คุณยังไม่ได้ Log in | สมัครสมาชิก ฟรี
กลับหน้าแรก วิชาการ.คอม
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32377" type="text/javascript"></script>
ศิลปะแห่งการใช้สติในทุกกรณี
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควันวิสาขบูชา อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยหัวข้อใหญ่เรื่อง ปรมัฐศิลแห่งการครองชีวิต แต่จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยในวันนี้ว่า ศิลปแห่งการใช้สติในทุกกรณี ขอให้ท่านทำความเข้าใจในความมุ่งหมายของการบรรยา
ผู้เขียน: ท่านพุทธทาส ภิกขุ ชมแล้ว: 14,991 ครั้ง
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 10:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 17 September 2007, 12:11 pm

หน้าที่ 6 - การบริโภคใช้สอยทรัพย์
แล้วเราก็มีความสุขตลอดเวลา มีดวงตาแจ่มใสพอใจในความมีชีวิตของตน นี่เรียกว่าศิลปะที่ทำให้มีความงามอยู่ในเนื้อในตัว ที่กาย ที่วาจา ที่ใจของชาวนาคนนั้น นี่ก็มาเห็นว่าเป็นความงามอย่างมีธรรมะ ธรรมะที่มีอยู่ที่คนคนนั้นมันเป็นความงาม ธรรมะกับศิลปะจึงเป็นอันเดียวกันอย่างนี้



50186



ถ้าชาวนาของเราทุกคน เป็นชาวนามีธรรมะ ศิลปะ อย่างนี้แล้ว ก็จะอยู่กันฝาสุข ไม่ต้องไปเบียดเบียนใครที่ไหน ไม่ต้องสร้างความขัดแย้งกระทบกระทั่งขึ้นมาแต่ไท มันก็เลยยิ่งงามใหญ่ มันงามทั้งพวกแห่งชาวนา งามทั้งหมู่บ้านแห่งชาวนา เย็นตาเย็นใจแก่บุคคลผู้ได้พบเห็น นี่เรียกว่าการแสวงหาทรัพย์ก็มีศิลปะคือความงาม

แต่ทีนี้การบริโภคใช้สอยทรัพย์นั้น ถ้ามันใช้ไปในทางอบายมุขมันก็ไม่มีส่วนที่จะงาม นั้นถ้าใช้ไปอย่างถูกต้องมันก็งาม ไม่มีเรื่องกินเกินใช้เกิน บริโภคเกิน อะไรเกิน อย่างที่เป็นๆ กันอยู่ จนทรัพย์สมบัติที่เป็นรายได้นั้นไม่พอกับรายจ่าย นี้มันก็ไม่งามอย่างยิ่ง เพียงแต่รายได้ให้พอกับรายจ่ายมันก็เป็นความไม่น่าดูอย่างยิ่ง ก็เรียกว่าไม่งาม ถ้าเขาใช้ไม่เป็น เขาก็กินไม่เป็นบริโภคไม่กิน เนื่องมาแต่การแสดงหาก็ไม่เป็น คือ ไม่งาม และมันก็ไม่งามมาถึงการใช้จ่ายหรือการบริโภค นั้นการบริโภคปัจจัยในลักษณะที่ถูกต้องและพอนี้นั้นเป็นความงาม


แม้แต่กินข้าวสักคำหนึ่งก็มีลักษณะแห่งความงดงาม คือ ไม่มีกิเลสตัณหาความตะกละ ไม่มีความอะไรที่เป็นเรื่องให้ดูแล้วมันน่าเกลียด การบริโภคโดยส่วนใหญ่ โดยส่วนย่อย หรือรายละเอียดอะไรๆ มันก็ดูงามไปหมด ครอบครัวนั้นบริโภคใช้สอยทรัพย์สมบัติในลักษณะที่ใครมองเห็นแล้วก็เคารพนัพถือและเลื่อมใส นี้เรียกว่าเขามีศิลปะในการบริโภค มีความงามในการบริโภค

ในการสะสมมีไว้เป็นหลักทรัพย์ก็ทำถูกต้องตามหลักการ คือว่ามันจะต้องมีส่วนที่สะสมเอาไว้เป็นหลักประกัน นั้นมันก็เป็นความงามอยู่ในตัวมันเองแล้ว และก็สะสมไว้อย่างที่เรียกว่า จริงหรือตรงต่ออุดมคติ ไม่เอาไปทำอบายมุขหรือทำอะไรที่มันผิดหลักของการสะสมไว้เป็นหลักประกัน เขามีคำพูดเลยไปถึงว่าสะสมไว้สำหรับชาตินี้ยังไม่พอยังต้องสะสมไว้เพื่อชาติหน้าในอนาคตอีกด้วย นี้ถ้าทำถูกต้องตามความหมายมันก็ยิ่งงดงาม เพราะคำว่าชาติหน้านั้นน่ะนับตั้งแต่นาทีนี้ไปมันก็เป็นชาติหน้าไปหมด ปัญหาอุปสรรคอะไรเกิดขึ้นในอนาคตแม้แต่ชั่วโมงหน้านี้มันก็แก้ไขได้อย่างถูกต้อง กระทันแก่เวลา และการสะสมทรัพย์สมบัติมันต้องงดงามถึงขนาดนี้ อย่าให้มันโง่จนยุ่งจนต้องหยิบต้องยืมต้องกู้กัน อะไรให้มันปั่นป่วนไปหมด มันไม่ควรจะมี

ถ้าว่ามีสติปัญญากระทำมาอย่างถูกต้องตั้งแต่ต้นแล้วมันจะไม่มีความโกลาหลวุ่นวายในทำนองนั้น เพราะฉนั้นขอให้กระทำอย่างดีที่สุด คืออย่างมีศิลปะในการหาทรัพย์ก็ดี ในการบริโภคทรัพย์ก็ดี ในการสะสมทรัพย์ไว้ก็ดี จะต้องมีสติป้องกันความผิดพลาดได้ทุกขั้นตอน สตินี้หมายถึงมีปัญญารวมอยู่ด้วย ในธรรมดาคนเราก็รู้จักคิด รู้จักนึก รู้จักผิดถูกชั่วดี ส่วนนั้นมันเป็นปัญญา แต่ถ้าเราไม่มีสติแล้ว ปัญญาก็ไม่รู้ไปคราญงุ่มง่ามอยู่เสียที่ไหน มันไม่มาช่วยแก้ปัญหาทันท่วงที ฉนั้นจึงต้องมีสติคือสิ่งที่ไปดึงเอาปัญญาเข้ามาใช้ใด้ทันท่วงทีที่มันเกิดปัญหา


ถ้าสติเอาปัญญามาได้ทันท่วงทีฉับไวอย่างนี้ ปัญญานั้นเปลี่ยนชื่อใหม่ แทนที่จะเรียกว่าปัญญากลับได้ชื่อใหม่ว่าปฏิภาณ ปฏิภาณนั้นก็เป็นปัญญาชนิดหนึ่ง คือปัญญาไว ปัญญามาทันท่างที ไม่ใช่ปฏิภาณลมปากเล่นลิ้นโกหกหลอกลวง นั้นมันเป็นปฏิถาณของคนพาล ถ้าปฏิภาณที่แท้จริงตามหลักธรรมะแล้วคือ ปัญญาที่มาไวมาทันท่วงทีจนสามารถพูดออกมาได้ทันควันและถูกต้อง นี้เรียกว่าปฏิภาณ


เรามีสติ หมายความว่า มีปัญญาทันท่วงที แต่เราเรียกว่ามีสติ การมีปัญญาทันท่วงทีนั้นไปเรียกเสียใหม่ว่า มีสติ ถ้าทันท่วงทีมากยิ่งขึ้นไปกว่านั้นอีก เราไปเรียกชื่อใหม่ว่า ปฏิภาณ แล้วคนที่มีปฎิภาณนั้นจะไม่อับจน จะแก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ไม่ว่าทางกายหรือทางจิต ไม่ว่าทางวัตถุหรือทางนามธรรม จะไม่เกิดปัญหาเกี่ยวกับการเงิน ทรัพย์สมบัติ หรือการกระทำใดๆ ที่จะต้องกระทำอยู่เป็นประจำวัน เดี๋ยวนี้สติไม่มี ปัญญาปฏิภาณมันไม่มี มันก็ทำผิดเสียเรื่อง มีข้อแก้ตัวเรื่อยสำหรับจะทำความชั่ว มีข้อแก้ตัวสำหรับจะไปดื่มน้ำเมา ไปเล่นการพนัน หรือไปทำอะไรก็ตาม นี่สติไม่มีพอที่จะเอาปัญญามาหักห้ามกิเลส กิเลสก็ครอบครองจิตใจของบุคคลนั้น และมันก็สกปรกเหลือที่จะสกปรก เพราะว่าคำว่ากิเลสแปลว่าของสกปรก คำว่ากิเลสขอให้ทราบไว้ด้วยว่า


ถ้าแปลเป็นภาษาไทยก็คือของสกปรก มันเอาความหมายของของสกปรก อุจจาระ ปัสสาวะ ที่มันสกปรกนี่ ที่มันเรียกกันอยู่ก่อนไปใช้เป็นเรียกชื่อของความสกปรกทางจิตใจ คือ กิเลส เดี๋ยวนี้เขาแปลให้อย่างสุภาพว่า ความเศร้าหมอง ที่จริงมันก็คือไอ้ความสกปรก ขอให้ท่านทั้งหลายรู้ไว้เถอะว่า กิเลสนั้นคือของสกปรก และของสกปรกมันจะงามได้อย่างไร ก็ต่อเมื่อมันไม่มีภาวะสกปรกมันจึงจะมีภาวะแห่งความงาม


<<< หน้าก่อนนี้ (หน้า 5) หน้าถัดไป (หน้า 7) >>>
*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา



ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม

กรุณา login เพื่อ comment งานเขียนนี้

???? สมัครสมาชิก ฟรี ตลอดชีพ


พุทธทาสภิกขุ
(พุทธทาสภิกขุ)

ผู้ชมข้อมูลนี้แล้ว 9,247 ครั้ง
เป็นสมาชิก: นานกว่า 1 ปี
แบ่งปันความรู้ 0 ครั้ง
ได้รับดาว 153 ดวง

โหวตเพิ่มดาว


บทความอื่น

ศิลปะแห่งการใช้สติในทุกกรณี [14,992]
?????? 0 ?????? ?? ??????????????????

บทความแนะนำ

การเกิด สึนามิ [520,320]
GMO พันธุวิศวกรรมศาสตร์ นางฟ้า หรือ ซาตาน [371,595]

Blog แนะนำ

วิชาการ.คอม ขอแนะนำงานเขียนชิ้นนี้ นำชัย ชวนคิด ฝัน และสรรค์สร้างสังคมไทย ด้วยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และธรรม [280,314]
Global Warming { English } [116,663]

Hot Links

คลังข้อสอบ | ข่าววิชาการ
เล่นกล/เกม | อ่านนิยาย
ข่าวทุนการศึกษา | ลิงค์

ขอบคุณผู้สนับสนุน

Google
 
ติดต่อลงโฆษณา :   คุณอันนา 081 4965363
สำนักงาน :   02 2015735
อีเมล์ :   
Copyright© 2000-2007, Vcharkarn.Com. All rights reserved.
คลิ๊กเพื่อดูสถิติ
รับรองและสนับสนุนโดย

สสวท.

มูลนิธิ พสวท.

พสวท.