอะไรมาปิดบังเสียมันก็ไม่ปรากฎ มันก็ไม่งาม แม้ว่าธรรมชาติเดิมของมันจะงาม เช่น ความที่ยังไม่ได้เจียระไน ยังมีผิวขรุขระ มันก็ไม่งามเพราะว่าความยังไม่ได้เจียระไนบังไว้เสีย หรือเจียระไนแล้วแต่ว่ามันเปลื้อนโคลน เปลื้อนสี เปลื้อนของสกปรก มันก็ไม่งามเหมือนกัน
เราถือว่าโดยธรรมชาตินี่ จิตนี้เป็นประภัสสร งาม และก็เสียความงามไปเมื่อมีกิเลสในทางเศร้าหมองเข้ามาปกปิด ความมีกิเลสจึงไม่งาม ความไม่มีกิเลสจึงมีความงามอยู่โดยธรรมชาติ ใครๆก็ไปลองคิดดูไม่ต้องลึกซึ้งอะไรนัก เมื่อจิตมีกิเลสเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อจิตไม่มีกิเลสต่างกันอย่างไร พอจะสังเกตได้ด้วยกันว่า เมื่อจิตแจ่มใส สะอาด สว่าง สงบเย็น นี้เป็นความงามอย่างยิ่ง ถ้ามันสกปรก มืดมัว และเล่าร้อน มันก็หาความงามมิได้เลย เรารักษาอย่าให้มันเกิดสกปรก มืดมัว เล่าร้อนขึ้นมา ให้คงสภาพปกติประภัสสร สะอาด สว่าง สงบ อยู่ตามธรรมชาติเดิม ที่ว่าอบรมจิตนั้นก็คือ อบรมจิตชนิดที่อย่าให้โอกาสแก่กิเลสเกิดขึ้น อบรมเรื่อยไปให้จิตนี้สามารถป้องกันไม่ให้กิเลสเกิดขึ้น และประภัสสรของจิตนี้ก็ตายตัวลงเป็นพระนิพพาน เพราะว่ามันประภัสสรตลอดกาลโดยประการทั้งปวง
เราถือว่า ความสงบเป็นของเดิม ความวุ่นวายโกลาหลนี้เป็นของใหม่ และก็ไม่งาม รักษาสภาพเดิมที่งดงามเอาไว้ให้ได้ ก็คือมีธรรมะ การใช้สตินี้ ใช้เพื่อรักษาสภาพปกติ จะได้รักษาสภาพที่ถูกต้องไว้ได้ ถ้าเราไม่มีสติ ก็ไม่อะไรจะเป็นเครื่องรักษา นี้เป็นหลักสำคัญตายตัวสั้นๆ ว่าสติเป็นเครื่องรักษา ถ้าเราไม่มีสติแล้วไม่มีอะไรที่จะเป็นเครื่องมือสำหรับการรักษา
คำว่ารักษา นี้หมายถึง ทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับให้คงสภาพเดิม เดี๋ยวนี้ถ้าเรารักษาไว้ได้ มันก็งาม ความงามนั้นก็มีได้เพราะว่ามีสติในการรักษา ภิกษุ สามเณร จะมีศีลาจารวัฒงดงามน่าเลื่อมใส ก็เพราะมีสติในการรักษา การที่มีศีลปะอยู่ได้ก็เพราะมีสติในการรักษา ดั้งนั้นเราควรที่จะพูดกันให้ละเอียดละออสักครั้งหนึ่ง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม