คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32377" type="text/javascript"></script>
ศิลปะแห่งการใช้สติในทุกกรณี
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควันวิสาขบูชา อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยหัวข้อใหญ่เรื่อง ปรมัฐศิลแห่งการครองชีวิต แต่จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยในวันนี้ว่า ศิลปแห่งการใช้สติในทุกกรณี ขอให้ท่านทำความเข้าใจในความมุ่งหมายของการบรรยา
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 14,995 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 10:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 17 September 2007, 12:11 pm

หน้าที่ 5 - ความงามในการดำรงชีพ
ใส่ใจไว้ว่า อย่าทำด้วยความหวัง อย่าทำด้วยความหิว จงทำด้วยสติปัญญา เท่านั้นเอง ทำไปพรางสนุกไปพราง ไม่ต้องหิว ไม่ต้องหวังต่อผลสำเร็จ นี่คือศิลปแห่งการขจัดเสียซึ่งความเป็นเปรต ให้มันหมดสิ้นไปมันจะได้งดงาม




50185



ที่นี้สำหรับความขลาดนั้น ถ้าความรู้เรื่องตัวตนมันไม่พอมันก็ยึดถือตัวตนของตนมากเกินไป มันก็กลัวไปหมดทุกอย่าง ขอเล็กนิดเดียวมันก็มากลัวด้วยมากมายเป็นเรื่องใหญ่เรื่องโต แสดงความขลาดออกมาให้คนอื่นหัวเราะเยาะ แต่ถ้าเรารู้ว่าอะไรดี อะไรชั่ว อะไรผิด อะไรถูก อะไรควร อะไรไม่ควร ตัวตนเป็นเรื่องของความยึดถือ อย่างนี้แล้ว มันก็ไม่ขลาดเป็นแน่ มันก็จะดำรงตัวอยู่ได้ในลักษณะที่พอดี คือ ไม่ต้องขลาด นั้นเราก็ยังมีความงาม เพราะว่า ไม่ตกลงในอบาย ไม่อยู่ในอบาย ไม่มีลักษณะแห่งอบายเข้ามาเกี่ยวข้อง เราจึงมีความงาม มีสติในการในการที่จะหวลจะได้จากอบายทั้งปวง ก็เรียกว่ามีความงามในการละเสียได้ซึ่งอบาย


อบาย 4 อย่างนี้ไม่มีแล้ว ความเสื่อมแห่งความเป็นมนุษย์ก็ไม่มีแล้ว ความเสื่อมแห่งทรัพย์สมบัติจะมีได้อย่างไร ก็มันทำไอ้สิ่งที่มใหญ่กว่าสำคัญกว่าถูกต้องเสียแล้ว เรื่องเล็กๆ น้อยๆ ก็ไม่มีทางที่จะผิดพลาดได้ ขอให้ท่านทั้งหลายสังเกตดูให้ดีว่า อบาย อบายนี้เป็นเรื่องของความเสื่อม ถ้าเป็นเรื่องความเสื่อมทางทรัพย์สมบัตินั้นมันเป็นเรื่องเล็กๆ เป็นเรื่องชาวบ้าน แต่ถ้ามันเป็นความเสื่อมของความมนุษย์นั้นนะเป็นเรื่องของบัณฑิตนักปราชญ์ของพระอริยเจ้า เขาพยายามไม่ยอมเสื่อมจากความเป็นมนุษย์ แม้จะต้องเสื่อมจากทรัพย์สมบัติ ก็รักษาเอาความเป็นมนุษย์ไว้ได้ ไม่มีความเสื่อมของความเป็นมนุษย์ อย่างนี้เรียกว่า มันเป็นความงาม มีสติพอแล้วก็รักษาความงามอันนี้ไว้ได้

นั้นเรามาฝึกฝนศิลปะแห่งความมีสติ การใช้สติป้องกันไม่ให้อบายทั้ง 4 ประการนี้มาย่ำยีหรือมาแผ่วพาลได้
เป็นข้อที่ 1 ที่นี่ข้อที่ 2 ความงามในการดำรงชีพ ในความหมายธรรมดา ในการแสดงหาทรัพย์สมบัติก็ดี การบริโภคทรัพย์สมบัติก็ดี การเก็บรักษามีสะสมไว้ก็ดี สามประการนี้ต้องมีความถูกต้องจนถึงจะเรียกว่ามีความงดงาม หาทรัพย์อย่างงดงาม บริโภคทรัพย์อย่างงดงาม สะสมทรัพย์อย่างงดงาม ใครทำได้อย่างนี้หรือเปล่า


ในการแสวงหาทรัพย์อย่างงดงาม มันต้องเป็นสัมมาอาชีวะ ไม่ใช่เรื่องลัก เรื่องขโมย เรื่องคอลัปชั่น เรื่องอะไรที่ว่าเอาแต่ได้แล้วการผิดถูกไม่รู้ นี่มันเป็นการแสวงหาที่น่าเกลียด น่าชัง ไม่มีความงดงามแต่คนก็แสวงหากันโดยมาก นั้นไปศึกษาดูให้ดีว่าจะไปแสวงหาทรัพย์สมบัติกันอย่างไร เว้นเสียได้จากความผิดพลาดในทางศีล ในทางธรรม ในทางกฎหมาย ในทางอะไรทุกอย่าง ที่ว่าหาทรัพย์อย่างงดงามนี้


อาตมาอยากจะเสนอแนะว่า ในการหาทรัพย์นั้นเอง ถ้าฉลาดจริงๆ แล้ว มันต้องทำให้มีความสุขได้ด้วย โดยทั่วไปคนจะมองเห็นหรือยึดถือเสียว่า ถ้าหาทรัพย์มันก็เหน็ดเหนื่อย เหงื่อไหลไครย้อย ทนทุกข์ทรมานอย่างนี้ มันเป็นการหาทรัพย์ที่ไม่งดงาม เป็นเรื่องของคนโง่ เป็นเรื่องของคนไม่มีศิลปะ ถ้ามีศิลปะมันต้องหาทรัพย์ได้อย่างสนุกสนาน มีความสุขอยู่ในการหาทรัพย์นั้น จะยกตัวอย่างเรื่องสามัญธรรมดาและต่ำต้อยที่สุด ว่าเป็นชาวนา เลี้ยงควายก็พอใจ สนุกอยู่กับควาย


เมื่อเห็นแม่ควายกินหญ้าลูกควายกินนม ก็สบายใจเหลือประมาณ เพราะมันเป็นคนมีธรรมะ ไม่มีกิเลสตัณหาครอบงำใจ มันจึงไม่ต้องการจะไปกินเหล้าเมายาที่ไหนเพื่อให้มีความสุข เมื่อเห็นแม่ควายกินหญ้าลูกควายกินนมมันก็ชื่นอกชื่นใจ สบายใจ สบายตาแล้ว นี่คือเรียกว่า เลี้ยงควายก็มีความสุข เป็นศิลปะอยู่ในการเลี้ยงควาย เอาควายมาไถนาก็มีความสุขอยู่กับคันไถนั้นเอง มันมีจิตใจสำนึกอยู่ในหน้าที่ของมนุษย์ รู้สึกว่าเราได้ทำหน้าที่ของมนุษย์แล้วก็เป็นการประพฤติธรรม นั้นประพฤติธรรมเมื่อจับไถไถนาอยู่ ไม่ต้องดินรนในจิตใจ เขาว่ามันจะไปพักผ่อน มันจะไปเที่ยวสนุก มันจะไปกินเหล้าเมายา มันเป็นสุขเพราะมันรู้สึกว่าไอ้การทำงานคือการปฏิบัติธรรม เมื่อเป็นสุขตลอดเวลาที่ไถนา หรือว่าต้องขุดนามันฟันลงไปด้วยจอบทุกที มันก็สำนึกว่านี่เราทำหน้าที่ที่ถูกต้อง เป็นการประพฤติธรรม เราฟันลงไปทีหนึ่งงานมันก็เสร็จไปทีหนึ่ง ฟันทีหนึ่งงานก็เสร็จทีหนึ่ง


งานเราก็กำลังเสร็จกำลังก้าวหน้าทุกทีที่เราฟันลงไป มันก็มีความพอใจมีความสุขอยู่ในการขุดนา นี้ต่อไปจะเป็นการ ทำอะไร จะเป็นเรื่องของการคราด การดำ การหว่าน การอะไรก็อยู่ในความพอใจทั้งนั้น ข้าวออกรวงมาก็ไม่ค่อยได้สนใจนักพ่อบ้านเพราะว่าเป็นเรื่องของแม่บ้านเขาเอาไปขาย ไอ้เรามันพอใจมีความสุขเสียแล้วเมื่อได้ทำนา นั้นขายข้าวได้เงินเท่าไรเราก็ไม่รู้ไม่ชี้นั้นเป็นเรื่องของแม่บ้าน พ่อบ้านก็ไปมีความสุขกับแม่ควายกินหญ้าลูกควายกินนมต่อไปอีก ชีวิตนี้ก็ไม่มีความทุกข์ มันเป็นการรับประกันความไม่ล้มเหลวทางเศรษฐกิจ คือมันต้องได้ผล


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 4) หน้าถัดไป (หน้า 6) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,247 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ศิลปะแห่งการใช้สติในทุกกรณี [14,996]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,320]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,595]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,328]
Global Warming { English } [116,672]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.