 |
<script language="JavaScript" src="http://www.vcharkarn.com/javafeed/article/32377" type="text/javascript"></script> |
|
ศิลปะแห่งการใช้สติในทุกกรณี
ท่านสาธุชนผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์แห่งภาควันวิสาขบูชา อาตมาก็ยังคงกล่าวโดยหัวข้อใหญ่เรื่อง ปรมัฐศิลแห่งการครองชีวิต แต่จะได้กล่าวโดยหัวข้อย่อยในวันนี้ว่า ศิลปแห่งการใช้สติในทุกกรณี
ขอให้ท่านทำความเข้าใจในความมุ่งหมายของการบรรยา
post ครั้งแรก: Sat 25 August 2007, 10:16 pm ปรับปรุงล่าสุด: Mon 17 September 2007, 12:11 pm
|
หน้าที่ 9 - กามฉันทะ ถีนะมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ลังเล
พวกต่อไป อาตมาจะเขยิบสูงขึ้นไป สูงขึ้นไป ไปตามลำดับ เป็นอันดับที่ 5 ว่าความงามในการละเสียได้ซึ่งนิวรณ์ พอพูดถึงนิวรณ์ก็ว่าเป็นเรื่องทางจิตใจแล้ว สูงขึ้นไปถึงเรื่องทางจิตใจแล้ว ความรู้สึกเลวร้ายทางจิตใจที่เกิดขึ้นและรบกวนอยู่เป็นประจำวัน ให้จิตสูญเสียความบริสุทธิ์ ความสงบสุขหรือเสรีภาพ นี่เขาเรียกว่า นิวรณ์ แปลว่าเครื่องกั้นจิต ปิดกั้นจิตให้ติดอยู่ในความไม่น่าดู ติดอยู่ในวงของกิเลสตัณหาความไม่น่าดู
นิวรณ์ที่ 1 จิตมันครุ่นอยู่กับเรื่องกามารมณ์ ไปดูเอาเองเถอะ พูดมากก็เสียเวลาเปล่า คนหนุ่มคนสาวก็อย่างหนึ่ง พ่อบ้านแม่เรือนก็อย่างหนึ่ง บางทีคนแก่คนเฒ่าก็ยังมามีปัญหาเรื่องกามอารมณ์ ไอ้ความรู้สึกทางกามอารมณ์ที่มันครุ่นอยู่มาทำให้จิตกระสับกระส่าย หรือว่ามันสูญเสียภาวะแห่งความแจ่มใส สงบเย็น ก็เรียกว่า
นิวรณ์ ไอ้ความรู้สึกอย่างนี้มันเกิดขึ้นเมื่อไร จิตมันก็กระสับกระส่ายไม่ปกติและก็ทำอะไรไม่ได้ด้วย จะเขียนหนังสือสองสามบรรทัดให้ดีก็ทำไม่ได้ ถ้าความรู้สึกทางกามอารมณ์มันมาครอบงำจิต ที่นี้ถัดไปก็คือความรู้สึกในทางขัดใจเครียดแค้น
ทางกามารมณ์นี้เรียกว่า
กามฉันทะ คือ เรื่องหลงรัก ไอ้ที่หลงเกลียดนี่เรียกว่า พยาปาทะ ความไม่พอใจในวัตถุ ในบุคคล ในสถานะการณ์ หรือแม้แต่เรื่องของตัวเอง ชีวิตของตัวเองก็ไม่พอใจ ขัดแค้น เครียดแค้นอยู่นี่เรียกว่า
พยาบาท เป็นนิวรณ์ อึดอัดใจอยู่เพราะความไม่พอใจ จิตนั้นก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่โปร่ง ไม่เย็น ไม่สงบ สูญเสียความสงบสุข และมันก็ไม่งาม เราเองที่รู้สึกมากกว่าใคร ว่าจิตกำลังคับแค้นอะไรอยู่ แล้วมันไม่งาม แล้วมันแสดงออกมาให้คนอื่นเห็นได้ว่า มันมีอะไรขัดแค้นอยู่ในใจมันก็ไม่น่าดู มันก็ไม่งดงาม
ที่นี้ความรู้สึกถัดไปอีกก็เรียกว่า
ถีนะมิทธะ คือจิตถอยกำลัง หดหู่ แฟบฟุบ ละเหี่ยละห้อย มึนชา ง่วงเหงา คือว่าจิตแฟบหรือต่ำลงไป เป็นนิวรณ์ มันทำให้เรารู้สึกว่าจิตนี้ไม่เอาด้วย มันไม่อยากจะทำอะไรด้วย มันคอยจะหลบ จะแฟบ จะไม่ทำอะไร คือมึนชาไปหมด งัวเงียไปหมด
มันตรงกันข้ามกับนิวรณ์ถัดไป คือ
อุทธัจจกุกกุจจะ คือมันฟุ้ง ในบางคราจิตมันฟุ้ง ฟุ้งจนทำอะไรไม่ได้ ในบางคราจิตมันแฟบ แฟบจนทำอะไรไม่ได้ ไอ้ที่แฟบนี้เรียกว่า ถีนะมิทธะ จิตฟุ้งเรียกว่า อุทธัจจกุกกุจจะ ต่างก็เป็นนิวรณ์ด้วยกันทั้งนั้น เล่าอาการอย่างนี้ก็เพราะจะพอแล้วเพราะทุกคนเคยมี
นิวรณ์สุดท้ายคือ
วิจิกิจฉา คือ ความโลเลแห่งจิตใจ ไม่รู้จะเอาอย่างไรกันแน่ แม้เรื่องที่เคยเรียนมาดีแล้ว เชื่อว่าถูกต้องแล้วก็มาเกิดลังเลกันอีก และก็ลังเลกังวนไปเสียทุกอย่าง แม้ในสิ่งที่อยู่ข้างนอกว่ามันจะเป็นอันตราย หรือจะเกิดอะไรขึ้น ไอ้ที่เราตั้งใจไว้มันจะล้มเหลวหมด กระทั่งว่าแผนการที่เราคิดไว้ดีแล้วนั้นมันอาจจะไม่ถูก มันผิดพลาดขึ้นมา มันลังเลไปถึงหลักธรรมะ หลักศาสนาที่เคยยึดถือเป็นหลักอยู่ชักจะไม่เชื่อมันซะแล้ว ไม่ไว้ใจมันเสียแล้ว
นี่เรียกว่า
ลังเล อย่าเห็นว่าเป็นเรื่องไม่สำคัญ ไอ้นิวรณ์นี้มันเป็นเรื่องสำคัญเพราะเกิดทุกวันเกิดแทบตลอดเวลา และก็บั่นทอนความสุขของชีวิตอย่างยิ่ง และก็บั่นทอนความสามารถของจิตใจที่จะทำการงานให้ได้ผลดี นั้นผลที่เราควรจะได้มันก็ลดลงไปเป็นอันมากเพราะเหตุแห่งนิวรณ์
ภาวะอย่างนี้ไม่งาม มันต้องขจัดออกไปเสียด้วยศิลปะแห่งการใช้สติ ไปศึกษาเรื่องนิวรณ์ให้ดี และป้องกันนิวรณ์ไว้ได้ในทุกความหมาย คือ ทั้ง 5 อย่าง สรุปอีกทีหนึ่งว่า จิตมันแส่ไปแต่ในเรื่องกาม เรื่องเพศ นั้นก็เป็นนิวรณ์ จิตมันก็กลุ้มอยู่ด้วยความขัดเคือง โกรธแค้นไม่พอใจ อาฆาต จองเวร อะไรนี่ก็เป็นนิวรณ์ และจิตมันแฟบไม่มีกำลังนี้ก็เป็นนิวรณ์ จิตมันฟุ้งจนทำอะไรไม่ได้นี่ก็เป็นนิวรณ์ แล้วจิตมันก็ลังแล ไม่แน่ใจในการกระทำก็เป็นนิวรณ์
ล้วนแต่สกปรกมีพวกกิเลส แล้วมันก็ไม่งาม ถ้าไม่มีมันจึงจะงาม ก็มีสติในการจะป้องกัน ในการจะขจัดออกไป ในการที่จะรักษาจิตไว้ให้เกลี้ยงเกลาจากนิวรณ์ การกระทำได้อย่างนี้เป็นศิลปะ เป็นธรรมะ เป็นความงาม
ดูต่อไปอีกว่า ความงาม เกิดมาจากการเห็นพระธรรม คือ ไตรลักษณ์ คนโง่ไม่เห็นไตรลักษณ์ ไม่รู้จักไตรลักษณ์ คนโง่นั้นย่อมหาความงามไม่ได้ นั้นความสกปรกน่าเกลียดตามภาษาของพระอาริยเจ้า คนที่เห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา นี้จะต้องงาม เพราะว่าสติปัญญาของเขาได้งามเสียแล้ว
ฉะนั้นจิตใจของเขาก็งามตามไปด้วย ร่างกายของเขาก็ประพฤติตามความงามนั้นๆ ร่างกายมันก็พลอยงามไปด้วย คนที่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จะไม่ทุศีล จะไม่ทำอะไรเลวๆ อย่างนั้นในภายนอก แม้ในภายนอกมันก็มีความงาม
ฉะนั้นพระอรหันต์จึงมีความงดงาม เรียกว่า มีอินทรีย์ผ่องใส ใครเห็นเข้าแล้วก็พอใจ โดยบอกไม่ถูกว่าทำไมต้องพอใจ เพราะว่ามันมีความงามชนิดนี้นี่เอง ความงามที่เกิดมาจากความรู้แจ้งในธรรมะอันสูงสุด มีอยู่ในใจส่องแสงออกมาจนถึงภายนอก ทำให้อิริยาบถทั้งหลายงาม เนื้อตัวงาม ทำให้แววตางาม
ทำให้ทุกอย่างมันงาม เห็นไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เป็นความงามแห่งสติปัญญา ลงไปถึงจิตใจ และลงไปถึงเนื้อตัว อิริยาบถ ต้องมีชีวิตอยู่ด้วยการเห็นความจริงของสิ่งทั้งปวง เรื่องไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มันจะส่องแสง มีรัศมีที่ส่องแสงของจิต ของสติปัญญา มีความงามชนิดหนึ่งซึ่งไม่เหมือนความงามชนิดอื่น ก็เป็นสิ่งหนึ่งซึ่งจะต้องสร้างขึ้นมาให้ได้ ให้มันมีความงามชนิดนี้ให้ได้ นี่เอามาแยกให้มันละเอียดมากหน่อยตรงนี้ เพราะมันพอจะแยกออกจากกันได้
*หมายเหตุ
งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
ยังไม่มีความเห็นเพิ่มเติม