 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32377" type="text/javascript"></script> |
|
ศิลปะแห่งการใช้สติในทุกกรณี
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควันวิสาขบูชา อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยหัวข้อใหญ่เรื่อง ปรมัฐศิลแห่งการครองชีวิต แต่จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยในวันนี้ว่า ศิลปแห่งการใช้สติในทุกกรณี
ขอให้ท่านทำความเข้าใจในความมุ่งหมายของการบรรยา
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 10:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 17 September 2007, 12:11 pm
|
หน้าที่ 7 - ศีล
ที่นี้ก็ดูต่อไปในรายการที่ 3 คือ ความงามเกิดมาจากการละเสียได้ซึ่งการทุศีลทุกระดับ การทุศีลนั้น ตัวหนังสือแปลว่า มีศีลที่ชั่วเสียแล้ว ทุ แปลว่า ชั่ว หรือแปลว่า ให้โทษประทุษร้ายเสียแล้ว ศีลที่โทษมันประทุษร้ายเสียแล้ว หมดความเป็นศีลแล้ว เป็นศีลชั่วแล้วอย่างนี้เรียกว่า ทุศีล ความงามจะเกิดขึ้นเมื่อปราศจากความทุศีล ไปสำรวจดูให้ดีว่า เรามีความทุศีลหรือไม่
คำว่าศีลในที่นี้หมายถึง ระเบียบ วินัย ทุกอย่างทุกประการ ที่ป้องกันไม่ให้เกิดความวุ่นวาย ความผิดปกติ ความกระทบกระทั่ง และเบียดเบียน เพราะว่าคำว่าศีล แปลว่า ปกติ ปกติไม่มีเหตุ ไม่มีวุ่นวาย ไม่มีปัญหา ไม่มีอะไรที่น่าเกลียดน่าชัง เพราะว่ามันปกติ คำว่า ศี-ละ แปลว่า ปกติ รักษาศีลเถอะจะเกิดความปกติเต็มทุกความหมายแห่งสิกขาบทของศีลนั้นๆ
ที่นี้พอทุศีล คือว่าศีลถูกโทษประทุษร้ายเสียแล้ว มันก็ใช้อะไรไม่ได้ เหมือนกับดอกไม้ ผลไม้ ใบไม้ที่ถูกหนอนกัดกินหมดแล้วมันก็ใช้อะไรไม่ได้ นั่นคือ ภาวะแห่งความทุศีล มันก็เป็นกิเลส มันก็ไม่งาม นั้นเราจะต้องมีศีลนับตั้งแต่ระเบียบเล็กๆ น้อยๆ ในทางมารยาทด้วย จึงจะเรียกว่ามีศีลสมบูรณ์
ที่ว่ามีศีลที่สมบูรณ์นั้น ศีลที่เป็นหลัก เป็นประธาน เป็นข้อๆ ศีล 5 ศีล 8 ศีล 227 ข้อสมบูรณ์ และศีลประกอบศีลตัวเล็กตัวน้อยที่จะประกอบศีลที่เป็นหลักเป็นประธานนั้นก็สมบูรณ์ และมารยาทที่พึงประพฤติแสดงออกภายนอกก็สมบูรณ์ ที่เที่ยว ที่ไป ที่มา ที่กิน ที่เล่น ที่เรียกว่าโคจรนั้นก็สมบูรณ์
อย่างนี้จึงจะเรียกว่ามีศีล ไม่ทุศีล ม่าละเบียบ ไม่แหวกแนวของระเบียบ ก็เรียกว่า ปกติที่สุด สงบที่สุด เลยงดงามที่สุด ศีลจึงมีความงามที่สุดด้วยอย่างหนึ่งเหมือนกัน ฉนั้นความทุศีลมันก็ไม่งาม เดี๋ยวนี้เรามีสติในการรักษาเอาไว้ได้ซึ่งความมีศีลนี้เรียกว่า ศิลปะในการมีสติ ยึดเอาไว้ได้ซึ่งความมีศีล มันต้องเป็นงานฝีมือ งานละเอียดอ่อน ปราณีต สุขุม ของบุคคลผู้เฉลียวฉลาดซื่อตรงไม่คดโกงตั้งใจจริง มันจึงจะรักษาศิลไว้ได้ ก็มีความงามที่เกิดมาจากการไม่ทุศีล และก็ทุกระดับนะ ระดับเด็กผู้ใหญ่ ระดับฆราวาส ระดับบรรพชิต คือทุกระดับทีเดียว
ที่นี้พวกถัดมาอีกก็เรียกว่ามีความงามในการบริโภคปัจจัย 4 ข้อนี้มันก็คล้ายๆ กันในเรื่อง
ดำรงชีพ การหา การบริโภค การสะสมทรัพย์ แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน ขอบอกว่าแยกออกมาเป็นคนละเรื่องดีกว่า การบริโภคปัจจัย 4 ต้องถูกต้องและมีความงาม ปัจจัย 4 นี้รู้กันแล้วว่า อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และการบำบัดโรคภัยไข้เจ็บรวมเป็น 4 ประการนี้เรียกว่า ปัจจัย 4 ต้องทำให้มีความงาม เพราะว่าแต่ละอย่างๆ นี่มันมีความหมายทีกำกวม จะยกตัวอย่างเหมือนกับว่า เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เรานุ่งห่มมันทำไม ไม่ว่านุ่งห่มเพื่อปกปิดไอ้ของน่าละอายนั้นก็ได้ นั้นความมุ่งหมายของการนุ่งห่มก็เพื่อจะปกปิดความละอายก็ได้ มันก็งามไปอย่างหนึ่งแล้ว เพราะว่าไม่เอาของน่าเกลียดมาอวดกัน มันก็งามแล้ว ที่นุ่งห่มเพื่อป้องกันผิวหนัง ไม่ให้ถูกแดดเผา ไม่ให้ถูกลมพัดนี้มันก็เป็นจุดมุ่งหมายอีกอันหนึ่ง หรือว่าป้องกันเหลือบยุงที่จะมาคอยกัดกินนี้มันก็อย่างหนึ่ง มันมีความหมายไปอีกอย่างหนึ่งนอกจากว่าปกปิดของน่าละอาย
ที่นี้มันยังมีความหมายเตลิดไปถึงว่า อะไรๆที่มันมีประโยชน์ มีคุณค่า แล้วมันก็กลายเป็นสินค้าไป เสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มนี้มันกลายเป็นสินค้าไป ก็กลายเป็นวัตถุแห่งศิลปะที่เขาจะต้องถักต้องทอ ต้องเย็บ ต้องย้อม ให้มันสวย กลายเป็นวัตถุศิลปะ กลายเป็นของที่สำหรับค้าสำหรับขายของพ่อค้าไปเสียก็มี อะไรเป็นความมุ่งหมายอันแท้จริงของเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่ม เราก็จะถือเอาหลักว่ามันที่ให้ประโยชน์ด้วยความงามด้วย ให้เป็นการกระทำที่ละเอียดอ่อนของคนผู้มีปัญญาด้วย เครื่องนุ่งห่มนี้ถึงจะเป็นปัจจัยที่ให้ความงามตามความหมายของคำว่าธรรมะและก็เป็นศิลปะสมบูรณ์ ความหมายมันมีได้หลายอย่าง และก็คาบเกี่ยวกันบ้างกำกวมกันบ้างอาจตามเรื่อง เราต้องรู้เรื่องเท่า ว่าอันไหนเป็นความหมายสำคัญเป็น
เป็นความหมายนำหน้า เป็นความหมายแท้จริง ทำให้มันถูกต้อง
ในปัจจัย 4 ของภิกษุก็ยกเอาจีวรเป็นเครื่องนุ่งห่มมาเป็นข้อที่หนึ่ง ดูก็แปลกอยู่ แต่ชาวบ้านพูดกันว่าปัจจัยที่หนึ่งคืออาหารมากกว่า อันนี้ดูเหมือนจะเห็นแก่ปากแก่ท้องกลัวตายมากเกินไป เอาอาหารมาเป็นเรื่องทีหนึ่ง เรื่องที่วัดที่วาของพุทธเจ้าท่านเอาจีวรมาเป็นเรื่องที่หนึ่ง
เราจะทำให้มันถูกต้องตามความหมายของคำว่าปัจจัย คือ
ส่งเสริม รักษา ป้องกัน บำรุงชีวิตได้เป็นอย่างดี นั้นแหละคือความงาม เราอย่าใช้ปัจจัยเพื่ออย่างอื่นเลย ใช้ปัจจัยให้สำเร็จประโยชน์แก่ความมีชีวิตอย่างถูกต้อง
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม